ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยคดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด/คิวอาร์โค้ด ไม่มีบุคคลหรือหน่วยงานใดสืบทราบตัวผู้เลือกตั้ง ไม่กระทบสิทธิเสรีภาพประชาชน การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่โมฆะ-แนะ กกต. หามาตรการป้องกันทุจริตเลือกตั้งแบบอื่น-เก็บบัตรให้เข้มงวดกว่าเดิม
สำนักข่าว Next News รายงานว่า 28 กันยายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญ นัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ในคดีเรื่องพิจารณาที่ ต. 30/2569 อ่านคำวินิจฉัยคดีสำคัญ คดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ด โดยมี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)นำคณะเข้าร่วมรับฟังคำตัดสินด้วยตนเอง หลังศาลเปิดทำการวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ เพื่อไม่ให้กระทบกรอบเวลาพิจารณาคดีอื่น
ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่า เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำสืบและพยานหลักฐานจากการไต่สวน ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานที่เพียงพอที่จะรับฟังได้ว่า บุคคลใดหรือหน่วยงานใดนำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยงกันเพื่อสืบทราบผลการออกเสียงลงคะแนน จนทำให้สามารถทราบได้ว่าผู้ร้องเรียนหรือประชาชนคนใดลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่า การกระทำของผู้ถูกร้องที่กำหนดให้มีรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ถือได้ว่าเป็นการทำลายหรือทำให้สาระสำคัญของหลักการเลือกตั้งโดยลับ เสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชนเสียไป
ดังนั้นการใช้รหัสแท่งบาร์โค้ด (Barcode) และรหัสคิวอาร์โค้ด (QR Code) บนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 50 (7), มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง และไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ผลคำวินิจฉัยที่ออกมาเท่ากับว่า การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ไม่โมฆะ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านอกจากนี้ศาลรัฐธรรมนูญยังมีข้อเสนอแนะต่อกกต. ว่า แม้การระบุรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง และมาตรา 85 วรรคหนึ่ง แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของผู้ถูกร้องทั้ง 3
เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยคำนึงถึงมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้ง โดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบุตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนนอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น และควรกำหนดวิธีการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งที่พิพาทกันตามคำวินิจฉัยนี้ ให้มีมาตรการรัดกุมและเข้มงวดเป็นพิเศษ ไม่ให้มีการกระทำโดยผิดกฎหมายเพื่อเข้าถึงข้อมูลและการออกเสียงลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง




