ป.ป.ช.ชี้มูล พล.ร.ต.วรพล สิทธิจิตต์ กอ.รมน.ภาค 4 พร้อมนายทหาร 4 ราย พนง.เทศบาล 1 ปมบรรจุชื่อเป็นกำลังพล กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ทั้งที่ไม่ได้มาปฏิบัติงานจริง ก่อนร่วมลงนามรับรองเอกสารเบิกเงิน 18 ฎีกา เสียหาย 59,772 บาท ล่าสุดชดใช้เงินครบแล้ว อัยการส่งฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 9 อยู่ระหว่างพิจารณา
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ประจำจังหวัดปัตตานี เผยแพร่มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด พลเรือตรี วรพล สิทธิจิตต์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กับพวกรวม 6 ราย กระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตาแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีนำรายชื่อพนักงานเทศบาลมาเสนอบรรจุเป็นกำลังพลในหน่วยของสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ในปีงบประมาณ 2564 (ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2563 - 31 มีนาคม 2564) และจัดทำเอกสารหลักฐานการเบิกจ่ายเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเลี้ยงดู และค่าเสี่ยงภัย เป็นเท็จ
ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 ราย ประกอบด้วย พลเรือตรี วรพล สิทธิจิตต์ อดีตผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน, พันเอก เดชพัฒน์ วิภาวนิช และพันเอก เศรษฐสิทธิ์ แก้วคูณเมือง อดีตรองผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน, พันเอก รชต ขันตรี อดีตหัวหน้าฝ่ายธุรการและงบประมาณ, พันโท สมพงศ์ วงศ์ทองดี อดีตรองหัวหน้าฝ่ายธุรการและงบประมาณ และนายชานน เนตรพรหม หัวหน้าสำนักงานปลัดเทศบาล เทศบาลตำบลหนองเม็ก จังหวัดอุดรธานี
จากการไต่สวนของ ป.ป.ช. พบว่า ในช่วงปีงบประมาณ 2564 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2563 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2564 พลเรือตรี วรพล ได้สั่งการให้นำรายชื่อนายชานน ซึ่งมีตำแหน่งประจำอยู่ที่เทศบาลตำบลหนองเม็ก จังหวัดอุดรธานี มาบรรจุเป็นกำลังพลในหน่วยของสำนักกฎหมายและสิทธิมนุษยชน กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า โดยมีพันเอก เศรษฐสิทธิ์ เป็นผู้ติดต่อประสานงาน
อย่างไรก็ตาม ผลการไต่สวนพบว่า นายชานนไม่ได้เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยดังกล่าวจริง อีกทั้งไม่ได้ดำเนินการตามระเบียบการบริหารงานบุคคลของคณะกรรมการพนักงานเทศบาลจังหวัดอุดรธานี
ต่อมาผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 ราย ได้ร่วมกันดำเนินการเกี่ยวกับเอกสารรับรองยอดกำลังพลและหลักฐานการเบิกจ่ายเงินค่าเบี้ยเลี้ยง ค่าเลี้ยงดู และค่าเสี่ยงภัย รวม 18 ฎีกา ตลอดระยะเวลา 6 เดือน เพื่อให้นายชานนได้รับเงินจากทางราชการโดยไม่มีสิทธิตามระเบียบกฎหมาย
โดยพบว่า พลเรือตรี วรพล ลงลายมือชื่อรับรองเอกสารเป็นเท็จจำนวน 18 ฎีกา พันเอก เดชพัฒน์ จำนวน 3 ฎีกา พันเอก เศรษฐสิทธิ์ จำนวน 3 ฎีกา พันเอก รชต จำนวน 15 ฎีกา และพันโท สมพงศ์ จำนวน 3 ฎีกา ขณะที่นายชานนเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับเงิน
การกระทำดังกล่าวทำให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและทางราชการได้รับความเสียหายรวม 59,772 บาท
ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2568 ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ 6 เสียง ชี้มูลความผิดนายทหารทั้ง 5 ราย ในความผิดทางอาญาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และ (4) รวมถึงมาตรา 172 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
ส่วนนายชานน ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดทางอาญาฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดของเจ้าพนักงานตามบทบัญญัติดังกล่าว ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงเช่นเดียวกัน
สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ส่งสำนวนการไต่สวนและเอกสารหลักฐานไปยังอัยการสูงสุดเพื่อดำเนินคดีอาญา พร้อมส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย และแจ้ง กอ.รมน.ให้ดำเนินการเรียกชดใช้ค่าเสียหาย
ล่าสุด ป.ป.ช.ระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาได้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 59,772 บาท ให้แก่ กอ.รมน.ครบถ้วนแล้ว ขณะที่สำนักงานอัยการสูงสุดได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 9 และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นคำพิพากษาว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิด โดยผู้ถูกกล่าวหายังคงมีสิทธิต่อสู้คดีและได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด




