"หมอสรณ" แจงเหตุจัดประชุม กสทช.ตามหน้าที่ แม้ล่ม 11 รอบ ชี้วาระสำคัญค้างเพียบ วอน "สื่อ investigate" ใครได้ประโยชน์หากพ้นตำแหน่งประธาน ชี้ต้องเร่งคลี่คลายปม ทีวีดิจิทัล-ดาวเทียม หวั่นความเสียหายต่อองค์กร มุ่งหน้าสู่ยุค AI-Data Center
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 มีการประชุม คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครั้งที่ 25/2569 ณ ห้องประชุมสายลม 1021 อาคารอำนวยการ สำนักงาน กสทช. โดยมี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. เป็นประธานในที่ประชุม
อย่างไรก็ตาม การประชุมในครั้งนี้ยังไม่สามารถเริ่มต้นดำเนินการได้ เนื่องจากประสบปัญหาองค์ประชุมไม่ครบถ้วนตามระเบียบ โดยมีรายงานว่า นายต่อพงศ์ เสลานนท์ และ พล.ต.อ.ดร.ณัฐธร เพราะสุนทร รวมถึงกรรมการคนอื่น ๆ ได้แจ้งลาประชุมและผ่านไป 30 นาทีแล้ว องค์ประชุมยังไม่ครบ นพ.สรณจึงสั่งงดประชุม และไม่ไดไปวันที่ 17 กันยายน 2569 โดยนี่ถือเป็นครั้งที่ 11 ที่การประชุมล่มนับตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม 2569
ต่อมาในช่วงเวลาประมาณ 10.05 น. นพ.สรณได้แถลงข่าวถึงปัญหาเดดล็อกที่เกิดขึ้นว่า โดย นพ.สรณ กล่าวยืนยันสถานะของตนเองว่ายังคงเป็นประธาน กสทช. ตามกฎหมาย และมีหน้าที่ต้องปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการกำหนดวันประชุมและวาระการประชุม ซึ่งหากตนไม่ดำเนินการตามกฎหมาย ก็ย่อมต้องรับผิดชอบในผลที่ตามมา
ประธาน กสทช. เน้นย้ำว่าการปฏิบัติหน้าที่เป็นไปตามกฎหมาย และได้กล่าวเชิญชวนกรรมการทุกคนให้มาร่วมประชุมเพื่อหาทางออกของปัญหาที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องการให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่อาจสร้างความเสียหายให้กับองค์กร กสทช. ซึ่งมีวาระสำคัญที่ต้องพิจารณาและตัดสินใจเป็นจำนวนมาก
นพ.สรณกล่าวถึงความสำคัญเร่งด่วนของหลายวาระที่ค้างอยู่ ไม่ว่าจะเป็นอนาคตของทีวีดิจิทัลที่ตนยังเห็นคุณค่าและความเป็นอัตลักษณ์ของสื่อไทย เรื่องดาวเทียม และเรื่องสายสื่อสาร นอกจากนี้ยังมีประเด็นสำคัญที่อาจนำไปสู่ความเสียหายต่อองค์กร กสทช. ทั้งในด้านการเงินและการทำงาน ซึ่งกรรมการทุกคนจะต้องร่วมกันรับผิดชอบ
นพ.สรณเสนอแนวทางว่าวาระใดที่กรรมการมีความเห็นชอบร่วมกันโดยเอกฉันท์ ก็ควรดำเนินการไปก่อน ส่วนวาระที่มีความเห็นต่างก็ขอให้นำมาพูดคุยหารือกันเพื่อหาข้อสรุป โดบย้ำว่านี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีความเห็นต่างกันแต่กระบวนการตามกฎหมายแตกต่างกัน และสำนักงาน กสทช.เองก็เคยยอมรับว่ามีการตีความผิดพลาด ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนกรณีเผยแพร่คำพิพากษาศาล จนทำให้โดนตำหนิ ซึ่งตนหวังว่าจะมีการตัดสินจากคำพิพากษาที่เป็นที่สุดในประเด็นดังกล่าวเพื่อให้ได้ข้อยุติ
ประธาน กสทช.กล่าวว่าตนอาจไม่ใช่ผู้ที่สื่อสารเก่ง แต่มีความเป็น "หมอ" ที่อดทนและอดกลั้น โดยได้ทำงานในวงการมานานกว่า 30 ปีที่มหาวิทยาลัยมหิดล และมีความตั้งใจดี ไม่เคยทิ้งคนไข้และไม่เคยทิ้งงาน ตนเป็น "นักฟังที่ดี" ในการประชุมต่างๆ ตนจะรับฟังความคิดเห็นจากทุกคน ทั้งจากสำนักงานและกรรมการ ให้โอกาสทุกคนแสดงความคิดเห็น และตนไม่ใช่ "นักร้อง" ที่จะมุ่งแต่จะพูดฝ่ายเดียว
ประธาน กสทช. ฝากสื่อช่วยสืบ "ใครได้ประโยชน์ถ้าหมอออกไป?"
