ป.ป.ช.ชี้มูลอดีตนายก อบต.ทุ่ม จังหวัดศรีสะเกษ พร้อมพวกรวม 4 ราย เรียกรับเงิน 2 แสนจากผู้สมัครสอบ แลกเสนอตำแหน่งพนักงานจ้าง พบพฤติการณ์มิชอบหลายขั้นตอนตั้งแต่ก่อนเปิดรับสมัคร แต่ผู้เสียหายไม่ได้รับทั้งตำแหน่งและไม่ได้รับคืนเงิน
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ข่าวแจกกรณี ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด นายพิภพ พวงจันทร์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ และพวกรวม 4 ราย ในความผิดฐานเรียกรับสินบนในการรับสมัครสอบเข้าทำงานเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจในองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม เมื่อปีงบประมาณ พ.ศ.2566 โดยมีมติให้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีอาญา และส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้ประกอบด้วย:
นายพิภพ พวงจันทร์ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม ถูกชี้มูลความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 รวมถึงมาตรา 172 และมาตรา 173 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และมาตรา 90/1 ตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
นายวัชร์ชพล วรดิษฐ์เรืองเดช หรือ นายสุรศักดิ์ อินทนา ที่ปรึกษาส่วนตัวของนายพิภพ พวงจันทร์ ถูกชี้มูลความผิดฐานสนับสนุนนายพิภพ พวงจันทร์ ตามฐานความผิดดังกล่าว
นางพรสวรรค์ ขุนพันธ์ ผู้อำนวยการกองคลัง สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม ถูกชี้มูลความผิดฐานสนับสนุนนายพิภพ พวงจันทร์ ตามฐานความผิดดังกล่าว และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
นางศรีนวล ศรีแก้ว พนักงานจ้างเหมาบริการทั่วไป สังกัดองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม ถูกชี้มูลความผิดฐานสนับสนุนนายพิภพ พวงจันทร์ ตามฐานความผิดดังกล่าว
เปิดโปงเบื้องหลังขบวนการทุจริตซื้อตำแหน่ง
ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนของ ป.ป.ช. ได้เปิดเผยรายละเอียดอันเป็นขบวนการทุจริตที่วางแผนมาอย่างเป็นระบบ เริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณเดือนสิงหาคม 2565 ก่อนที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่มจะประกาศรับสมัครบุคคลเพื่อสรรหาและเลือกสรรเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจอย่างเป็นทางการ โดยมีผู้ร่วมขบวนการหลักหลายราย เริ่มจากการที่นายพิภพ พวงจันทร์ นายก อบต.ทุ่ม ในขณะนั้น ได้ร่วมกับนายวัชร์ชพล วรดิษฐ์เรืองเดช (หรือนายสุรศักดิ์ อินทนา) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาส่วนตัว นางพรสวรรค์ ขุนพันธ์ ผู้อำนวยการกองคลัง และนางศรีนวล ศรีแก้ว พนักงานจ้างเหมาบริการทั่วไป เข้าไปติดต่อและแจ้งให้ นางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ พนักงานจ้างเหมาบริการทั่วไปอีกท่านหนึ่งในสังกัดเดียวกัน ทราบถึงแผนการเปิดรับสมัครสอบพนักงานจ้างตามภารกิจที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ และสอบถามว่าน้องสาวของนางสาวนงค์รักษ์มีความประสงค์ที่จะเข้ามาทำงานในตำแหน่งดังกล่าวหรือไม่
จากนั้น ขบวนการได้เดินหน้าไปอีกขั้น เมื่อนางพรสวรรค์ ขุนพันธ์ และนางศรีนวล ศรีแก้ว ได้เดินทางไปพบกับมารดาของนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ ถึงที่บ้านพัก เพื่อเจรจาและตกลงเกี่ยวกับการเรียกรับเงินสำหรับการสอบเข้าทำงาน โดยนางพรสวรรค์ได้แจ้งข้อเสนออย่างชัดเจนว่า น้องสาวของนางสาวนงค์รักษ์จะได้รับการบรรจุเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าพนักงานธุรการ โดยมีอัตราเงินเดือนประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน แต่มีเงื่อนไขสำคัญที่ต้องปฏิบัติตาม นั่นคือการจ่ายเงินจำนวน 200,000 บาท ล่วงหน้าก่อนการเข้าสอบ เพื่อนำไปจัดสรรให้กับ "ทีมงานองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม" ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการจัดตั้งกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ น้องสาวของนางสาวนงค์รักษ์และมารดา ด้วยความหวังที่จะได้งานทำ จึงได้ตอบตกลงตามข้อเสนอที่ถูกยื่นมา
เส้นทางการเงินสู่เงื้อมมือทุจริตและการพลิกผันที่ไม่คาดคิด
