กมธ.ป.ป.ช. สภาฯ ติดตามความคืบหน้าคดีทุจริตสอบท้องถิ่นทั่วประเทศรวม 81 คดี ด้านพยานศรีสะเกษแฉแหลก ยอมจ่าย 55 ล้านให้เจ้าหน้าที่ DSI แต่ไร้ชื่อสอบติด ขณะที่ ป.ป.ช. แจงปล่อยตัวผู้ต้องหารายสำคัญตามขั้นตอนกฎหมาย ยอมรับไร้มาตรการคุมตัวห้ามหนีออกนอกประเทศ
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 ในการประชุมคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ เป็นประธาน ที่ประชุมได้ติดตามความคืบหน้าคดีทุจริตการสอบท้องถิ่น โดยได้เชิญตัวแทนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และผู้บังคับการตำรวจภูธรจากหลายจังหวัด เช่น สตูล ศรีสะเกษ พัทลุง นครราชสีมา นครนายก และเพชรบูรณ์ เข้ามาร่วมให้ข้อมูล
ตัวแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสตูลเปิดเผยว่า ในพื้นที่มีการดำเนินคดีทุจริตการสอบรวม 27 คดี ซึ่งทุกคดีได้สรุปสำนวนส่งต่อให้ ป.ป.ช. เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหารายสำคัญคือ นายณัฐภาพงศ์ หรือ ‘นายกภา’ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนกาหลง และอดีตคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น (กสถ.) ซึ่งนอกจากนี้ยังถูกดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกงอีก 3 คดี โดยพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนไปยัง ป.ป.ช. แล้วเช่นกัน พร้อมทั้งดำเนินการตรวจยึดเงินสดมูลค่าประมาณ 1.2 ล้านบาทไว้เรียบร้อยแล้ว
ด้านตัวแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ ระบุว่า ในพื้นที่มีการดำเนินคดีทุจริตสอบรวม 19 คดี โดยส่งอัยการแล้ว 4 คดี อยู่ระหว่างการสอบสวน 6 คดี ถอนแจ้งความ 5 คดี และประชาชนยื่นฟ้องเอง 3 คดี ซึ่งทุกคดีไม่ได้ส่งต่อให้ ป.ป.ช. ดำเนินการ
ทั้งนี้ หนึ่งในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับคดีทุจริตสอบในจังหวัดศรีสะเกษคือ มีพยานรายสำคัญเข้าให้ข้อมูลต่อ กมธ. โดยระบุว่าตนทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่าง นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ ‘นายกเฮง’ อดีตนายก อบต. และอดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นนายหน้าทุจริตสอบท้องถิ่น กับเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งพยานกล่าวอ้างว่าได้นำเงินไปมอบให้เจ้าหน้าที่ DSI พร้อมกับนายกเฮง รวม 2 ครั้ง เป็นเงิน 55 ล้านบาท แต่เมื่อประกาศผลสอบกลับไม่มีรายชื่อผู้ฝาก นายกเฮงจึงพยายามติดต่อเจ้าหน้าที่ DSI แต่ถูกผัดผ่อนมาโดยตลอด จนกระทั่งนายกเฮงถูกจับกุมในที่สุด
ด้านตัวแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง ให้ข้อมูลว่า ในพื้นที่มีการดำเนินคดีทุจริตสอบรวม 11 คดี อยู่ระหว่างการสอบสวน 7 คดี ยื่นฟ้องแล้ว 2 คดี และถอนแจ้งความ 2 คดี ทั้งนี้ หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหารายสำคัญคือ ‘ครูเพลิน’ ซึ่งถูกดำเนินคดีรวม 4 คดี จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าครูเพลินไม่ได้มีสถานะเป็นข้าราชการ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีในฐานะบุคคลธรรมดา และไม่ได้ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการ
ด้านตัวแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครราชสีมา ให้ข้อมูลว่า ในพื้นที่มีการดำเนินคดีทุจริตสอบรวม 5 คดี โดย 3 คดีมีความเชื่อมโยงกับอดีตรองปลัดเทศบาลรายหนึ่ง ซึ่งถูกสั่งให้ออกจากราชการแล้วหลังพบพฤติการณ์เป็นนายหน้าทุจริตสอบท้องถิ่น โดยพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ดำเนินการแล้วเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ส่วนอีก 2 คดีที่เหลือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอดีตรองปลัดคนดังกล่าวและยังอยู่ระหว่างดำเนินการ
ตัวแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครนายก ให้ข้อมูลว่า ในพื้นที่มีการดำเนินคดีทุจริตสอบรวม 3 คดี โดยหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาเป็นเจ้าพนักงานพัสดุชำนาญการ ซึ่งถูกดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง หลังมีผู้เสียหายเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนระบุว่า อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน และอาจส่งมอบสำนวนให้ ป.ป.ช. ดำเนินการต่อไป เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหามีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ
ด้านตัวแทนผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบูรณ์ ให้ข้อมูลว่า ในพื้นที่มีการดำเนินคดีทุจริตสอบเพียง 1 คดี ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ออกหมายเรียกผู้ถูกกล่าวหาแล้ว 2 ครั้งแต่ยังไม่มาพบ ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอรายการเคลื่อนไหวทางบัญชี (Statement) จากธนาคาร เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบการขออนุมัติศาลออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกงต่อไป
ทั้งนี้ นายอาสพลธ์ กล่าวสรุปว่า ปัจจุบันมีคดีเกี่ยวกับการทุจริตสอบท้องถิ่นรวม 81 คดี โดยส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินการแล้ว 31 คดี และในวันนี้จะส่งมอบข้อมูลอีก 50 คดีที่เหลือให้แก่ ป.ป.ช. นอกจากนี้ นายอาสพลธ์ ได้ตั้งคำถามต่อ ป.ป.ช. กรณีการปล่อยตัว จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ รวมถึง นายวิน ธนพชรโภคิน และ น.ส.ศตพร ธนพชรโภคิน น้องสาวนายวิน ซึ่งเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการ สังกัดกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) โดยกังวลว่าหากผู้ต้องหาหลบหนีออกนอกประเทศ อาจส่งผลให้การดำเนินคดีทุจริตสอบท้องถิ่นทั้งหมดต้องสูญเปล่าหรือไม่
ตัวแทนจาก ป.ป.ช. ชี้แจงว่า คดีดังกล่าวเริ่มต้นจากพนักงานสอบสวน (ตำรวจ) และมีการฝากขังมาแล้ว 4–5 ฝาก (ผัด) ซึ่งตามกฎหมายสามารถฝากขังได้ไม่เกิน 8 ฝาก ดังนั้น หากคดีตั้งต้นที่ ป.ป.ช. ตั้งแต่แรก จะไม่อยู่ในระบบการฝากขังของตำรวจ ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ ป.ป.ช. จะเรียกผู้ถูกกล่าวหาเข้ามาให้ข้อมูลและแจ้งข้อกล่าวหาตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. ต่อไป สำหรับความกังวลเรื่องการหลบหนีออกนอกประเทศนั้น ยอมรับว่า ป.ป.ช. ไม่มีมาตรการในการควบคุมตัวหรือจำกัดการเดินทางของผู้ถูกกล่าวหา




