ศาลจังหวัดพัทยา มีคำสั่งให้ 3 จำเลยคดี “รอยัลคลิฟ บีช โฮเต็ล” ได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 หลังวินิจฉัยว่าการกระทำมีมูลเหตุมาจากการชุมนุมหรือแสดงออกทางการเมือง สั่งปล่อยตัวจำเลยที่ 2 และ 5 พร้อมเพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 16 ปรับปรุงฐานข้อมูลอาชญากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่วน ‘อริสมันต์’ ยังหลบหนีหมายจับครบ 7 ปี แล้ว
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2569 มีการเผยแพร่ข้อมูล ศาลจังหวัดพัทยามีคำสั่งในคดีหมายเลขดำที่ อ3537/2552 คดีหมายเลขแดงที่ อ8488/2552 ระหว่างพนักงานอัยการจังหวัดพัทยา โจทก์ บริษัท โรแยลคลีฟ บีช โฮเต็ล จำกัด โจทก์ร่วม กับ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง จำเลยที่ 1 กับพวกรวม 18 คน ในความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐ ก่อการวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง ทำให้เสียทรัพย์ บุกรุก และความผิดต่อพระราชบัญญัติจราจรทางบก
โดยศาลฯ มีคำสั่งให้ปล่อยตัว จำเลยที่ 2 และที่ 5 และเพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 16 หลังได้รับนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 7
หลังจากก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ทนายความฝ่ายจำเลยยื่นคำร้องต่อศาล ระบุว่า การกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งมีมูลเหตุมาจากความขัดแย้งทางการเมืองในช่วงวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568
พร้อมขอให้ศาลมีคำสั่ง ปล่อยตัวจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 และ เพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 16 เพราะเหตุนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 8 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 75
ฝ่ายโจทก์ยื่นคำคัดค้าน โดยเห็นว่า การพิจารณาว่ากรณีดังกล่าวเข้าข่ายได้รับนิรโทษกรรมหรือไม่นั้น อยู่ในอำนาจพิจารณาของคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข อีกทั้งเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดอาญาทั่วไป ไม่ได้มีมูลเหตุมาจากการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง จึงขอให้ศาลยกคำร้อง
ศาลฯ ไต่สวนแล้ว มีคำสั่งว่า ศาลมีอำนาจรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาได้ โดยไม่จำเป็นต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขวินิจฉัยก่อน และการกระทำความผิดของ จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 5 และจำเลยที่ 16 มีมูลเหตุมาจากการชุมนุมทางการเมืองหรือการแสดงออกทางการเมือง
จึงเป็นกรณีที่ได้รับนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 มาตรา 7
ศาลฯ จึงมีคำสั่ง ให้ปล่อยตัวจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 5 พร้อมทั้งเพิกถอนหมายจับจำเลยที่ 16 และให้ดำเนินการปรับปรุงฐานข้อมูลอาชญากรในระบบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
ในส่วนจำเลยที่ศาลสั่งปล่อยตัว เพิกถอนหมายจับและจำหน่ายคดี 3 ราย คือ นายนพพร นามเชียงใต้ จำเลยที่ 2 และนายนิสิต สินธุไพร จำเลยที่ 5 และเพิกถอนหมายจับพันตำรวจตรี เสงี่ยม สำราญรัตน์ จำเลยที่ 16
ส่วนรายชื่อจำเลยทั้ง 18 คน ประกอบด้วย
1. นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง (จำเลยที่ 1)
2. นายนพพร นามเชียงใต้ (จำเลยที่ 2)
3. พันตำรวจโท ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ (จำเลยที่ 3)
4. นายสมญศฆ์ พรมภา (จำเลยที่ 4)
5. นายนิสิต สินธุไพร (จำเลยที่ 5)
6. นายสำเริง ประจำเรือ (จำเลยที่ 6)
7. นายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ (หรือ สุรชัย แซ่ด่าน)
8. นายสิงห์ทอง บัวชุม
9. นายธนกฤต (หรือ วันชนะ) ชะเอมน้อย (หรือ เกิดดี)
10. นายวรชัย เหมะ
11. นายพายัพ ปั้นเกตุ
12. นายธรชัย ศักมังกร
13. นายศักดา นพสิทธิ์
14. นายวัลลภ ยังตรง (หรือ นายแพทย์ชวัลลภ ยังตรง)
15. นายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง
16. พันตำรวจตรี เสงี่ยม สำราญรัตน์
17. พ.ต.อ.สมพล รัฐบาล
18. นางศิริวรรณ์ นิมิตรศิลปะ

ภาพประกอบ
สำหรับคดีนี้ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2562 ศาลจังหวัดพัทยา อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นำพากลุ่มคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซียนที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีชรีสอร์ท เมืองพัทยา ที่พนักงานอัยการจังหวัดพัทยา เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง, นายนพพร นามเชียงใต้, พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์, นายสมญศฆ์ พรมภา, นายนิสิต สินธุไพร, นายสำเริง ประจำเรือ, นายศักดา นพสิทธิ์, นายสิงห์ทอง บัวชุม, นายธนกฤต หรือวันชนะ ชะเอมน้อย หรือเกิดดี, นายวรชัย เหมะ, นายพายัพ ปั้นเกตุ, นายวัลลภ ยังตรง และนายพิเชฐ สุขจินดาทอง ทั้งนี้ ได้พักคดี พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ และนายสุรชัย แซ่ด่าน เนื่องจากหลบหนี ขณะที่นายธรชัย ศักดิ์มังกร และ พ.ต.อ.สมพล รัฐกาญจน์ ศาลชั้นต้นยกฟ้อง
พฤติการณ์ของพวก จำเลยนำพากลุ่มคนเสื้อแดงบุกล้มการประชุมอาเซียน ที่โรงแรมรอยัลคลิฟบีชรีสอร์ท ในช่วงที่กลุ่ม นปช.มีการชุมนุมใหญ่ปี 2552 ขับไล่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี โดยได้แจ้งข้อหา ประกอบด้วย 1.ร่วมกันขัดคำสั่งเจ้าพนักงาน ซึ่งสั่งให้เลิกการมั่วสุม 2.ข้อหาร่วมกันเดินแถวเป็นขบวน และกระทำด้วยประการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจร 3.ร่วมกันกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชน ด้วยวาจาหรือวิธีอื่นใด อันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ และมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่ก่อให้เกิดความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน 4.มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยเป็นหัวหน้า เป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำผิดนั้น และ 5.ร่วมกันบุกรุกและทำให้เสียทรัพย์ โดยขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116, 215, 216, 358, 362, 364, 365 และ พ.ร.บ.จราจรทางบก มาตรา 108, 114, 148
ต่อมาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนให้จำคุกจำเลยจำนวน 13 คน เป็นเวลา 4 ปี ไม่รอลงอาญาคุก 4 ปี 12 แกนนำ นปช.
ก่อนที่ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ยกฟ้องในส่วนของนายสมญศฆ์ พรมภา จำเลยที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ซึ่งชั้นศาลอุทธรณ์ภาค 2 นั้น พิพากษาให้จำคุกจำเลยที่ 1, 2, 3, 5, 6, 10, 11, 12, 13, 15, 16, 17 คนละ 4 ปีโดยไม่รอการลงโทษ ฐานร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 (2) (3) ซึ่งเป็นบทหนักที่สุด ขณะที่ชั้นศาลอุทธรณ์ ก็ให้ปรับจำเลยที่ 1, 2, 3, 5, 6, 10, 11, 12, 13, 15, 16, 17 คนละ 200 บาท ฐานร่วมกันเดินแถวเป็นกระบวนและกระทำในลักษณะกีดขวางการจราจร ตามที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาด้วย

อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง
ส่วน นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา โดยมอบอำนาจให้ทนายความยื่นคำร้องขอให้เลื่อนนัดอ่านคำพิพากษาฎีกาออกไปก่อน เนื่องจากมีอาการป่วย พร้อมนำใบรับรองแพทย์มาแสดง ซึ่งศาลจังหวัดพัทยาได้พิจารณาคำร้องในส่วนนี้แล้ว เห็นว่าอาการป่วยนั้นไม่ได้เป็นโรคร้ายแรง จึงไม่อนุญาตให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา และให้ออกหมายจับเพื่อมาฟังคำพิพากษาของศาลฎีกาต่อไป
สำหรับนายอริสมันต์ นอกจากถูกออกหมายจับคดีนี้แล้ว ยังถูกออกหมายจับคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรของการเคหะแห่งชาติ ด้วย เนื่องจากไม่ได้เดินทางมาศาล ขณะที่ทนายความไม่สามารถติดต่อจำเลยได้
ปัจจุบันผ่านมากว่า 7 ปีแล้ว ยังไม่มีใครทราบว่า นายอริสมันต์ หลบหนีไปอยู่ที่ไหน
หากมีข้อมูลเพิ่มเติม สำนักข่าว Next News จะนำมาเสนอต่อไป




