News Logo
หน้าแรก
'สิทธิโชติ' แจงลงมติส่งฟ้องนักการเมือง ภท.‘คดีฮั้ว สว.’ ชี้หลักฐานชัด!

'สิทธิโชติ' แจงลงมติส่งฟ้องนักการเมือง ภท.‘คดีฮั้ว สว.’ ชี้หลักฐานชัด!

15 ก.ย. 2569 18:15
ผู้ชม 143 คน

‘สิทธิโชติ’ เผยเหตุผลการลงมติเสียงข้างน้อย 5:2 เสียง ร่วมกับนายชาย นครชัย ในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ซึ่งยึดโยงพรรคภูมิใจไทย สส. และ กก.บห. โดยระบุว่าพยานหลักฐานทั้งโพยฮั้ว เส้นทางการเงิน และคำให้การพยานสอดรับกัน

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงการลงมติเสียงข้างน้อยในคดีการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ฮั้ว สว.) โดยระบุว่า ก่อนการแถลงมติดังกล่าวได้มีการประชุมว่าจะชี้แจงทีละข้อหาว่า กกต. มีมติเสียงข้างมากและข้างน้อยเท่าใด แต่การแถลงเมื่อวานไม่ได้ชี้แจงเช่นนั้น ซึ่งตนอยากแจ้งให้ประชาชนทราบว่า ในทุกมติไม่ได้เป็นเอกฉันท์

นายสิทธิโชติ ระบุว่า ในข้อกล่าวหาที่ 1-2 ที่เกี่ยวกับนักการเมืองและกรรมการบริหารพรรค กกต. ไม่ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ โดยมีมติ 5:2 ซึ่งเสียงข้างน้อยคือ ตนเองกับนายชาย นครชัย เหตุผลก็เพราะจากหลักฐานที่ปรากฏค่อนข้างเชื่อได้ว่า การกระทำครั้งนี้ทำกระจายทั่วประเทศ แต่จับได้ในบางจุด เช่น นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี และนครสวรรค์ ซึ่งพบว่ามีการจัดทำโพย โดยภายในโพยฮั้วจะมีหมายเลข ซึ่งคนที่ได้อันดับ 1-7 จะอยู่ในหมายเลข 12 โพยนี้ทั้งนั้น และถูกลงโทษจากกลุ่มที่มาทำโพยกัน การลงโทษนี้ส่งผลให้เห็นว่าสิ่งนี้เป็นการทุจริต และอาจไปถึงคดีอาญาได้ด้วย หากมองเช่นนี้ ทุกพื้นที่ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคพรรคเดียว โดยไม่มีพรรคอื่นเข้ามาแทรกเลย ทุกคนล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคดังกล่าว

นายสิทธิโชติ ระบุด้วยว่า โพยดังกล่าวไปสอดคล้องกับคำให้การของพยานหมายเลข 16 ที่กลับให้คำให้การในภายหลังที่ชี้แจงว่า ในการประชุมพรรคได้มอบหมายให้ สส.และบุคลากรภายในพรรคดำเนินการ ซึ่งส่วนตัวตนเองไม่ได้เชื่อพยานคนดังกล่าว แต่คำพูดของเขาได้รับการปฏิบัติ ถ้าพิสูจน์ได้ก็น่าเชื่อถือ เบอร์โทรศัพท์และเส้นเงิน พยานให้การว่าติดต่อใครของพรรคการเมืองนี้ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคก็มีการยึดโยงกันอยู่ 

นอกจากนี้ หลังจากที่ กกต. ประกาศผล มีการนัดประชุม สว. ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เมื่อวันที่ 21 โดยคนที่อยู่ในพรรคก็มาร่วมประชุมด้วย ซึ่งพยานที่เป็นเลขานุการของ สส. ได้มาให้การว่า การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อกำหนดตัวประธานและรองประธาน สว. มีการเก็บโทรศัพท์มือถือ และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา ซึ่งอาจรวมถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ พฤติการณ์เหล่านี้และการติดต่อกันทางโทรศัพท์ถือว่าสอดคล้องกันไปหมด ความเห็นของมติเสียงข้างน้อยจึงเห็นว่า เป็นการสนับสนุนและร่วมกันจัดทำโพยฮั้วตามที่พยานปากนี้ให้การ รวมถึงนายดิเรก พรสีมา ก็ให้การสอดคล้องกัน โดยระบุชื่อบุคคลหนึ่งว่าอยู่กับรัฐมนตรี

