News Logo
หน้าแรก
แจ้งความโกงสอบท้องถิ่นทั่วปท.เกือบ 100 คดี สตูลพุ่ง 27 ราย

แจ้งความโกงสอบท้องถิ่นทั่วปท.เกือบ 100 คดี สตูลพุ่ง 27 ราย

31 ต.ค. 2569 12:20
ผู้ชม 78 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ปัจจุบันมีการดำเนินคดีกับนายหน้าโกงสอบ 12 จังหวัดทั่วประเทศ เกือบ 100 คดี พบสตูลยอดพุ่งสูงสุด 27 คดี นายหน้าอ้างฝากเข้าข้าราชการได้ เรียกเงินเหยื่อสูงสุดถึง 750,000 บาท ด้าน 'อาสพลธ์' จ่อส่งหลักฐานให้ ป.ป.ช. สาวถึงตัวการใหญ่

คดีทุจริตสอบบรรจุข้าราชการและท้องถิ่น พ.ศ. 2568 ยังคงมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการดำเนินคดีทั่วประเทศกับนายหน้าโกงสอบท้องถิ่นเกือบ 100 คดี ซึ่งแต่ละพื้นที่มีรายละเอียดทางคดีที่แตกต่างกัน หลังจากนี้  กมธ.จะส่งข้อมูลให้กับ ป.ป.ช. และขยายผลไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อไป 

จากการตรวจสอบข้อมูลพบว่า การแจ้งความดำเนินทั่วประเทศนั้น ครอบคลุมพื้นที่ 12 จังหวัด ได้แก่ สตูล, ศรีสะเกษ, สระแก้ว, เพชรบูรณ์, สงขลา, นครราชสีมา, ปัตตานี, นครนายก, พัทลุง, ขอนแก่น และลพบุรี โดยจังหวัดที่มีการแจ้งความดำเนินคดีสูงสุดคือ จังหวัดสตูล จำนวนกว่า 27 คดี ซึ่งแต่ละจังหวัดมีรายละเอียดทางคดี ดังนี้ 

จังหวัดสตูล ซึ่งมีจำนวน 27 คดี ปรากฏผู้ถูกกล่าวหารวม 7 ราย ได้แก่ น.ส.นิตยา, น.ส.ตรีชามนฐ์, น.ส.ศศิภาภรณ์, นายเชตชัย, น.ส.เพลินพิศ, นายสิทธิกร และนายณัฐภาพงศ์ สุวรรณชนะ (อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนกาหลง) โดยกลุ่มผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์คล้ายคลึงกัน คือ การหลอกลวงและเรียกรับผลประโยชน์จากผู้เสียหายรายละ 300,000 ถึง 750,000 บาท โดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้

ส่วนความคืบหน้าการดำเนินคดีกับ นายณัฐภาพงศ์ สุวรรณชนะ อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนกาหลง อำเภอควนกาหลง จังหวัดสตูล เจ้าหน้าที่ได้เข้าจับกุมเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 และส่งตัวให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการตามกฎหมายแล้ว ทั้งนี้ คดีทั้ง 27 คดี พนักงานสอบสวนได้ทำการสืบสวนสอบสวนพร้อมส่งสำนวนคดีไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ไปแล้ว 6 คดี

สำหรับจังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งมีจำนวน 19 คดี ปรากฏผู้ถูกกล่าวหา 7 ราย ได้แก่ นายณัฐกฤต, นายวีรยุทธ, นายวีรศักดิ์, นายประยูร, น.ส.รุ่งอรุณ, นางนวพร ปรือปรัง และนายประวิทย์ จารุรัชกุล (อดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล) โดยกลุ่มผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์ประมาณ 300,000 ถึง 750,000 บาท

สำหรับความคืบหน้าทางคดี มีการส่งสำนวนให้อัยการแล้ว 4 คดี อยู่ระหว่างการสอบสวน 6 คดี ผู้เสียหายถอนแจ้งความ 5 คดี และประชาชนยื่นฟ้องต่อศาลเอง 3 คดี ซึ่งทุกคดีไม่ได้ส่งต่อให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการ ขณะที่ นายประวิทย์ จารุรัชกุล และ นางนวพร ปรือปรัง อายุ 35 ปี เจ้าพนักงานธุรการปฏิบัติงานกองช่าง เทศบาลตำบลละเอาะ อำเภอน้ำเกลี้ยง จังหวัดศรีสะเกษ ถูกตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ เข้าจับกุมพร้อมกันเมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา

จังหวัดสระแก้ว มีการดำเนินคดีจำนวน 1 คดี ซึ่งมีผู้ต้องหาคือ นางนวพร ปรือปรัง ในความผิดฐานฉ้อโกง จากพฤติการณ์หลอกลวงผู้เสียหายโดยอ้างว่าสามารถช่วยเหลือในการสอบหรือบรรจุเข้ารับราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นได้ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อยินยอมมอบเงินจำนวน 350,000 บาท แต่ภายหลังกลับไม่เป็นไปตามที่กล่าวอ้าง ผู้เสียหายจึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อดำเนินคดี ทั้งนี้ พนักงานสอบสวนได้ทำการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง และส่งสำนวนการสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

