Next News อัปเดตล่าสุด ปฏิบัติการ ป.ป.ช. ลุยคดีโกงสอบท้องถิ่น ล่าสุดลามหนักพบเครือข่ายนายหน้ารับเงินผู้สมัครสอบทะลุ 110 สาย เชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องกว่า 6,000 ราย ชี้เป็นขบวนการวางแผนร่วมระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับบุคคลภายนอก ยืนยันไม่ตัดตอนคดีไว้แค่ระดับอธิบดี หากหลักฐานถึงใครพร้อมขยายผล เปิดทางผู้ร่วมขบวนการขอกันตัวเป็นพยานเพื่อสาวถึงตัวการใหญ่ ส่วนข้อสงสัยโยงฝ่ายการเมืองต้องรอผลไต่สวน ประสาน มสธ.สนับสนุนเครื่องตรวจข้อสอบโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดปม MOU ป้องกันโกงสอบปี 2567 ยุค อนุทิน นั่งมท.1 หลังมีเบาะแสเรียกรับเงินหัวละ 7 แสนบาท แต่ไม่พบเรื่องเข้าสู่กระบวนการไต่สวน
แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยสำนักข่าว Next News ถึงความคืบหน้าการสอบสวนคดีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 ว่า ขณะนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ดำเนินการตรวจสอบกลุ่มข้าราชการท้องถิ่นและข้าราชการระดับจังหวัดที่มีพฤติการณ์เป็นนายหน้า ในการติดต่อเสนอขอรับเงินค่าดำเนินการจากผู้สมัครสอบ โดยมีการรวบรวมเงินส่งต่อเข้าสู่สายหลักและกระจายไปยังเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันได้ข้อมูลกลุ่มตัวแทนมากกว่า 110 สาย ซึ่งส่งผลให้ทราบถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องและมีส่วนรู้เห็นกับการเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบกว่า 6,000 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมากและแสดงให้เห็นถึงความใหญ่โตของขบวนการทุจริตนี้
ทั้งนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ตระหนักถึงความเดือดร้อนของผู้ถูกกล่าวหาระดับล่าง แต่ในการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสืบสวนไปถึงตัวการใหญ่ จำเป็นต้องเริ่มจากการไต่สวนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการ ซึ่งแม้จะไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดลับในชั้นไต่สวนได้ แต่ยืนยันว่าไม่มีการตัดตอนคดี และพร้อมดำเนินคดีอย่างตรงไปตรงมาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทางราชการ การดำเนินคดีอาญาต้องอาศัยพยานหลักฐานที่ชัดเจนและเพียงพอ ไม่สามารถปรักปรำบุคคลใดโดยปราศจากหลักฐานได้
อย่างไรก็ดี หากพยานหลักฐานที่ได้รับจากภาคประชาชนมีความครบถ้วนแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเรียกมาสอบถามเพิ่มเติม ส่วนที่ระบุว่าคดีไม่เชื่อมโยงไปถึงฝ่ายเมือง นั้น ก็ต้องรอดูกันต่อไป เนื่องจาก สำนักงาน ป.ป.ช. อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานให้รอบคอบ
"ข้อสังเกตเรื่องการตัดตอนคดีความผิดไว้เพียงระดับอธิบดี ยืนยันว่าการตั้งเรื่องไต่สวนในปัจจุบันอ้างอิงตามพยานหลักฐานที่ปรากฏชัดเจนในขณะนี้เป็นสำคัญ ซึ่งสำนักงาน ป.ป.ช.ดำเนินงานโดยอิสระ ไม่ถูกครอบงำหรือได้รับอิทธิพลจากบุคคลภายนอก และหากการไต่สวนขยายผลพบพยานหลักฐานเชื่อมโยงถึงบุคคลใดเพิ่มเติม ก็จะเสนอตั้งไต่สวนต่อไป" แหล่งข่าวระบุ
เปิดทางผู้ร่วมขบวนการขอกันตัวเป็นพยานเพื่อสาวถึงตัวการใหญ่
แหล่งข่าว ยังกล่าวต่อว่า สำหรับบุคคลที่ถูกกล่าวหาหรือมีส่วนร่วมในการกระทำความผิด หากมีความสมัครใจในการให้ข้อมูลหรือเบาะแสที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการไต่สวน จนสามารถนำไปสู่การดำเนินคดีกับตัวการใหญ่ได้ สามารถยื่นคำร้องต่อ สำนักงาน ป.ป.ช.เพื่อขอกันตนเองไว้เป็นพยานได้ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. จะเป็นผู้พิจารณาอนุมัติตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และขอรับข้อเสนอแนะเพื่อนำเสนอต่อเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. และทีมงานโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ในส่วนนี้ต่อไป
ประสาน มสธ.สนับสนุนเครื่องตรวจข้อสอบโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
แหล่งข่าวยังกล่าวถึงการประสานความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ในการสนับสนุนเครื่องตรวจข้อสอบโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หลังจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แจ้งคิดค่าธรรมเนียมตรวจ 7 ล้านบาท ซึ่งได้นำกระดาษคำตอบตัวอย่างไปทดสอบระบบแล้ว และสามารถเริ่มกระบวนการตรวจนับคะแนนจากกระดาษคำตอบฉบับจริงมาได้ระยะหนึ่งแล้ว
"จากการไต่สวนพบว่าการทุจริตสอบมิได้เกิดขึ้นเฉพาะขั้นตอนการปรับแก้ไขคะแนนสอบเท่านั้น แต่เป็นกระบวนการที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐฝ่ายประจำและบุคคลภายนอก ในการแสวงหาประโยชน์และเรียกรับเงิน" แหล่งข่าวระบุ
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สำนักงาน ป.ป.ช.ยังได้ทำหนังสือขอเอกสารหลักฐานและรายงานผลการสอบสวนไปยัง นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการฯ เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ จะทำหนังสือประสานขอเอกสารเพิ่มเติมไปยัง นายกรัฐมนตรี ด้วย
เปิดปม MOU ป้องกันโกงสอบปี 2567 ยุค อนุทิน นั่งมท.1
ส่วนกรณีที่สำนักงาน ป.ป.ช. ถูกตั้งข้อสังเกตว่า มีการส่งผู้แทนเข้าร่วมการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) การป้องกันปัญหาโกงสอบท้องถิ่น เมื่อวันที่ 17มกราคม 2567 โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในขณะนั้น ได้แจ้งวัตถุประสงค์เกี่ยวกับการรับเรื่องร้องเรียนกรณีการเรียกรับเงินจำนวน 700,000 บาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือในการสอบแข่งขัน และเสนอให้มีการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกัน เพื่อตรวจสอบปัญหาการทุจริต
แหล่งข่าวกล่าวว่า ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ที่เข้าร่วมการประชุมจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ดังกล่าว เป็นผู้แทนจากสำนักส่งเสริมการป้องกันการทุจริต ซึ่งมีอำนาจหน้าที่หลักในการนำข้อมูลข้อร้องเรียนมาประมวลผลเพื่อกำหนดมาตรการเชิงป้องกันมิให้เกิดการทุจริต แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าได้มีการนำเสนอมาตรการดังกล่าวต่อคณะรัฐมนตรีแล้วหรือยัง ในส่วนของสายงานไต่สวนการทุจริต สำนักงาน ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้ว ไม่พบว่ามีเรื่องร้องเรียนหรือคำกล่าวหาเกี่ยวกับกรณีการเรียกรับเงินจำนวน 700,000 บาท เข้าสู่กระบวนการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. แต่อย่างใด
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