นายสิทธิโชติ ระบุว่า ตนไม่เชื่อว่าพยานหมายเลข 16 กลับคำให้การเพราะถูกข่มขู่ เนื่องจากพยานเป็นผู้มีบารมีและยังดำรงตำแหน่ง สส. ของพรรคการเมืองนั้นในขณะที่มาให้การ ส่วนอีกคนที่กลับคำให้การก็เป็นพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองดังกล่าว ซึ่งการมายื่นหนังสือกลับคำให้การต่ออนุกรรมการวินิจฉัยชุดที่ 36 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2568 นั้น ถือว่าห่างจากวันที่เคยให้การไว้เป็นเวลานานมาก

“ข้อพิรุธทั้งหลายทั้งปวงนี้ เมื่อฟังประกอบกับทุกสิ่ง มองช้าง มองทั้งตัวแล้ว ที่เหลือปีกย่อยก็ผิดไป แต่ว่า ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้ เมื่อประกอบร่างต้องเป็นอย่างนั้น ความเห็นเสียงข้างน้อยจึงเห็นควรว่าผิดตามข้อหาที่ 1-2” นายสิทธิโชติกล่าว

เมื่อถูกถามว่า การออกมาให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ถือเป็นการป้องกันตนเองเพื่อไม่ให้ถูกฟ้องหรือไม่ นายสิทธิโชติ ตอบว่า ไม่จำเป็นต้องปกป้องตนเอง เพราะมีหลักฐานชัดเจนอยู่แล้วว่าตนเองลงมติอย่างไร รวมถึงมีการจัดทำคำวินิจฉัยอย่างย่อที่ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าตนมีความเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร และมีพยานหลักฐานอย่างไรบ้าง

นายสิทธิโชติ ยืนยันด้วยว่า ภายใน กกต. ไม่ได้มีความขัดแย้งกันแต่อย่างใด แม้กรรมการแต่ละคนอาจมีความเห็นที่ไม่ตรงกันบ้างในบางประเด็น แต่เรื่องทั้งหมดที่พูดถึงนั้น สามารถนำเหตุผลมาร้อยเรียงเข้าด้วยกันได้ว่ามีเบื้องหลังอย่างไร ซึ่งคล้ายกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนำรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ มาประกอบกันแล้ววินิจฉัยว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลาย

นอกจากนี้ นายสิทธิโชติยังระบุด้วยว่า ขั้นตอนการสอบสวนของ กกต. ถูกตัดตอนไปตั้งแต่ระดับอำเภอ เนื่องจากผู้สมัครหลายรายต่างให้การว่า เดินทางมาสมัครเอง ควักเงินเอง และมีความสนใจทางการเมือง แต่เมื่อถึงเวลาเลือกกลับไปลงคะแนนให้คนอื่นแทนที่จะเลือกตนเอง ทั้งที่ผู้สมัครบางรายฐานะยากจน หรือเป็นเพียงลูกจ้างของเจ้านายที่มาลงสมัครด้วยกัน เมื่อเบาะแสถูกตัดตอนในลักษณะนี้ จึงไม่สามารถสืบสวนต่อได้ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทางกฎหมายกับ DSI, ปปง. และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เข้ามาร่วมสืบสวนสอบสวนตั้งแต่เริ่มต้น

อย่างไรก็ดี สรุปมติการลงคะแนนของ กกต. ในแต่ละข้อกล่าวหามีรายละเอียดบางส่วนดังนี้ มติ 5:2 เสียงเห็นชอบให้ยกคำร้องในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพรรคการเมือง สส. และกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ภูมิใจไทย มติ 4:3 เสียง เห็นชอบให้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกา เพื่อพิจารณาเอาผิดกับ สว. ชุดปัจจุบัน จำนวน 25 ราย และมติเอกฉันท์ เห็นชอบให้ดำเนินคดีกับกลุ่มโหวตเตอร์ ผู้สมัคร สว. และบุคคลอื่นที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยงอย่างชัดเจน

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดรายชื่อคนสำคัญ "ใครเป็นใคร" คดีฮั้ว สว. หลัง กกต. มีมติส่งฟ้องศาล
เปิดรายชื่อคนสำคัญ "ใครเป็นใคร" คดีฮั้ว สว. หลัง กกต. มีมติส่งฟ้องศาล