จังหวัดเพชรบูรณ์ มีการดำเนินคดีจำนวน 1 คดีเช่นกัน โดยมีผู้ถูกกล่าวหาคือ น.ส.พิมพ์รภัส ซึ่งพฤติการณ์คดีเริ่มจากช่วงต้นปี พ.ศ. 2564 ผู้เสียหายได้ถูก น.ส.พิมพ์รภัส ซึ่งเป็นคนรู้จักกัน กล่าวอ้างว่ารู้จักกับผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยเหลือให้สอบบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ โดยเรียกร้องเงินจำนวน 500,000 บาท เพื่อนำไปมอบให้ผู้ใหญ่คนดังกล่าว ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงโอนเงินผ่านแอปพลิเคชันพร้อมเพย์ให้แก่ น.ส.พิมพ์รภัส เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2564

ต่อมา มีการจัดสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่นเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 และประกาศผลการสอบรอบสุดท้ายเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ปรากฏว่าผู้เสียหายสอบไม่ผ่าน จึงเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมาย ซึ่งขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างดำเนินการขอรายการเดินบัญชีธนาคารเพื่อนำมาใช้เป็นหลักฐานประกอบการขออนุมัติศาลออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกงต่อไป 

จังหวัดสงขลามีการดำเนินคดีรวมทั้งสิ้น 14 คดี ปรากฏผู้ถูกกล่าวหา ได้แก่ นายสิทธิพล, นายอานนท์, น.ส.พรทิพย์, นายวัชรินทร์, น.ส.วารุณี, น.ส.วิภาดา, น.ส.ปาริชาติ และนายณัฐภาพงศ์ สุวรรณชนะ โดยในจำนวนนี้มีผู้ถอนแจ้งความ 6 ราย

ส่วนความคืบหน้าทางคดี พนักงานสอบสวนได้ทำการสอบปากคำผู้เสียหายแล้ว และได้ทำหนังสือไปยังกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เพื่อตรวจสอบว่า นายณัฐภาพงศ์ สุวรรณชนะ มีรายชื่อและตำแหน่งตามประกาศคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่นในปีที่มีการทุจริตหรือไม่ ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบ

นอกจากนี้ พนักงานสอบสวนยังได้ประสานไปยังสำนักงานส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจังหวัดสงขลา พัทลุง และสุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจสอบข้อมูลของ น.ส.วิภาดา, นายสิทธิพล, น.ส.ปาริชาติ และนายอานนท์ ว่ามีรายชื่อและตำแหน่งตามประกาศคณะกรรมการพนักงานส่วนตำบล เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2562 ถึง 2569 หรือไม่ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรอผลการตรวจสอบจากท้องถิ่นจังหวัดเช่นเดียวกัน 

จังหวัดพัทลุง มีการดำเนินคดีทุจริตการสอบรวมทั้งสิ้น 11 คดี โดยมีผู้ถูกกล่าวหารวม 10 ราย ได้แก่ นายโอภาส, นายนราวุฒิ, นางฐิติกาญจน์, นายพัฐธกฤษฎ์, นายจักรกฤษณ์, นายนนท์, น.ส.พัฒตราภรณ์, นางสุภาพร, นายจับ และนายอภิชาติ ทั้งนี้ กลุ่มผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์หลอกลวงและเรียกรับผลประโยชน์จากผู้เสียหายรายละ 375,000 ถึง 650,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายทั้งหมด 5,395,000 บาท ส่วนความคืบหน้าทางคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบสวนของพนักงานสอบสวน 7 คดี พนักงานอัยการยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว 2 คดี และมีผู้เสียหายถอนแจ้งความไปแล้ว 2 คดี

จังหวัดปัตตานี มีการแจ้งความดำเนินคดีจำนวน 1 คดี โดยมีผู้ถูกกล่าวหาคือ น.ส.เปมิกา ซึ่งพฤติการณ์คดีเริ่มจากเพื่อนของผู้เสียหาย ได้แนะนำให้รู้จักกับผู้ถูกกล่าวหา โดยกล่าวอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้สอบผ่านการสอบบรรจุเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ ทั้งสองจึงได้ติดต่อกันผ่านแอปพลิเคชันไลน์ และมีการตกลงจ่ายเงินรวมทั้งสิ้น 580,000 บาท แบ่งเป็นงวดแรกจำนวน 290,000 บาท และส่วนที่เหลืออีก 290,000 บาท จะจ่ายหลังจากสอบข้อเขียนผ่าน

ส่วนความคืบหน้าทางคดี ขณะนี้พนักงานสอบสวนได้ส่งมอบสำนวนคดีให้แก่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ประจำจังหวัดปัตตานี เพื่อรับผิดชอบดำเนินการสอบสวนต่อไปเรียบร้อยแล้ว