หลังจากข้อตกลงเบื้องต้น องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่มได้ประกาศรับสมัครสอบในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าพนักงานธุรการอย่างเป็นทางการ ตามประกาศลงวันที่ 12 ตุลาคม 2565 มารดาของนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ ได้ดำเนินการระดมทุนอย่างเร่งด่วน โดยการกู้ยืมเงินจากธนาคารและญาติมิตร เพื่อให้ได้เงินครบจำนวน 200,000 บาท ตามที่ถูกเรียกรับ นี่คือภาระทางการเงินอันหนักอึ้งที่ครอบครัวต้องแบกรับจากความหวังที่จะได้งานทำ ต่อมา นางศรีนวล ศรีแก้ว ได้นัดหมายกับนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ เพื่อรับเงินจำนวนดังกล่าว โดยแบ่งจ่ายเป็นเงินสดสองครั้ง ครั้งแรกจำนวน 100,000 บาท และครั้งที่สองอีก 30,000 บาท ซึ่งหมายความว่า ณ จุดนี้ มีเงินจำนวน 130,000 บาท ได้ถูกส่งมอบไปแล้วให้กับกลุ่มผู้กระทำผิด
อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์พลิกผันเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2565 น้องสาวของนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ ได้เดินทางไปสมัครสอบในตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าพนักงานธุรการที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม แต่กลับต้องเผชิญกับความจริงอันน่าผิดหวัง เมื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับสมัครสอบแจ้งว่า วุฒิการศึกษาของน้องสาวนางสาวนงค์รักษ์ไม่ตรงกับสายงานในตำแหน่งที่เปิดรับ ทำให้ไม่สามารถสมัครสอบได้ นี่เป็นจุดที่เปิดโปงความบกพร่องและเจตนาที่ไม่สุจริตของขบวนการเรียกรับผลประโยชน์ เพราะหากผู้สมัครขาดคุณสมบัติที่จำเป็น ผู้ที่รับผิดชอบการเรียกรับเงินควรจะทราบล่วงหน้าและไม่ควรให้ความหวัง
การบ่ายเบี่ยงคืนเงินและกลอุบายต่อเนื่อง
เมื่อแผนการไม่เป็นไปตามที่ตกลงกันไว้ นางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ มารดา และน้องสาว จึงได้เดินทางไปยังบ้านของนางศรีนวล ศรีแก้ว เพื่อทวงถามและขอเงินคืน แต่นางศรีนวลกลับไม่สามารถให้คำตอบที่ชัดเจนได้ และได้แนะนำให้ทั้งสามคนโทรศัพท์ไปพูดคุยกับนายวัชร์ชพล วรดิษฐ์เรืองเดช (หรือนายสุรศักดิ์ อินทนา) เพื่อขอเงินคืน แต่หลังจากที่ได้พูดคุยแล้ว ทั้งนายวัชร์ชพลและนางศรีนวลต่างก็บ่ายเบี่ยงที่จะคืนเงิน โดยไม่มีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการคืนเงินเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงการขาดจริยธรรมและความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ
"แต่เรื่องราวไม่ได้จบลงแค่นั้น ผู้ถูกกล่าวหาได้เสนอทางออกใหม่ที่ซับซ้อนและยังคงมีเจตนาในการแสวงหาประโยชน์ โดยได้แจ้งกับนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ ซึ่งทำงานที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่มอยู่แล้วและมีคุณสมบัติตรงตามตำแหน่งผู้ช่วยเจ้าพนักงานธุรการ ให้ไปสมัครสอบในตำแหน่งนี้แทน และส่วนเงินที่จ่ายมาแล้วนั้น ก็ให้ถือเป็นการชำระสำหรับกรณีของนางสาวนงค์รักษ์แทน ซึ่งนางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ ก็ได้ไปสมัครสอบในตำแหน่งดังกล่าว แต่ปรากฏว่าสอบไม่ผ่านและไม่ได้รับการจ้างเป็นพนักงานจ้างตามภารกิจ
ต่อมาเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2566 นางสาวนงค์รักษ์ บุตรศรีมาศ และน้องสาว ได้เดินทางไปที่องค์การบริหารส่วนตำบลทุ่มเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการขอเงินคืนกับนายพิภพ พวงจันทร์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลทุ่ม และนายวัชร์ชพล วรดิษฐ์เรืองเดช หรือ นายสุรศักดิ์ อินทนา ซึ่งนายพิภพ พวงจันทร์ และนายวัชร์ชพล วรดิษฐ์เรืองเดช หรือนายสุรศักดิ์ อินทนา ได้แจ้งว่าจะคืนเงินจำนวนดังกล่าว แต่ภายหลังได้มีการติดต่อกันโดยตลอด กลับได้รับการบ่ายเบี่ยงที่จะคืนเงินให้
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้
การกระทำของนายพิภพ พวงจันทร์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และมาตรา 157 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 และมาตรา 173 และมีมูลความผิดตามพระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 90/1
การกระทำของนางศรีนวล ศรีแก้ว และนายวัชร์ชพล วรดิษฐ์เรืองเดช หรือ นายสุรศักดิ์ อินทนา มีมูลความผิดฐานสนับสนุนนายพิภพ พวงจันทร์ ตามฐานความผิดดังกล่าว
การกระทำของนางพรสวรรค์ ขุนพันธ์ มีมูลความผิดฐานสนับสนุนนายพิภพ พวงจันทร์ ตามฐานความผิดดังกล่าว และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
ดังนั้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงได้มีมติให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาต่อไป อีกทั้งยังส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัยต่อผู้กระทำผิดตามฐานความผิดที่กล่าวมา ตามมาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561




