ป.ป.ช. แจงปมปล่อยตัว 3 ผู้ต้องหา "ดร.วิน-จ่าพิชิต-ศตพร" ผู้ต้องหาคดีโกงสอบท้องถิ่น ยันทำตามกฎหมาย เร่งล่าตัวการใหญ่ ไม่หวั่นหลบหนี เพราะซีลชายแดนเรียบร้อยแล้ว ยันเดินหน้าคดีโกงสอบท้องถิ่น ไม่ตัดตอน ดำเนินคดีทั้งกระดาน พบหลักฐานมัด "ตัวการใหญ่" เตรียมแจ้งข้อหาบิ๊ก ขรก.ท้องถิ่นเร็วๆนี้ ยอมรับตอนนี้หลักฐานยังไปไม่ถึงนักการเมือง
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้จัดแถลงข่าวสำคัญเพื่อชี้แจงความคืบหน้าและตอบข้อซักถามของสาธารณชนและสื่อมวลชนเกี่ยวกับคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกรณีที่มีรายงานข่าวการปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาคนสำคัญ 3 ราย ได้แก่ นายอัศวิน ธนพชรโภคิน หรือ ดร.วิน อดีตที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ และ นางสาวศตพร ธนพชรโภคิน น้องสาวของดร.วิน ซึ่งทั้งหมดตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2569 โดยได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569
ผู้ร่วมแถลงข่าวในวันนี้ประกอบด้วย นายนิติพันธ์ ประจวบเหมาะ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และ น.ส.วมิรินทร์รัช ชิตถุง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.
นายนิติพันธ์ ประจวบเหมาะ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ได้แถลงชี้แจงอย่างละเอียดถึงกรณีสื่อมวลชนรายงานข่าวการปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหา 3 รายในคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยยืนยันว่าสำนักงาน ป.ป.ช. มิได้นิ่งนอนใจและยังคงมุ่งมั่นดำเนินการคดีด้วยความรอบคอบ เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อนำผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีตามหน้าที่และอำนาจที่กฎหมายกำหนด
นายนิติพันธ์กล่าวว่า คดีนี้เริ่มต้นจากการที่พนักงานสอบสวนได้รับการร้องทุกข์กล่าวโทษจากผู้เสียหาย และได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยขออนุมัติศาลออกหมายจับและจับกุมผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามราย รวมถึงขออำนาจศาลฝากขังเพื่อทำการสอบสวนเบื้องต้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนกระทั่งพนักงานสอบสวนได้ประจักษ์และมีความแน่ใจว่าการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นนั้นมีลักษณะของการทุจริต และมีผู้เกี่ยวข้องกับคดีที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ พนักงานสอบสวนจึงได้ส่งเรื่องและสำนวนคดีทั้งหมดมายังสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อดำเนินการไต่สวนและสืบสวนสอบสวนในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งเป็นกระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นไปตามกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานยุติธรรม โดยหน่วยงานภาครัฐทุกหน่วย รวมถึง ป.ป.ช. เมื่อมีการกระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น สิ่งที่ต้องทำคือการนำตัวผู้กระทำความผิดมาฟ้องร้องดำเนินคดีและลงโทษให้ได้ ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่หน่วยงานรัฐต้องปฏิบัติ
หลักการทางกฎหมายเบื้องหลังการปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหา
ประเด็นสำคัญที่มีการแถลงคือเหตุผลของการปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 ราย โฆษก ป.ป.ช. ได้แจงอย่างชัดเจนว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามรายได้รับการปล่อยตัวภายหลังจากที่ครบกำหนดระยะเวลาการฝากขังสูงสุด 84 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 87 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้กับคดีอาญาทุกประเภท ไม่ได้จำเพาะเจาะจงกับคดีนี้เท่านั้น หากระยะเวลาการฝากขังครบกำหนด แม้จะเกินมาเพียงหนึ่งชั่วโมง เจ้าหน้าที่ก็มีหน้าที่ต้องดำเนินการปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมขังทันที โดยในคดีนี้โทษสูงสุดเกิน 10 ปี
การปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายนี้ยังสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29 วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้ “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าบุคคลใดกระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้” หลักการนี้เป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ถูกกล่าวหา จำเลย หรือผู้ที่ถูกไต่สวน ไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าบุคคลนั้นกระทำความผิด ก็ต้องถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น การปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการฝากขัง จึงเป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวอย่างเคร่งครัดและเป็นไปตามหลักนิติธรรม
เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ยืนยันอีกครั้งว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นพ้นจากความผิด หรือทำให้กระบวนการดำเนินคดีต้องยุติลงแต่อย่างใด คดีอาญายังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะพบว่าใครคือผู้กระทำความผิดที่แท้จริงและได้รับการลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์สูงสุดของกฎหมายอาญาที่มุ่งนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับสังคม รวมถึงป้องกันไม่ให้มีการกระทำความผิดซ้ำอีกต่อไป

ความซับซ้อนของคดี: กลยุทธ์การไต่สวนและมาตรการป้องกันการหลบหนีของ ป.ป.ช.