จังหวัดขอนแก่น มีการดำเนินคดีจำนวน 1 คดี โดยมีผู้ถูกกล่าวหาคือ นายสมทรรศ ซึ่งพฤติการณ์คดีเกิดจากผู้ถูกกล่าวหากล่าวอ้างว่า สามารถช่วยเหลือให้บุตรของผู้เสียหายสอบเข้ารับราชการได้ ผู้เสียหายจึงยินยอมมอบและโอนเงินให้แก่ผู้ถูกกล่าวหารวมเป็นเงินทั้งสิ้น 630,000 บาท ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของพนักงานสอบสวน

จังหวัดนครนายก มีการดำเนินคดีทุจริตการสอบรวมทั้งสิ้น 3 คดี โดยมีผู้ถูกกล่าวหาคือ น.ส.กัณนภัส ซึ่งมีตำแหน่งเป็นเจ้าพนักงานพัสดุชำนาญการ โดยมีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์รายละประมาณ 350,000 ถึง 700,000 บาท เพื่อแลกกับการช่วยเหลือเข้าบรรจุรับราชการ

ต่อมาได้มีผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนจึงได้ดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน และเตรียมพิจารณาส่งมอบสำนวนคดีให้แก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหามีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ

จังหวัดลพบุรี มีการดำเนินคดีจำนวน 1 คดี โดยมีผู้ถูกกล่าวหาคือ น.ส.อ้อยทิพย์ ซึ่งพฤติการณ์คดีเริ่มจากผู้เสียหายได้รู้จักกับ น.ส.อ้อยทิพย์ จากการเข้าร่วมงานอบรมแห่งหนึ่ง ต่อมา ได้มีการติดต่อกัน และ น.ส.อ้อยทิพย์ ได้กล่าวอ้างว่า สามารถช่วยเหลือให้สอบบรรจุเข้าเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นได้ โดยเรียกร้องเงินจำนวน 650,000 บาท ผู้เสียหายหลงเชื่อจึงยินยอมมอบเงินให้ ส่วนความคืบหน้าทางคดี ขณะนี้พนักงานสอบสวนอยู่ระหว่างการรอพยานเอกสารเพิ่มเติมจากเพื่อนำมาใช้ประกอบหลักฐานในการดำเนินคดีต่อไป

จังหวัดนครราชสีมา มีการดำเนินคดีรวมทั้งสิ้น 7 คดี โดยกลุ่มผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์เรียกรับผลประโยชน์รายละประมาณ 130,000 ถึง 700,000 บาท ซึ่งสามารถแบ่งรายละเอียดทางคดีออกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกจำนวน 3 คดี มีความเชื่อมโยงกับ นายกัมปนาท อดีตรองปลัดเทศบาล ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นนายหน้าทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น และถูกสั่งให้ออกจากราชการแล้ว โดยพนักงานสอบสวนได้ส่งมอบสำนวนคดีให้แก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติดำเนินการตามกฎหมายแล้ว เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 

ส่วนกลุ่มที่สองจำนวน 2 คดี เป็นคดีที่ผู้เสียหายเข้าแจ้งความร้องทุกข์เพิ่มเติมในภายหลัง ซึ่งมีผู้ถูกกล่าวหาคือ นายกัมปนาท เช่นเดียวกัน และกลุ่มสุดท้ายอีก 2 คดี เป็นคดีที่ไม่เกี่ยวข้องกับอดีตรองปลัดเทศบาลคนดังกล่าว โดยมีผู้ถูกกล่าวหาคือ น.ส.กานดาภร ซึ่งขณะนี้ทั้งสองคดียังอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของพนักงานสอบสวน 

อนึ่ง นายอาสพลธ์ ระบุว่า แม้ในหลายพื้นที่เมื่อเกิดเป็นคดีความและได้รับความสนใจจากสังคม กลุ่มนายหน้าที่เรียกรับผลประโยชน์จะพยายามนำเงินมาคืนให้แก่ผู้เสียหาย ซึ่งเมื่อผู้เสียหายได้รับเงินคืนแล้วก็มักจะไปดำเนินการถอนแจ้งความ ส่งผลให้คดีสิ้นสุดลง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมาธิการฯ เห็นว่าคดีในลักษณะนี้ไม่ควรยุติลงเพียงเท่านี้ จึงได้รวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งมอบให้แก่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลครอบคลุมทั่วประเทศ และขยายผลไปถึงตัวการใหญ่ที่อาจจะยังไม่อยู่ในระบบดำเนินคดีในปัจจุบัน 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

DSI เผยศาลสั่งจำคุก 'กำนันนก-พวก' สูงสุด 3 ปี คดีฮั้วประมูลทำถนน
DSI เผยศาลสั่งจำคุก 'กำนันนก-พวก' สูงสุด 3 ปี คดีฮั้วประมูลทำถนน