News Logo
หน้าแรก
'วัส ติงสมิตร' เปิด 6 ช่องทางกฎหมาย สู้มติ กกต. ในคดีฮั้ว สว.

'วัส ติงสมิตร' เปิด 6 ช่องทางกฎหมาย สู้มติ กกต. ในคดีฮั้ว สว.

30 ก.ย. 2569 16:50
ผู้ชม 23 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

'วัส ติงสมิตร' ตั้งคำถามถึงการใช้อำนาจดุลยพินิจของ กกต. ในคดีฮั้ว สว. ชี้การแถลงมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย. ไร้เหตุผลชัดเจน ส่อเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ พร้อมเปิด 6 ช่องทางกฎหมายเพื่อหาทางออก ตั้งแต่ศาลฎีกา ป.ป.ช. ศาลอาญา ศาลปกครอง จนถึงผู้ตรวจการแผ่นดินส่งศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ที่สำนักงานราชบัณฑิตยสภา นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวในงานเสวนา ‘คดีฮั้ว สว. เรื่องจริงที่คนไทยต้องรู้’ โดยระบุว่า ประเด็นสำคัญคือการลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีขอบเขตอำนาจในการใช้ดุลยพินิจมากน้อยเพียงใด เพราะหากใช้อำนาจเกินกว่าวัตถุประสงค์และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ย่อมถือเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจ 

นายวัส กล่าวต่อไปว่า การใช้อำนาจของ กกต. จำเป็นต้องยึดมาตรฐานความเป็นกลางใน 4 ด้าน ได้แก่ ความสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติ สำหรับการวินิจฉัยของ กกต. นั้น ต้องอาศัยการรวบรวมพยานหลักฐานว่ามีเหตุอันควรสงสัยเพียงพอในการแจ้งข้อกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งจะสะท้อนผ่านการลงมติของ กกต. เสียงข้างมาก โดยไม่จำเป็นต้องอธิบายเนื้อหาสาระยืดยาว แต่ต้องยึดหลักสำคัญคือ การลงมตินั้นเป็นการเอาเปรียบผู้อื่นหรือมีความเป็นธรรมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การแถลงข่าวของ กกต. เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา กลับไม่มีการระบุเหตุผลประกอบที่ชัดเจนว่า เหตุใดจึงสั่งดำเนินคดีต่อในบางกรณี และเหตุใดจึงสั่งยกเลิกในบางกรณี

ทั้งนี้ นายวัส ได้เสนอ 6 ช่องทางตามกฎหมายเพื่อตรวจสอบคำวินิจฉัยการลงมติของ กกต. และความรับผิดของ กกต. โดยช่องทางแรกคือ การยื่นเรื่องต่อศาลฎีกา ซึ่งแม้ตามรัฐธรรมนูญ ผู้สมัครและผู้มีสิทธิเลือก สว. จะไม่มีสิทธิยื่นเรื่องโดยตรง แต่ในทางปฏิบัติต้องยอมรับว่ามีบางกรณีที่ศาลรับไว้พิจารณา

ช่องทางที่ 2 คือ ผู้ได้รับความเสียหายยื่นฟ้องเอาผิด กกต. ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง มาตรา 69 ซึ่งการจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาล 

ช่องทางที่ 3 คือ การยื่นเรื่องร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ดำเนินการไต่สวน หากพบความผิดจะส่งเรื่องต่อให้อัยการสูงสุดเพื่อฟ้องต่อศาลต่อไป อย่างไรก็ตาม นายวัส ประเมินโอกาสที่จะไปถึงขั้นถอดถอน กกต. ด้วยเหตุฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมว่ามีค่อนข้างต่ำ เนื่องจากกระบวนการใช้เวลานาน โดยยกตัวอย่างกรณีของ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งทั้ง สส. และ สว. ได้ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอให้แต่งตั้งคณะผู้ไต่สวนอิสระตรวจสอบ ป.ป.ช. แต่เวลาผ่านมานานกว่า 3 เดือน เรื่องก็ยังไม่มีความคืบหน้า ซึ่งนายวัสได้ตั้งข้อสังเกตว่า พฤติการณ์การล่าช้าเช่นนี้อาจเข้าข่ายมีความผิดทางอาญาแล้วหรือไม่

ช่องทางที่ 4 คือ ผู้สมัคร สว. ยื่นฟ้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา เช่น ศาลอาญา หรือศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อเอาผิด กกต. ในทางอาญาโดยตรง อย่างไรก็ตาม ช่องทางนี้ต้องใช้เวลาในการดำเนินคดีค่อนข้างนาน เนื่องจากต้องสู้คดีครบทั้ง 3 ศาล ได้แก่ ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกา 

ส่วนช่องทางที่ 5 คือ การยื่นร้องต่อศาลปกครอง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณาค่อนข้างนานเช่นเดียวกัน

ขณะที่ช่องทางที่ 6 คือ การร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้การเลือก สว. เป็นโมฆะนั้น นายวัส มองว่าเป็นแนวทางที่ไกลเกินจริง เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุเรื่องความลับในการลงคะแนน ของ สว. ไว้โดยตรง แต่ประเด็นดังกล่าวบรรจุอยู่ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งมีสถานะเป็นกฎหมายลูก จึงอยู่นอกเหนือเขตอำนาจการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สตง.สอบพบผู้บริหารไทยพีบีเอส 30 คน รับค่าพาหนะแต่ยังขอใช้รถส่วนกลาง
สตง.สอบพบผู้บริหารไทยพีบีเอส 30 คน รับค่าพาหนะแต่ยังขอใช้รถส่วนกลาง