นายนิติพันธ์ ได้ระบุเพิ่มเติมถึงลักษณะเฉพาะของคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างจากคดีอาญาทั่วไปอย่างมาก คดีนี้มีการกระทำความผิดที่เป็นขบวนการและมีผู้เกี่ยวข้องหลายราย ทำให้ถือเป็นคดีที่มีความสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง การดำเนินคดีประเภทนี้จึงต้องอาศัยความรอบคอบรัดกุมเป็นพิเศษ การแสวงหาข้อเท็จจริง และการรวบรวมพยานหลักฐานแวดล้อมเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และให้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมต้องใช้เวลาในการดำเนินการอย่างพิถีพิถัน และ ป.ป.ช. ได้รับสำนวนคดีนี้จากพนักงานสอบสวนหลังจากที่ได้มีการผัดฟ้องฝากขังมาแล้วถึง 4 ครั้ง ทำให้ ป.ป.ช. มีระยะเวลาจำกัดในการเริ่มต้นกระบวนการไต่สวนในชั้นต้น โดยมีเวลาเพียง 36 วันในการดำเนินการ
แม้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะครบระยะเวลาฝากขังและได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ยังคงมีหน้าที่และอำนาจในการไต่สวนคดีดังกล่าวอยู่ต่อไปอย่างเต็มที่ ภายใต้อายุความที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 กำหนดไว้ ซึ่งแตกต่างจากหน่วยงานอื่น โดยมาตรการบังคับกับตัวผู้ถูกไต่สวนหรือผู้ถูกกล่าวหาที่ร้องเรียนกับ ป.ป.ช. ไม่ได้เน้นเรื่องการควบคุมขังเป็นหลัก แต่เน้นที่ประสิทธิภาพของการดำเนินคดี คือการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ โดยกฎหมาย ป.ป.ช. หรือกระบวนการไต่สวนได้ออกแบบเครื่องมือสำคัญไว้หลายประการเพื่อรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว
ประการแรก หากในระหว่างการไต่สวนปรากฏหลักฐานว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์น่าจะกระทำผิดและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี ป.ป.ช. สามารถดำเนินการขออำนาจศาลเพื่อออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาได้ทันที นอกจากนี้ หาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดแล้ว แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ไปรายงานตัวต่ออัยการสูงสุด หรือไม่มาศาลในวันฟ้องคดี ก็สามารถดำเนินการขอให้ศาลออกหมายจับเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีได้เช่นกัน
ประการที่สอง ป.ป.ช. ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อวางมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการหลบหนีออกนอกประเทศของผู้ถูกกล่าวหา โดยมีการซีลชายแดนและด่านตรวจต่างๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นช่องทางธรรมชาติหรือช่องทางที่เป็นทางการ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดการหลบหนี โดยเฉพาะกับผู้ที่มีพฤติการณ์เคยหลบหนีมาก่อนก็จะมีการเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ป.ป.ช. มีความมั่นใจในมาตรการเหล่านี้ว่าจะสามารถป้องกันการหลบหนีได้
และประการที่สาม ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญ คือ หากผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไประหว่างถูกไต่สวนหรือถูกดำเนินคดี อายุความของคดีจะสะดุดหยุดลง และจะไม่ถูกนับรวมในระยะเวลาอายุความปกติ ทำให้คดีไม่ขาดอายุความ ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะหลบหนีไปอยู่ที่ใด ป.ป.ช. ก็ยังคงสามารถติดตามตัวมาดำเนินคดีและลงโทษได้ตามกฎหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงกลไกและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของ ป.ป.ช. ในการจัดการกับคดีทุจริตที่มีความซับซ้อน โดยไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหาเกินสมควร แต่ยังคงมุ่งเน้นผลลัพธ์ของการนำผู้กระทำความผิดมาสู่กระบวนการยุติธรรม
ในส่วนของกรอบระยะเวลาการทำงานของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้กล่าวถึง มาตรา 46 ของกฎหมาย ป.ป.ช. ที่กำหนดให้หาก ป.ป.ช. ตั้งไต่สวนคดีแล้วดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายใน 2 ปี (หรือ 3 ปี หากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ) จะต้องมีการดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ผู้ทำคดีที่ล่าช้าว่าละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ซึ่งเคยมีเจ้าหน้าที่ถูกดำเนินการลงโทษให้ออกหรือดำเนินคดีไปแล้วหลายคน ดังนั้น เจ้าหน้าที่ทุกคนจึงทำงานภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางกฎหมาย และมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้คดีเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด โดยเน้นย้ำว่า ป.ป.ช. ไม่ใช่องค์กรที่เป็นแดนสนธยา แต่ทำงานอย่างเปิดเผย และทุกคนสามารถตรวจสอบได้เสมอ
