ป.ป.ช. ฟันอดีตพนักงานสอบสวน สภ.เชียงแสน ชี้มูลความผิดเรียกรับเงิน-ปลอมเอกสาร คดีจราจรปี 2561-2562 เสียหาย 1.1 แสนบาท อ้างค่าดำเนินการ พร้อมส่งอัยการดำเนินคดีอาญา ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยร้ายแรง
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่ข่าวแจกกรณี ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดต่อพันตำรวจตรี มังกร แสนมา ขณะดำรงตำแหน่งพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ในคดีเรียกรับเงินสินบนและปลอมเอกสารเกี่ยวกับคดีอาญาจราจรในช่วงปี พ.ศ. 2561-2562 โดยพบว่าพันตำรวจตรี มังกร แสนมา ได้เรียกรับเงินจำนวนรวม 110,000 บาท จากผู้ต้องหาและผู้เสียหาย พร้อมทั้งปลอมบันทึกตกลงชดใช้ค่าสินไหมทดแทนระหว่างผู้เสียหายกับผู้ต้องหา จำนวน 2 ฉบับ เพื่อใช้เป็นเอกสารประกอบสำนวนคดี โดยที่ผู้ต้องหาและผู้เสียหายไม่เคยรับเงินตามที่ปรากฏในเอกสารดังกล่าว ความผิดดังกล่าวมีทั้งความผิดทางอาญาและทางวินัยอย่างร้ายแรง
จากข้อมูลการไต่สวน พบว่าในวันที่ 29 ธันวาคม 2561 บิดาของผู้เสียหายได้ประสบอุบัติเหตุถูกรถชนและเสียชีวิตในพื้นที่บ้านแม่คำใต้ ตำบลป่าสัก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีภูธรเชียงแสนโดยพันตำรวจตรี มังกร แสนมา ได้รับมอบหมายให้เป็นพนักงานสอบสวนเวรและเจ้าของสำนวนคดี พันตำรวจตรี มังกร ได้ดำเนินคดีกับผู้ต้องหาในข้อหาประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายและขับรถยนต์โดยประมาท
ในขั้นตอนการสืบสวนสอบสวน พันตำรวจตรี มังกร แสนมา ได้เรียกคู่กรณีทั้งสองฝ่ายมาพูดคุยเจรจาเรื่องค่าใช้จ่าย ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล ค่าปลงศพ และค่าสินไหมทดแทน โดยทั้งสองฝ่ายตกลงกันที่จำนวน 150,000 บาท ซึ่งผู้ต้องหาได้นำเงินมาจ่ายให้แก่ตัวแทนผู้เสียหายตามที่ตกลงกันไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเชียงแสน
อย่างไรก็ตาม ระหว่างขั้นตอนการดำเนินคดี พันตำรวจตรี มังกร แสนมา ได้เรียกรับเงินจำนวน 80,000 บาท จากผู้ต้องหา โดยแจ้งว่าจะดำเนินการเรื่องสำนวนคดีทั้งหมดโดยไม่ให้ผู้ต้องหาต้องมีส่วนเกี่ยวข้องอีก พร้อมกำชับให้เก็บเป็นความลับ ผู้ต้องหาเห็นชอบและนำเงินจำนวนดังกล่าวไปมอบให้พันตำรวจตรี มังกร ในสถานีตำรวจภูธรเชียงแสน
นอกจากนี้ พันตำรวจตรี มังกร แสนมา ยังหักเงินอีกจำนวน 30,000 บาท จากตัวแทนผู้เสียหาย โดยอ้างว่าเป็นค่าดำเนินการ ผู้เสียหายรับรู้และยินยอมมอบเงินจำนวนนี้ให้กับพันตำรวจตรี มังกร แสนมา ส่วนเงินที่เหลืออีก 120,000 บาทถูกนำไปมอบให้กับผู้เสียหาย ซึ่งผู้เสียหายได้รับเงินปริมาณนี้และบอกว่าไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาหรือเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มอีก
ภายหลังเจ้าหน้าที่กรมคุมประพฤติได้สืบสวนสอบถามผู้เสียหายเกี่ยวกับเงินค่าสินไหมทดแทน พบว่าผู้เสียหายเกิดความสงสัยในจำนวนเงินที่ได้รับจริง เนื่องจากมีการรับแจ้งว่าได้เงินครบถ้วนทั้งหมด 350,000 บาท ตามข้อตกลงที่ทำขึ้นในวันที่ 9 และ 30 เมษายน 2562 ซึ่งปรากฏเป็นบันทึกตกลงชดใช้สินไหมทดแทนจำนวน 2 ฉบับ ระบุว่าผู้ต้องหายินยอมจ่ายเงินรวม 350,000 บาท ให้กับทายาทผู้เสียชีวิต และผู้เสียหายยินยอมไม่ติดใจดำเนินคดีอาญาหรือเรียกร้องค่าเสียหายเพิ่มเติม
ทั้งนี้ บันทึกตกลงสินไหมทดแทนดังกล่าวถูกปลอมแปลงโดยพันตำรวจตรี มังกร แสนมา เจ้าตัวได้ลงลายมือชื่อแทนผู้ต้องหาและผู้เสียหายโดยมิชอบ ผู้ต้องหาและผู้เสียหายไม่ได้ลงนามในเอกสารเหล่านี้ อีกทั้งผู้เสียหายไม่เคยเห็นเอกสารและลายมือชื่อในบันทึกถ้อยคำและบันทึกตรวจสถานที่เกิดเหตุก็ไม่ใช่ลายมือชื่อของตนเอง
พันตำรวจตรี มังกร แสนมา ในฐานะพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวน ได้จัดทำรายงานการสอบสวนและแนบเอกสารปลอมดังกล่าวประกอบสำนวน ก่อนจะส่งสำนวนคดีให้กับพนักงานอัยการเพื่อสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อไป
หลังจากผู้เสียหายนำเรื่องไปร้องเรียนต่อสำนักงาน ป.ป.ช. จังหวัดเชียงราย ในระหว่างวันที่ 18-20 พฤศจิกายน 2562 พบว่าพันตำรวจตรี มังกร แสนมา ได้โอนเงินจำนวน 230,000 บาท เข้าบัญชีธนาคารของนายพีระวิทย์ แขกเสนา ตัวแทนผู้เสียหาย จากนั้นนายพีระวิทย์ ได้โอนเงินจำนวนดังกล่าวคืนให้กับผู้เสียหายทันที เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของพันตำรวจตรี มังกร แสนมา มีมูลความผิดทั้งทางอาญาและทางวินัยอย่างร้ายแรง โดยประเด็นสำคัญที่พบ ได้แก่ การปลอมลายมือชื่อของผู้ต้องหาและผู้เสียหาย มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 161 รวมถึงพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172
นอกจากนี้การเรียกรับเงินสินบนจำนวน 80,000 บาท และ 30,000 บาท รวมทั้งสิ้น 110,000 บาท มีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149, 157 และ 201 พร้อมทั้งมาตรา 172 และ 173 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561
ส่วนกรณีของนายพีระวิทย์ แขกเสนา จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่พบข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่เพียงพอว่าได้กระทำความผิดตามข้อกล่าวหา จึงให้ข้อกล่าวหาเป็นอันตกไป และมีการส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญาต่อในศาลที่มีเขตอำนาจ รวมถึงส่งรายงานไปยังผู้บังคับบัญชาเพื่อดำเนินการทางวินัยตามฐานความผิดที่ปรากฏจริง




