สรุป 5 เคสร้อนแห่งปีเมื่อความศรัทธาถูกตั้งคำถามถึง ‘ความโปร่งใส’ เปิดข้อร้องเรียนตรวจสอบเส้นทางการเงินและบัญชีบริจาคของ 3 มูลนิธิคนดังอย่าง กันจอมพลัง มูลนิธิเป็นหนึ่ง และองค์กรทำดี และปมบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก. ของ ‘ครูบาชัยวัฒน์’ คดีฉ้อโกง 15 ล้านของ ‘อ.ต้น’
คนไทยกับการบริจาคดูเหมือนจะเป็นของคู่กัน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้แต่ละคนเลือกบริจาคมักจะแตกต่างกันออกไป บ้างก็เป็นเรื่องของความเชื่อทางศาสนา บ้างก็มองว่าองค์กรการกุศลหรือมูลนิธิต่างๆ สามารถเป็นตัวกลางส่งต่อความช่วยเหลือแทนตัวเองที่ไม่สะดวกลงพื้นที่ได้ แต่ทว่า การบริจาคในปัจจุบันกลับมีข้อครหาเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะด้าน ‘ความโปร่งใส’ เพราะเมื่อมีพลังศรัทธามาเป็นตัวเชื่อม ความระมัดระวังหรือการตั้งข้อสงสัยก็อาจลดน้อยลงไป จนนำไปสู่ปัญหาการใช้เงินผิดวัตถุประสงค์ และนี่คือสรุปข้อครหาและบุคคลที่ถูกตรวจสอบเกี่ยวกับเงินบริจาคในช่วงที่ผ่านมา
มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ ปมใช้เงินซื้อเสื้อเกราะ สร้างถนน ห้องน้ำ และบังเกอร์ชายแดน
มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ ที่มีผู้ก่อตั้งคือ ‘นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวชย์’ ก็เคยถูกตั้งข้อสังเกตถึงการใช้เงินบริจาคเช่นกัน โดย นายสนธิญา สวัสดี นักเคลื่อนไหวทางการเมือง ได้เข้ายื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมการปกครอง เพื่อขอให้ตรวจสอบการเปิดรับระดมทุนของมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ ว่าได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ. 2487 อย่างถูกต้องหรือไม่
โดยนายสนธิญาได้ตั้งข้อสังเกตต่อโครงการต่างๆ ของมูลนิธิ เช่น การจัดซื้อเสื้อเกราะ ตู้คอนเทนเนอร์ กล้องวงจรปิด (CCTV) รวมถึงการสร้างถนน ห้องน้ำ และบังเกอร์ในพื้นที่ชายแดน ว่ามีการยื่นขออนุญาตแยกเป็นรายโครงการ และนำเงินไปใช้จ่ายตรงตามวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้หรือไม่ พร้อมทั้งอ้างถึงบทบัญญัติทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งมาตรา 5 ที่กำหนดให้การเรี่ยไรต้องได้รับอนุญาตก่อนดำเนินการ, มาตรา 9 ที่ระบุให้ต้องกำหนดกรอบวงเงิน สถานที่ และระยะเวลาไว้อย่างชัดเจน รวมถึงมาตรา 7 เกี่ยวกับองค์ประกอบของคณะกรรมการควบคุมการเรี่ยไร
ทั้งนี้ นายสนธิญายืนยันว่าการยื่นเรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นการกล่าวหาว่ามีการทุจริต แต่ต้องการให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาตรวจสอบเพื่อความโปร่งใสและสร้างบรรทัดฐานที่ถูกต้องให้แก่สังคม เนื่องจากเป็นโครงการที่รับเงินบริจาคจากประชาชนเป็นจำนวนมาก
นอกจากกรณีข้างต้นแล้ว ในเดือนกันยายน นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ ‘ทนายตั้ม’ ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินงาน การบริหารจัดการเงินและทรัพย์สินของมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ ตลอดจนการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพฤติการณ์ที่อาจเข้าข่ายการใช้ทรัพย์สินของมูลนิธิผิดไปจากวัตถุประสงค์