ความคืบหน้าการไต่สวน: พบ "ตัวการสำคัญ" และเครือข่ายทุจริตขนาดใหญ่
สำหรับการดำเนินคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 นั้น การไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานสำคัญเพิ่มเติมจากข้อกล่าวหาเบื้องต้นของพนักงานสอบสวน โดยพบว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามรายมีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดอาญาในการแก้ไขคะแนนของผู้เข้าสอบ และเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบแข่งขัน ซึ่งเป็นการทุจริตที่มีลักษณะเป็นกระบวนการที่มีความซับซ้อนและจัดตั้งเป็นเครือข่าย
จากการไต่สวนพยานบุคคลและผู้เกี่ยวข้องกับการจัดสอบกว่า 1,000 รายอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำให้ ป.ป.ช. สามารถขยายผลและค้นพบกลุ่มเครือข่ายนายหน้าที่เป็นผู้ประสานติดต่อและเรียกรับเงินจำนวนมากถึง 110 สาย ซึ่งส่งผลให้ทราบถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องและมีส่วนรู้เห็นกับการเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบกว่า 6,000 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงและแสดงให้เห็นถึงความใหญ่โตของขบวนการทุจริตนี้ โดย ป.ป.ช. กำลังไต่สวนในลักษณะ "ไต่สวนทั้งกระดาน" เพื่อให้เห็นภาพรวมของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด
ปัจจุบัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ระหว่างขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหารายใด อย่างไรบ้าง โดยคำว่า "อย่างไร" ในที่นี้หมายถึงรูปแบบของการแจ้งข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข้อหาทั้งหมดพร้อมกันในครั้งเดียว หรือทยอยแจ้งข้อหาเป็นกลุ่มบุคคล ซึ่งขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ของคณะไต่สวน เพื่อให้เกิดผลดีที่สุดในการดำเนินคดีและสามารถเอาผิดกับตัวการที่แท้จริงได้ อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าการพิจารณาดังกล่าวจะแล้วเสร็จและจะสามารถเริ่มดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาได้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 อย่างแน่นอน โดยจะเริ่มดำเนินการกับตัวการสำคัญก่อน
โฆษก ป.ป.ช. ได้กล่าวถึงประเด็นของ "ตัวการสำคัญ" ว่า ณ ปัจจุบัน จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่มั่นคงเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่มีการระบุถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับสูง เช่น อดีตอธิบดี ซึ่งมีมากกว่า 1 คน เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีนี้ โดยมีสำนวนคดีแยกเป็นปี 2568 และ 2564 ซึ่งทาง ป.ป.ช. จะต้องวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกครั้ง
ในส่วนของการตรวจสอบกระดาษคำตอบกว่า 800,000 แผ่น ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญอีกประการหนึ่ง ป.ป.ช. ชี้แจงว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเตรียมการ โดยเหลือเพียงการตกลงสถานที่และกำหนดกรรมวิธีในการตรวจสอบที่จะได้รับการยอมรับและสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้ คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 10 วัน หลังจากนี้ และจะมีผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานอื่นเข้าร่วมในการตรวจสอบด้วย เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและน่าเชื่อถือ และยืนยันว่ากระดาษคำตอบยังอยู่ในความดูแลของ ป.ป.ช. อย่างปลอดภัย
สำหรับหลักฐานเส้นทางการเงิน ซึ่งพบว่ามีความละเอียดอ่อนและกระจายตัวในหลายทิศทางอย่างไม่เป็นระบบ ป.ป.ช. กำลังดำเนินการจำแนกและไล่เส้นทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยพอจะเห็นตัวละครสำคัญๆ บางส่วนแล้ว และได้มีการยึดอายัดทรัพย์สินบางส่วนไปแล้วตามกฎหมายของ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) ซึ่งมีมูลค่าในหลักร้อยล้านบาท เพื่อป้องกันการโยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริต รวมถึงพบเส้นทางของทรัพย์สินประเภท "ทองคำ" ซึ่งอยู่ระหว่างการติดตามและตรวจสอบเช่นกัน ป.ป.ช. เน้นย้ำว่าการดำเนินคดีต้องพิสูจน์ทั้งเจตนาและมูลเหตุจูงใจในการกระทำความผิด ไม่ใช่เพียงแค่เส้นทางการเงินเท่านั้น
ตอบโต้ข้อกล่าวหา "สว.ระบอบน้ำเงิน" และยืนยันความเชื่อมั่นของ ป.ป.ช.
