News Logo
หน้าแรก
'ทวี' จี้ กกต.ส่งศาลฎีกาฟัน 2 สว. หลังรับมีโพยฮั้ว-ปรากฎเลขตัวเอง

'ทวี' จี้ กกต.ส่งศาลฎีกาฟัน 2 สว. หลังรับมีโพยฮั้ว-ปรากฎเลขตัวเอง

18 ก.ย. 2569 13:55
ผู้ชม 23 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

'ทวี' จี้ กกต. ฟัน 2 สว. หลังรับสารภาพมีโพยฮั้ว และปรากฎเลขตัวเอง ย้ำมีหลักฐานควรเชื่อได้ว่าทุจริต ต้องส่งศาลฎีกาพิจารณาต่อไป

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้โพสต์แสดงความคิดเห็นต่อกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติ 5:2 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ให้ยกคำร้องข้อกล่าวหาทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (คดีฮั้ว สว.) โดยระบุว่า แม้การลงมติของ กกต. จะสิ้นสุดลงแล้ว แต่ในทางกฎหมายยังมีพยานซึ่งเป็น สว. อย่างน้อย 2 ราย ยืนยันตรงกันว่ามีการจัดทำโพยฮั้ว สว. ขึ้นจริง ทั้งยังมีหมายเลขของตนเองอยู่ในโพย ดังนั้น จึงควรยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือสิทธิเลือกตั้งของพยานทั้ง 2 รายนี้ต่อไป

พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า ในข้อกล่าวหาที่ 1 คือ กรรมการบริหารพรรค ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำการโดยวิธีใดๆ เพื่อช่วยให้ผู้สมัครได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครรายใดไม่ได้รับเลือกและข้อกล่าวหาที่สอง ผู้สมัครซึ่งต่อมาได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ยินยอมให้บุคคลทางการเมืองดังกล่าวช่วยเหลือเพื่อให้ตนได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กกต. มีมติยกข้อกล่าวหาทั้งหมด

สิ่งนี้นำมาสู่คำถามที่ว่า มติดังกล่าวธำรงไว้ซึ่งความสูงสุดของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตัวอย่างสำคัญคือ กรณีที่ กกต. มีมติกัน สว. 2 คน ได้แก่ พยานรหัส 21/26 และพยานรหัส 22/26 ไว้เป็นพยาน ทั้งนี้ พยานรหัส 21/26 เป็นผู้สมัครกลุ่มที่ 3 กลุ่มการศึกษา หมายเลข 150 ได้ 30 คะแนนในรอบเลือกกันเอง และ 69 คะแนนในรอบเลือกไขว้เป็นอันดับ 1 ของกลุ่ม จากผลการตรวจสอบพบการลงคะแนนชุดหมายเลขเดียวกันเรียงตรงกันทั้ง 10 หมายเลข จำนวน 16 ใบ โดยมีหมายเลข 150 รวมอยู่ด้วย

พ.ต.อ.ทวี ระบุด้วยว่า ตามบันทึกการไต่สวนที่เผยแพร่ พยานให้ถ้อยคำว่า หมายเลขของตนถูกบรรจุไว้ในโพยทั้งรอบเลือกกันเองและรอบเลือกไขว้ และเข้าใจว่าคะแนนสูงสุดที่ได้รับมาจาก ‘โพยฮั้วหรือเลขชุด’ ซึ่งจัดทำขึ้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ วิทยาเขตหันตรา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

พยานรหัส 22/26 เป็นผู้สมัครกลุ่มที่ 19 กลุ่มผู้ประกอบอาชีพอิสระ หมายเลข 5 ได้ 39 คะแนนในรอบเลือกกันเอง และ 70 คะแนนในรอบเลือกไขว้ เป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม จากผลการตรวจสอบพบการลงคะแนนชุดหมายเลขเดียวกันเรียงตรงกันทั้ง 10 หมายเลข จำนวน 19 ใบ โดยมีหมายเลข 5 รวมอยู่ด้วย

ตามเอกสารที่เผยแพร่ทางสื่อ พยานให้ถ้อยคำว่า เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2567 ได้เข้าร่วมประชุมกับผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศประมาณ 30 กว่าคน ณ โรงแรมแคนทารี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีการอธิบายวิธีลงคะแนนและแจกเอกสารแนะนำตัว สว.3 ซึ่งกรอกหมายเลขไว้ล่วงหน้า