ทั้งนี้ DSI ได้รับเรื่องร้องเรียนดังกล่าวไว้แล้ว โดยกองบริหารคดีพิเศษในฐานะหน่วยงานกลางจะดำเนินการประมวลข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เพื่อเสนอให้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษพิจารณามอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการตามขั้นตอนโดยเร็วต่อไป
‘มูลนิธิเป็นหนึ่ง’ ปมปลอมลายเซนต์จัดตั้งมูลนิธิ-โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว
‘มูลนิธิเป็นหนึ่ง’ ซึ่งก่อตั้งโดย น.ส.ชลิดา พะละมาตย์ หรือ ‘ต้นอ้อ เป็นหนึ่ง’ ถือเป็นอีกหนึ่งมูลนิธิที่ตกเป็นกระแสสังคมอย่างหนัก หลังจากที่ น.ส.ชลิดา เคยออกมายอมรับว่าได้ปลอมลายเซ็นของผู้อื่น เพื่อนำไปใช้ยื่นจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิ ณ อำเภอบางบัวทอง รวมถึงใช้เป็นเอกสารประกอบการเปิดบัญชีธนาคารเพื่อรับเงินบริจาค ส่งผลให้อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีมอบอำนาจให้นิติกรเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมาย
สำหรับความคืบหน้าล่าสุด น.ส.บุญยนุช แสงศรี ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด ร่วมกับ นายภูวกร ศรีเนียน ตัวแทนภาคีเครือข่ายภาคสังคม (HETA) ได้ร่วมกันแถลงข่าวถึงกรณีดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบการรับบริจาค เนื่องจากพบการโพสต์เชิญชวนบริจาคผ่านช่องทางส่วนตัว โดยไม่ได้ยื่นขออนุญาตเรี่ยไรต่ออำเภอหรือจังหวัดอย่างถูกต้อง
นอกจากนี้ ยังพบว่าก่อนหน้านี้มีผู้บริจาคหลายรายเข้าแจ้งความดำเนินคดีกับ น.ส.ชลิดา ในข้อหาฉ้อโกง จึงต้องการให้ทางมูลนิธิออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง โดยเฉพาะประเด็นเส้นทางการเงิน ซึ่งพบการโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิไปยังบัญชีส่วนตัวของ น.ส.ชลิดา และคนในครอบครัว รวมมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท รวมถึงยังมีรายการโอนเงินไปยังบุคคลภายนอกที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดอีกหลายครั้ง จึงเรียกร้องให้ น.ส.ชลิดา ออกมาแสดงความโปร่งใสและชี้แจงความจริงต่อสังคม
มูลนิธิองค์กรทำดีกับคำถามการใช้ 2 บัญชีรับบริจาค
สำหรับ ‘มูลนิธิองค์กรทำดี’ ที่ก่อตั้งโดย ‘นางปนัดดา วงศ์ผู้ดี’ กำลังตกเป็นเป้าสายตาและถูกสังคมตั้งคำถามอย่างหนักเกี่ยวกับความโปร่งใสในการบริหารจัดการเงินบริจาค โดยชนวนเหตุเริ่มจากการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่าเธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ดิน 100 ไร่ในจังหวัดนครนายกของ นายอธิป อนันทวรรณ ผู้เป็นสามี แต่การแถลงข่าวในวันนั้นกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมและโลกออนไลน์หันมาจับตาและตั้งข้อสงสัยถึงความเชื่อมโยงระหว่างธุรกิจส่วนตัวกับกระบวนการบริหารเงินของมูลนิธิฯ อย่างเข้มงวด
ต่อมาได้มีการเปิดเผยข้อมูลว่า มีการเปิดรับเงินบริจาคผ่าน 2 บัญชีคู่ขนาน คือ บัญชีชื่อบุคคล องค์กรทำดี โดย นางปนัดดา วงศ์ผู้ดี และบัญชีในนาม มูลนิธิองค์กรทำดี ทั้งยังเกิดคำถามถึงแหล่งที่มาของเงินทุนในการสร้างสิ่งปลูกสร้างศาลเจ้า บริเวณพื้นที่มูลนิธิฯ คลอง 8 จังหวัดปทุมธานี และโครงการพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ต
