"...นายอิทธิพล นัดพยานที่สถานีรถไฟฟ้า BTS บางซื่อ พร้อมเปิดเผยว่า “บอส” คือ ดร.พิชิต ทั้งพรม ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นเพื่อนนายอนุรักษ์ พร้อมแสดงหลักฐานการพูดคุยผ่านแอปพลิเคชัน LINE และสายการจ่ายเงิน จำนวน 3 สาย ซึ่งมีข้อมูลการจ่ายเงินค่าดำเนินการข้อมูลการสอบแข่งขันแต่ละสาย ได้แก่ สายที่ 1 ดร.ต่อ (นายอนุรักษ์) สายที่ 2 นายกเฮง (นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ นายกเฮง) และสายที่ 3 (นายอิทธิพล) เป็นต้น..."
เป็นอีกหนึ่งประเด็นร้อน!
สำหรับคดีทุจริตการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น เมื่อปรากฏข่าวสำคัญในวันที่ 11 กันยายน 2569 เจ้าหน้าที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) พร้อมด้วยกำลังเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ได้กระจายกำลังลงพื้นที่เข้าจับกุมเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จำนวน 2 ราย ได้แก่ นายอิทธิพล วิคเตอรส์ ศิริเพชรภัทรกุล (หรือ วิคเตอร์) เจ้าหน้าที่คดีพิเศษชำนาญการ และนายอนุรักษ์ ขจรฤทธิ์ (หรือ ดร.ต่อ) พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ
โดยการจับกุมครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการตรวจพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงกับขบวนการเรียกรับเงินเพื่อช่วยเหลือการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีนายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ “นายกเฮง” อดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย เป็นผู้ต้องหารายสำคัญที่ถูกจับกุมไปก่อนหน้านี้
ขณะที่เจ้าหน้าที่ DSI ทั้งสองรายที่ถูกจับ ถูกกล่าวหาว่ารับเงินต่อจากนายกเฮง โดยผู้ต้องหารายแรก (นายอิทธิพล) ถูกควบคุมตัวได้ในพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ส่วนอีกราย (นายอนุรักษ์) ถูกควบคุมตัวได้ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร และได้ถูกนำตัวมาสอบปากคำอย่างละเอียดที่ บก.ปปป. กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) ก่อนเตรียมแจ้งข้อหาดำเนินคดีตามกฎหมาย
การจับกุมครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังการสืบสวนขยายผลจากกรณีของ "นายกเฮง" จนพบข้อมูลว่าอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการทุจริตดังกล่าว โดยทางฝั่งของ DSI ได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงทางวินัยและสืบสวนทางอาญาไว้ก่อนแล้ว เมื่อพบมูลความผิดทางอาญาและมีหมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 3 อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษจึงได้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้งสองออกจากราชการไว้ก่อนทันที พร้อมยืนยันว่า DSI จะดำเนินคดีทั้งทางวินัยและทางอาญาอย่างเฉียบขาด

3 ป.รวบ 2 DSI เอี่ยว 'นายกเฮง'โยงโกงสอบท้องถิ่น-ต้นสังกัดสั่งพักราชการ
อย่างไรก็ดี มีข้อมูลสำคัญชุดหนึ่งที่ยังไม่ถูกเปิดเผยเป็นทางการ คือ คำให้การของพยานปากสำคัญ ที่เปิดเผยข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเสนอ “โควตา” บรรจุข้าราชการท้องถิ่น ก่อนประสาน “นายกเฮง” และมีการส่งมอบเงินหลายครั้ง โดยระบุยอดติดตามคืน 75 ล้านบาท หลังผู้สมัครไม่มีรายชื่อสอบผ่าน พร้อมอ้างว่า “บอส” ที่เกี่ยวข้องคือ ดร.พิชิต ทั้งพรม และมอบหลักฐานการสนทนาทาง LINE รวมถึงข้อมูลสายการจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ
โดยพยานปากสำคัญรายนี้ ให้การว่า รู้จักนายอิทธิพล วิคเตอร์ส ศิริเพชรภัทรกุล เนื่องจากเคยทำงานกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมด้วยกันมาก่อน ซึ่งมีการติดต่อและประสานงานกันในภารกิจของหน่วยงานกัน
ในระหว่างพูดคุยกัน นายอิทธิพล ได้แจ้งเสนอข้อมูลว่ามีโควตาการเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ประมาณ 200 โควต้า จึงได้แจ้งไปยังนายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ นายกเฮง (นับถือเป็นญาติ)ว่ามีโควตาการเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น จึงนัดพูดคุยกันเรื่องโควตาดังกล่าวและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการกันหลายครั้ง ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ระหว่าง นายอิทธิพล นายอนุรักษ์ ขจรฤทธิ์ นายประวิทย์ จารุรัชกุล
ขณะที่ นายประวิทย์ จารรัชกุล ได้ส่งมอบเงินให้นายอิทธิพล นายอนุรักษ์ กับพวก หลายครั้ง กล่าวคือ
ครั้งที่ 1 ส่งมอบเงินสด จำนวน 1,000,000 บาท (ซึ่งเป็นค่ากินเปล่าของนายวิคเตอร์ส) ณ ร้านอาหารที เฮ้าท์ ถนนประดิพัทธ์ พระราม 6 และมีการวางมัดจำเป็นเงินสด จำนวน 5,000,000 บาท สำหรับโควตาผู้สมัครสอบประมาณ 2,500 คน ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี เขตหลักสี่
ครั้งที่ 2 ส่งมอบเงินสด จำนวน 60,000,000 บาท ณ โรงแรมอัศวิน เขตหลักสี่ และครั้งที่ 3 ส่งมอบเงินสด จำนวน 10,000,000 บาท ณ โรงแรมริเวอร์ไรด์ เพลส โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ จ.นนทบุรี
แต่เมื่อประกาศผลสอบไม่มีรายชื่อผู้สมัครดังกล่าว นายประวิทย์ หรือ “นายกเฮง” จึงแจ้งให้พยานติดตามเงินคืน
โดยนายอนุรักษ์ รับปากจะคืนเงิน จำนวน 75,000,000 บาท แต่ไม่คืนและบ่ายเบี่ยง อ้างว่ารอเงินจาก “บอส”
ต่อมานายอิทธิพล นัดพยานที่สถานีรถไฟฟ้า BTS บางซื่อ พร้อมเปิดเผยว่า “บอส” คือ ดร.พิชิต ทั้งพรม ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ และเป็นเพื่อนนายอนุรักษ์ พร้อมแสดงหลักฐานการพูดคุยผ่านแอปพลิเคชัน LINE และสายการจ่ายเงิน จำนวน 3 สาย ซึ่งมีข้อมูลการจ่ายเงินค่าดำเนินการข้อมูลการสอบแข่งขันแต่ละสาย ได้แก่ สายที่ 1 ดร.ต่อ (นายอนุรักษ์) สายที่ 2 นายกเฮง (นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ นายกเฮง) และสายที่ 3 (นายอิทธิพล) เป็นต้น
พร้อมข้อมูลที่อ้างว่ามีการคืนเงินให้แก่สาย ดร.ต่อ (นายอนุรักษ์) และสายที่ 3 นายอิทธิพล แต่ยังไม่มีข้อมูลการคืนเงินในสายที่ 2 ของนายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ นายกเฮง
หลังจากที่ ดร.พิชิต โดนจับกุม นายอิทธิพล เสนอขอซื้อโทรศัพท์จากพยาน เนื่องจากโทรศัพท์มีหลักฐานการสนทนาเกี่ยวกับโควตาการสมัครสอบดังกล่าว แต่ปฏิเสธไปเนื่องจากเป็นโทรศัพท์ของทางราชการ
ทั้งนี้ พยานยืนยันว่าไม่เคยได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากการดำเนินการดังกล่าว ก่อนที่จะส่งมอบพยานเอกสารแสดงภาพถ่ายความสัมพันธ์ระหว่างนายประวิทย์ จารุรัชกุล กับนายอิทธิพล และนายอนุรักษ์ รวมถึงหลักฐานการสนทนาในแอปพลิเคชัน LINE การเรียกรับค่าดำเนินการหรือโควตาในการบรรจุเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น
ก่อนที่จะนำมาสู่การจับกุมตัว นายกเฮง และผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่ DSI ทั้ง 2 ราย พร้อมการเปิดเผยเบื้องหลังขบวนการทุจริตโกงสอบท้องถิ่นสายนี้ อย่างหมดไส้หมดพุง ตามที่ปรากฏข่าวดังในขณะนี้
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




