News Logo
หน้าแรก
ป.ป.ช.ชี้มูลอดีตนักวิชาการ โกงกองทุนสตรีฯกระบี่ เบิก 3.6 ล.เข้าตัวเอง

ป.ป.ช.ชี้มูลอดีตนักวิชาการ โกงกองทุนสตรีฯกระบี่ เบิก 3.6 ล.เข้าตัวเอง

22 ก.ย. 2569 13:00
ผู้ชม 23 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ป.ป.ช. ชี้มูล "สุภัคสา ล้อมกองแก้ว" อดีตนักวิชาการ ทุจริตกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีกระบี่-ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายในเช็ค เบิกถอนเงินโยกเข้าบัญชีตัวเองรวม 2 คดีเสียหาย 3.6 ล้าน พบผิดวินัยร้ายแรง ราชการสั่งไล่ออกตั้งแต่ตุลาคม 66 เตรียมส่งสำนวนต่อ อสส.ดำเนินคดี

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ข่าวแจกกรณี ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดต่อนางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว นักวิชาการเงินและบัญชี สังกัดสำนักงานเลขานุการคณะอนุกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีระดับจังหวัด จังหวัดกระบี่ กรมการพัฒนาชุมชน จากกรณีการปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายในเช็คของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่ และนำไปเบิกถอนเงินจากธนาคารเป็นของตนเองโดยทุจริต 2 คดี รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,647,610 บาท ซึ่งส่งผลทำให้ทางราชการได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

รายละเอียดคดีแรก ป.ป.ช. พบว่า เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2566 นางสาวสุภัคสา ได้นำเช็คธนาคารออมสิน สาขากระบี่ ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ซึ่งสั่งจ่ายเงินจำนวน 1,100,000 บาท โดยปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายจำนวนสองคนบนเช็คดังกล่าว และยื่นต่อธนาคารเพื่อเบิกถอนเงินจากบัญชีกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่ ธนาคารจึงได้ทำการเบิกจ่ายและโอนเงินจำนวนดังกล่าวไปยังบัญชีของนางสาวสุภัคสา โดยทางเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกระบี่ได้รับแจ้งความผิดปกติจากธนาคาร จึงทำการตรวจสอบจนทราบข้อเท็จจริงและได้สอบถามผู้ต้องหา ซึ่งนางสาวสุภัคสา ยอมรับสารภาพว่ามีการปลอมลายมือชื่อจริง พร้อมบันทึกคำรับสารภาพเป็นหลักฐาน

ในส่วนคดีที่สอง ป.ป.ช. รายงานว่า ระหว่างวันที่ 1-21 กุมภาพันธ์ 2566 นางสาวสุภัคสา ได้ปลอมลายมือชื่อผู้มีอำนาจสั่งจ่ายในเช็คของกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีจังหวัดกระบี่เช่นเดียวกัน แต่ใช้บัญชีธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) สาขากระบี่ในการเบิกถอนทั้งหมด 6 ครั้ง รวมเป็นเงินจำนวน 2,547,610 บาท หลังจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยแจ้งเหตุผิดปกติไปยังสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดกระบี่ ก็พบว่าเงินทั้งหมดถูกโอนไปยังบัญชีของนางสาวสุภัคสา เช่นกัน ซึ่งนางสาวสุภัคสา ได้ยอมรับความผิดและให้การสารภาพว่าทำไปเพื่อการชดใช้หนี้สิน

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาข้อเท็จจริงแล้วมีมติชี้มูลความผิดทางอาญา โดยอ้างอิงประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 157, 161, 264, 266(4) และ 268 ประกอบมาตรา 91 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และมาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมทั้งมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง

นอกจากนี้ กรมการพัฒนาชุมชนได้มีคำสั่งลงโทษไล่นางสาวสุภัคสา ล้อมกองแก้ว ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2566 เนื่องจากเห็นว่าการกระทำของนางสาวสุภัคสา เหมาะสมแก่ความผิดตามมาตรฐานวินัยแล้ว จึงไม่มีเหตุส่งเรื่องไปยังผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยซ้ำซ้อน

ในขั้นตอนต่อไป สำนักงาน ป.ป.ช. ได้จัดส่งรายงานสำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน คำวินิจฉัย และสำเนาอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไปในศาลที่มีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาตามกฎหมาย โดยยังคงติดตามความคืบหน้าของคดีอย่างใกล้ชิดต่อไป

อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุดผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด มีสิทธิ์ต่อสู้คดีชั้นศาลได้ตามกฏหมาย

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ป.ป.ช.ฟันอดีตนายก-รองฯ ทต.เชียงกลาง ตบทรัพย์โบนัสลูกน้องนาน 4 ปีงบฯ
ป.ป.ช.ฟันอดีตนายก-รองฯ ทต.เชียงกลาง ตบทรัพย์โบนัสลูกน้องนาน 4 ปีงบฯ