ทั้งนี้ แม้พยานระบุว่าไม่ได้ร่วมจัดทำโพย แต่ยอมรับว่าหมายเลขของตนอยู่ในเลขชุด และเข้าใจว่าคะแนนจำนวนมากที่ได้รับมาจากโพยฮั้วหรือเลขชุดที่จัดทำขึ้น ซึ่งถ้อยคำของพยานทั้งสองจึงเชื่อมโยงตนเองกับโพยหรือเลขชุด และอธิบายที่มาของคะแนนโดยตรง เมื่อประกอบกับผลคะแนนและรูปแบบการลงคะแนนที่ตรงกัน จึงมิใช่ข้อสงสัยลอยๆ

ตามมาตรา 65 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดให้ กกต. กัน ‘บุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด’ ไว้เป็นพยานได้ เมื่อข้อมูล การชี้เบาะแส หรือคำให้การของบุคคลนั้นเป็นประโยชน์ต่อการพิสูจน์ความผิดของผู้กระทำผิดคนอื่นที่เป็นตัวการสำคัญ และสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในการวินิจฉัยการกระทำความผิดได้

มติที่กันบุคคลทั้งสองไว้เป็นพยานจึงสะท้อนว่า กกต. เห็นว่าบุคคลทั้งสองเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด และยังมีผู้กระทำผิดคนอื่นที่เป็น ‘ตัวการสำคัญ’ ซึ่งต้องพิสูจน์ต่อไป ทั้งนี้ หากข้อกล่าวหาเรื่องการจัดตั้งขบวนการ การจัดทำโพยหรือเลขชุด และการกำหนดการลงคะแนนไว้ล่วงหน้าพิสูจน์ได้ ย่อมมิใช่เพียงการทุจริตเพื่อให้บุคคลสองคนได้รับเลือก แต่เป็นการกระทำอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งอาจมีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมที่มุ่งยึดกุมและบิดเบือนกระบวนการได้มาซึ่งวุฒิสภา กระทบต่ออำนาจอธิปไตยฝ่ายนิติบัญญัติ อันเป็นอำนาจหลักของการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ผลของการกันเป็นพยานตามมาตรา 65 มีเพียงว่า ‘ให้สิทธิในการดำเนินคดีอาญาเป็นอันระงับไป’ มิได้ทำให้ข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานระงับไปด้วย และมิได้ยกเว้นบุคคลนั้นจากการตรวจสอบว่าได้รับเลือกมาโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่

ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ประกอบมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กำหนดว่า เมื่อมี ‘หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า’ ผู้สมัครหรือบุคคลใดกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลไต่สวนและวินิจฉัยว่าจะเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้งหรือไม่

พ.ต.อ.ทวี ระบุด้วยว่า เมื่อ กกต. มีมติกันสมาชิกวุฒิสภาทั้งสองคนไว้เป็นพยาน ประกอบกับถ้อยคำรับข้อเท็จจริงที่เชื่อมโยงตนเองกับโพยหรือเลขชุด อันมีลักษณะเป็นการรับสารภาพถึงการมีส่วนเกี่ยวข้องในข้อเท็จจริงสำคัญ และผลคะแนนซึ่งสอดคล้องกับรูปแบบการลงคะแนน พยานหลักฐานโดยรวมย่อมมีน้ำหนักอย่างน้อยถึงระดับ ‘มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า’ ดังนั้น กกต. จึงต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ สว.ทั้ง 2 คนด้วย เพราะ กกต. กันบุคคลไว้เป็นพยานในคดีอาญาได้ แต่ไม่มีอำนาจกันความจริง กันพยานหลักฐาน หรือกันบุคคลนั้นออกจากอำนาจไต่สวนของศาลฎีกา

814560889_2148612166061089_1987167651542478409_n

-1-

“กันเป็นพยานได้ แต่กันความจริงไม่ได้ กันคดีอาญาได้ แต่กันอำนาจศาลฎีกาไม่ได้ มติ กกต. 5 ต่อ 2 ต้องอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ไม่ใช่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ” พ.ต.อ.ทวีกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

กางบัญชี 42 ชื่อ ถูกเรียกคืนเครื่องราชฯปี 69 ทหาร-ตุลาการ-ตร. ใครบ้าง?
กางบัญชี 42 ชื่อ ถูกเรียกคืนเครื่องราชฯปี 69 ทหาร-ตุลาการ-ตร. ใครบ้าง?