ในระหว่างการแถลงข่าว ได้มีผู้สื่อข่าวตั้งคำถามที่สำคัญและเป็นประเด็นอ่อนไหวเกี่ยวกับความโปร่งใสและเป็นกลางของ ป.ป.ช. โดยอ้างถึงกรณีที่คณะกรรมการชุดสอบสวนของ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหาว่า "มาจาก สว.ระบอบน้ำเงิน" และอาจส่งผลให้ถูกมองว่ากำลังจะ "ช่วยการเมือง" ในการสืบสวน ที่ ณ เวลานี้หลักฐานยังคงไปไม่ถึงนักการเมือง
นางสาววมิรินทร์รัช ชิตถุง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ตอบคำถามนี้ โดยยืนยันว่า ในเรื่องของการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. นั้น เป็นระบบการไต่สวนที่จะต้องธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมอย่างสูงสุด ดังนั้น ในเรื่องของการฝักใฝ่ฝ่ายใด หรือมีข้าราชการเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองนั้นไม่มี ขอให้มั่นใจได้ว่า ป.ป.ช. สามารถที่จะแยกแยะได้ว่าอันไหนเป็นกระบวนการไต่สวนที่จะต้องให้ความเป็นธรรมและให้เกิดความยุติธรรมให้มากที่สุด ดังนั้นในเรื่องของการเมืองเข้ามาแทรกแซงในปัจจุบันนี้ไม่มี
นางสาววมิรินทร์รัช ย้ำเพิ่มเติมว่า ในกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. พนักงานไต่สวนทุกคนมีความมุ่งมั่นตั้งใจในการที่จะรวบรวมพยานหลักฐานให้เกิดประโยชน์ต่อสำนวนคดีให้มากที่สุด และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าไม่มีฝ่ายการเมืองสีใดๆ ก็ตาม สามารถเข้ามาแทรกแซงในกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ได้อย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ การทำงานในคดีโกงสอบนี้ยังได้รับความสนใจและได้รับความร่วมมือในการแจ้งเบาะแสจากประชาชนเป็นอย่างมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ที่มีความตั้งใจจะเอาตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
นางสาววมิรินทร์รัชยังกล่าวอีกว่า คดีโกงข้อสอบนี้ หากปล่อยให้บานปลายไปเรื่อยๆ จะเป็นการกระทำการทุจริตต่อเนื่องเชื่อมโยงไปไม่มีวันสิ้นสุด หากไม่กำจัดหรือปราบปรามให้สิ้นซาก ดังนั้น ป.ป.ช. จึงมีความตั้งใจที่จะขจัดปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันให้หมดไปให้มากที่สุด และชี้แจงต่อข้อวิพากษ์วิจารณ์ที่ว่า ป.ป.ช. เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการมวยล้มต้มคนดูว่า เป็นมุมมองของผู้ที่มีทัศนคติที่แตกต่างกัน การทำงานของ ป.ป.ช. ไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่นอน การทำงานจะยึดมั่นในเรื่องของความถูกต้องและความชอบธรรม และสิ่งใดที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน ป.ป.ช. ยินดีจะทำให้เต็มกำลังความสามารถ
เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้กล่าวทิ้งท้ายว่า ในการทำงานย่อมมีปัญหาอุปสรรคเกิดขึ้นบ้าง โดยเฉพาะในการเสาะแสวงหาพยานหลักฐาน เส้นทางการเงิน เครือข่ายนายหน้า หรือความเชื่อมโยงของพยานหลักฐานต่างๆ ที่มีความซับซ้อน แต่สิ่งเหล่านี้ไม่เกินกำลังความสามารถของพนักงานไต่สวนของ ป.ป.ช. ซึ่งได้สืบค้นข้อมูลโดยร่วมมือและประสานงานกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ป.ป.ง.), กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) รวมถึงได้รับความร่วมมือจากรัฐบาลในการสนับสนุนข้อมูลเป็นอย่างมาก
นายนิติพันธ์เน้นย้ำว่า คดีนี้จะไม่หายไป จะไม่เงียบแน่นอน เพราะเป็นคดีที่สำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากจะส่งผลกระทบต่อการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นอีกเท่าทวีคูณ จากคนหนึ่งคนที่เริ่มเสียเงินตั้งแต่ก่อนเข้าไปรับราชการ และมีอายุราชการถึง 36 ปี ที่จะต้องถอนทุนคืน ซึ่งเป็นเรื่องสาหัสสำหรับประเทศชาติ ป.ป.ช. จึงต้องการให้ความเชื่อมั่นแก่ประชาชนว่า องค์กรจะฟื้นความเชื่อมั่น ทำคดีใหญ่ๆ และร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดให้ได้โดยเร็วที่สุด โดย ป.ป.ช. พร้อมทำงานอย่างเปิดเผยและพร้อมให้ข้อมูลทุกขั้นตอน เพื่อให้สังคมได้เฝ้าระวังและตรวจสอบการทำงานขององค์กรอย่างต่อเนื่อง