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 น.ส.บุญยนุช แสงศรี ผู้บริหารบริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด พร้อมทนายความ ได้เข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อขอให้ตรวจสอบการดำเนินงานและเส้นทางการเงินของมูลนิธิฯ ในความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และกฎหมายฟอกเงิน
ประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือกรณีของนายอภิชาติ หรือ ‘ช่างเอ๋’ ผู้รับเหมาก่อสร้าง ที่ออกมาระบุว่ามีเงินหมุนเวียนโอนเข้าบัญชีตนเองรวมกว่า 45 ล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงกับบัญชีองค์กรทำดี และมีการโอนเงินบางส่วนกลับไปยังบัญชีส่วนตัวของนายอธิป โดยช่างเอ๋อ้างว่าโครงการดังกล่าวมีการปรับแผนไปสร้างพูลวิลล่าในจังหวัดภูเก็ตและบุ๋มเคยเดินทางไปดูพื้นที่ด้วยตนเอง ขณะที่ทางด้านนางปนัดดา ยืนยันว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นค่าจ้างสร้างอาคารมูลนิธิที่คลอง 8 ตามที่มีการสร้างจริง ส่วนเรื่องพูลวิลล่าตนถูกสามีปิดบังข้อมูลและถูกปลอมลายมือชื่อ ซึ่งยังคงเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องรอการพิสูจน์ด้วยหลักฐานทางสัญญาและรายการเดินบัญชีธนาคาร
จากกระแสการตรวจสอบที่เข้มข้น ส่งผลให้เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 มูลนิธิองค์กรทำดีได้ออกแถลงการณ์ประกาศมติให้นางปนัดดา ยุติการปฏิบัติหน้าที่ประธานมูลนิธิเป็นการชั่วคราว พร้อมแต่งตั้ง น.ส.พรพรรณ ภุมรินทร์ รองประธานกรรมการ ขึ้นดำรงตำแหน่งรักษาการแทน รวมถึงสั่งระงับการเปิดรับเงินบริจาคในทุกช่องทางทันที เพื่อเปิดทางให้เกิดกระบวนการตรวจสอบเอกสาร รายการบัญชี และเส้นทางการเงินทั้งหมดอย่างเป็นทางการ เพื่อคืนความกระจ่างและโปร่งใสให้แก่สังคม
ครูบาชัยวัฒน์กับข้อครหาสร้างสถานปฏิบัติธรรมบนที่ดิน ส.ป.ก.
นอกเหนือจากข้อครหาเรื่องมูลนิธิ อีกหนึ่งประเด็นร้อนที่น่าจับตามองคือ 'การบุกรุกที่ดินของรัฐเพื่อสร้างวัดและสถานปฏิบัติธรรม' ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบการบุกรุกถือครองที่ดินป่าไม้บริเวณ ต.หนองย่างเสือ อ.มวกเหล็ก คาบเกี่ยว อ.วังม่วง จ.สระบุรี ของสถานปฏิบัติธรรมในเครือครูบาชัยวัฒน์ ได้แก่ วัดป่ารักษาใจ, หมู่บ้านอริยะ, วัดป่าชนะใจ, พุทธสถานรักษาใจนานาชาติ และผาชนะใจ หลังได้รับแจ้งร้องเรียนว่ามีกลุ่มสงฆ์และแม่ชีพยายามยึดครองพื้นที่ดังกล่าว จากการตรวจสอบพบการแผ้วถางป่าไม้และบุกรุกที่ดิน ส.ป.ก. รวมกว่า 2,000 ไร่ เพื่อตัดไม้ ก่อสร้างสถานปฏิบัติธรรม ทำถนนทางเข้าระยะทาง 10 กิโลเมตร มูลค่า 3.3 ล้านบาท พร้อมทั้งเปิดรับบริจาคชักชวนสร้างกุฏิปฏิบัติธรรมหลังละ 500,000 บาท
จากการตรวจสอบสถานะที่ดินแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก โดยจุดแรกคือ วัดป่ารักษาใจตั้งอยู่ในเขต ส.ป.ก. เนื้อที่ 13 ไร่ ซึ่งแม้จะมีเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ในชื่อบุคคลอื่น แต่ผู้ได้รับสิทธิ์เดิมกลับไม่ได้เข้าทำประโยชน์ ก่อนที่ทางวัดจะเข้ามาถือครองและเริ่มก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างเพิ่มเติมตั้งแต่ปี 2566 ส่วนจุดที่ 2 ถึง 4 (หมู่บ้านอริยะ, วัดป่าชนะใจ, พุทธสถานรักษาใจนานาชาติ และผาชนะใจ) พบว่าอยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินที่ยังไม่ได้จัดสรรให้ผู้ใด แต่กลุ่มผู้บุกรุกกลับนำเครื่องจักรหนักเข้าปรับพื้นที่บริเวณเนินเขาสูง แผ้วถางป่า และปลูกสร้างอาคารโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ. 2484 และ พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518