ในส่วนสำคัญของการแถลงข่าว นพ.สรณ ได้เรียกร้องให้สื่อมวลชนช่วยทำหน้าที่เป็น "investigative journalist" (นักข่าวสืบสวนสอบสวน) เพื่อค้นหาคำตอบต่อคำถามที่ว่า: "ประเทศไทยจะได้ประโยชน์จากการที่จะให้ผมพ้นตำแหน่งอะไร เป็นประเด็นมากกว่า ทำไมถึงมีความเร่งรีบเหลือเกินที่จะต้องให้ผมออกไปจากตรงนี้"
นพ.สรณได้ให้เหตุผลประกอบว่า ตนทำงานในตำแหน่งนี้มา 4 ปีครึ่งแล้ว และเหลือเวลาอีกประมาณ 1 ปีครึ่ง ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรม Broadcasting, Telecommunication, Satellite, Digital Data Center และ Artificial Intelligence (AI) กำลังจะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในประเทศนี้ จึงเป็นคำถามที่น่าคิดว่าการที่ตนยังคงดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. อยู่นั้น จะขัดขวางการเปลี่ยนแปลงหรือส่งผลกระทบอย่างไร
ประธาน กสทช.กล่าวเชิญชวนให้พิจารณาถึงอนาคต แทนที่จะมองย้อนไปถึงสิ่งที่เป็นอดีต พร้อมเน้นย้ำว่า "อย่าถามว่าผมทำอะไรผิด ถามว่าอะไรจะเกิดขึ้นจากนี้ไป" เพราะยังมีประเด็นสำคัญอีกหลายเรื่องที่ กสทช. จะต้องดำเนินการในอนาคตอันใกล้
ภายหลังการแถลง นพ.สรณได้ตอบคำถามจากสื่อมวลชนเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ
เมื่อถูกถามถึงการไปขึ้นศาลในคดีความ นพ.สรณระบุว่าตนไม่เคยถูกฟ้องหรือเคยไปศาลในคดีส่วนตัวมาก่อน และยังไม่เห็นคำสั่งศาลที่เกี่ยวข้องกับคดีปัจจุบัน ส่วนเรื่องคดีในศาลปกครองที่เกี่ยวกับคำสั่งของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ตอนนี้กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาทนายความ
เมื่อถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับเบาะแสของ "ใครได้ประโยชน์" หากตนพ้นจากตำแหน่ง หรือประเด็นเกี่ยวกับ Data Center และ AI ที่ไม่ได้อยู่ในวาระการประชุม นพ.สรณยืนยันว่าตนเพียงแต่ตั้งข้อสังเกตถึงภาพรวมและการเปลี่ยนแปลงในอนาคตของอุตสาหกรรม ไม่ใช่การพูดถึงวาระการประชุมปัจจุบัน และย้ำว่าสิ่งที่ตนทำไม่ใช่เรื่องบาป เพราะไม่ได้โกงใคร พร้อมชี้ว่าแม้ฝั่งตรงข้ามอาจมองว่าการที่ตนอยู่ในตำแหน่งก็เป็นประโยชน์ต่อใครบางคน ฝั่งนั้นก็ต้องทำการบ้านเช่นกัน
ประธาน กสทช. ได้กล่าวทิ้งท้ายถึงความกังวลของกรรมการบางส่วนที่อาจไม่เข้าประชุมเพราะกลัวว่ามติจะเป็นโมฆะในอนาคต โดยชี้ว่าเป็นเรื่องของกฎหมาย และวาระสำคัญที่เกี่ยวกับประโยชน์ของประชาชนเป็นสิ่งที่ต้องเร่งพิจารณา