ทางทนายความและตัวแทนสถานปฏิบัติธรรมฯ ออกมาชี้แจงแทนครูบาชัยวัฒน์ที่อาพาธกะทันหันจนต้องยกเลิกแถลงข่าว โดยระบุว่าที่ดิน 13 ไร่ได้รับถวายมาจากผู้มีจิตศรัทธา ยืนยันไม่มีเจตนาบุกรุก ส.ป.ก. และพร้อมคืนพื้นที่หากพบว่ามีความผิดจริง ส่วนบ้านน็อคดาวน์หลังละ 500,000 บาท ยืนยันว่าไม่ได้สร้างขาย แต่จัดไว้ให้ผู้ปฏิบัติธรรมเข้าพักโดยไม่มีกรรมสิทธิ์ และการขยายพื้นที่ทำไปเพื่อรองรับแม่ชีกว่า 60 คน
ส่วนความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานปฏิบัติธรรมป่าชนะใจเพื่อติดตามการดำเนินคดีอย่างเข้มงวด โดยระบุว่าขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้สอบสวนพยานและรวบรวมพยานหลักฐานเกือบสมบูรณ์แล้ว เหลือเพียงการรอผลประเมินมูลค่าความเสียหายอย่างเป็นทางการจาก ส.ป.ก. เพียงแห่งเดียวเท่านั้น ซึ่งเบื้องต้นเมื่อคำนวณรวมสิ่งปลูกสร้าง การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ และระบบสาธารณูปโภคทั้งหมด คาดว่ามูลค่าความเสียหายรวมจะสูงกว่า 50 ล้านบาท ทั้งนี้ การนำเครื่องจักรเข้าแผ้วถางป่า ขุดเจาะดิน และปรับลดความลาดชันของภูเขายังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความมั่นคงของชั้นดินอย่างรุนแรง ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดดินสไลด์หากมีฝนตกหนักในพื้นที่อีกด้วย
‘อาจารย์ต้น’ อ้างตัวเป็นพระผู้สร้าง ช่วยลด ละ กรรม หลอกผู้เสียหายสูญเงิน 15 ล้าน
อีกหนึ่งกรณีที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาก็คือกรณีของ ‘อ.ต้น ชวิศร์’ บุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นพระผู้สร้างและสามารถช่วยลด ละ กรรมได้ โดยเมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ตำรวจกองบังคับการปราบปรามได้จับกุมนายชวิศร์ ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน และได้มีการกระทำความผิดฐานฟอกเงินเพราะเหตุที่ได้สมคบกัน และร่วมกันฟอกเงิน
สำหรับคดีนี้ ชุดสืบสวนได้รับข้อมูลจากกลุ่มผู้เสียหายที่ระบุว่า ในช่วงปี 2563-2565 ซึ่งเป็นระยะที่ภาวะเศรษฐกิจซบเซา ทำให้หลายคนต้องหาที่พึ่งทางจิตใจ โดยผู้ต้องหามีพฤติการณ์สร้างความน่าเชื่อถือด้วยการอ้างตนเป็นพระผู้สร้าง มีเทพสถิตในร่าง และสามารถสะเดาะเคราะห์ลดละกรรมได้ ซึ่งตำรวจมีหลักฐานสำคัญเป็นคลิปเสียงยืนยันการกระทำดังกล่าว
จากการสอบสวนเบื้องต้น พบผู้เสียหายที่ชัดเจนแล้ว 14 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายตามพยานหลักฐานประมาณ 15 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังพบพฤติกรรมหลอกลวงให้ร่วมทำบุญในรูปแบบอื่นๆ อีกหลายรายการ รวมถึงการชักชวนซื้อที่ดินซึ่งมีมูลค่าความเสียหายสูงถึงประมาณ 50 ล้านบาท
อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้คือ 5 เคสร้อนแห่งปีว่าด้วยข้อครหาเรื่องเงินบริจาคและการบริหารจัดการมูลนิธิ รวมถึงการหลอกลวงที่ใช้ศรัทธาของประชาชนเป็นเครื่องมือ ซึ่งยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามกันต่อไปว่า บทสรุปและเอกสารหลักฐานจากกระบวนการตรวจสอบจะออกมาในทิศทางใด
อ้างอิงข้อมูล




