'อนุทิน' ลั่นปราบอาชญากรรม-สแกมเมอร์ทุกรูปแบบ ย้ำไม่มีการใช้บิ๊กเนมเคลียร์คดีแน่นอน ยืนยัน รัฐบาลมุ่งสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้ประชาชน – เผยผลงานปราบทุจริตทะเบียนราษฎร-สัญชาติ โยงเครือข่าย 'ก๊ก อาน' -'ลี ยงพัด' พบเจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยวด้วย-ยืนยันไม่มีกั๊กที่ ครม.ไว้ให้ 'ศักดิ์สยาม' เห็นมีรัฐมนตรีครบแล้ว
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แถลงข่าวกรณีการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การทุจริตทางทะเบียนราษฎร การแปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ณ ทำเนียบรัฐบาล โดยได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน พร้อมชี้แจงผลการดำเนินงานที่สำคัญและการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มแข็ง
นายอนุทิน ได้กล่าวถึงนโยบายหลักของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้อย่างจริงจังและต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งรวมถึงการปราบปรามขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scammer) ที่มีการดำเนินการในหลายคดีและมีการยึด อายัดทรัพย์สินในหลายกรณีตามที่เป็นข่าวมาโดยต่อเนื่อง การแถลงข่าวในวันนี้จึงเป็นการรายงานผลงานการปราบปรามเพิ่มเติม เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ทราบถึงความคืบหน้าและความตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
รัฐบาลเอาจริงปราบทุจริตทะเบียนราษฎร-สัญชาติ
ในส่วนของการปราบปรามการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยได้เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานที่สำคัญ โดยกระทรวงมหาดไทยได้ทำการจำหน่ายรายการทางทะเบียนของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งรวมถึงกรณีของ นายก๊ก อาน บุคคลสัญชาติกัมพูชา ที่พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับบ่อนกาสิโน การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และแก๊งสแกมเมอร์ รวมถึง เครือข่ายนายลี ยงพัด ที่มีพฤติกรรมการเป็นแก๊งสแกมเมอร์ และเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมไซเบอร์ หลังจากที่ตรวจพบการทุจริตตามทะเบียนของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว
กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้จัดตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง หรือที่เรียกว่า “โดป้าแอนโนนิไมซ์” (DOPA Anonymize) ขึ้นมาเพื่อดำเนินการสืบสวนและปราบปรามอย่างเป็นระบบ
การทำงานของคณะทำงานนี้ ได้รับการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายภาคีเครือข่ายหลายฝ่าย ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ซึ่งทุกหน่วยงานได้ร่วมกันดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง รวมถึงการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง จนปรากฏผลการจับกุมและปราบปรามเครือข่ายการทุจริตทางทะเบียนราษฎรและสัญชาติไทย โดยในรายละเอียดเพิ่มเติมจะมีการนำเสนอโดยอธิบดีกรมการปกครองต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินคดีเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติในกรณีที่จ้างคนไทยจดทะเบียนสมรสเท็จและแจ้งเกิดบุตรให้ได้สัญชาติไทย ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่บิดเบือนหลักเกณฑ์ทางกฎหมายว่าด้วยสัญชาติและสร้างสถานะบุคคลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง พฤติกรรมเหล่านี้มีความซับซ้อน โดยพบว่ามีทั้งเอกสารจริงและปลอม และมีการร่วมมือกันทั้งระหว่างผู้กระทำผิดและเจ้าหน้าที่ของรัฐเองด้วย ซึ่งเป็นประเด็นที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะผลกระทบจากการกระทำดังกล่าวส่งผลอย่างมากในวงกว้าง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงของรัฐ บุคคลที่ได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบอาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน การถือครองทรัพย์สินแทน (นอมินี) หรือการขยายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการของแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนไทยและเสถียรภาพของประเทศไทยอย่างร้ายแรง
ในกรณีเหล่านี้ รัฐบาลได้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด โดยมีการดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดจำนวน 34 ราย และที่สำคัญคือได้ดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิดจำนวน 19 ราย ซึ่งมีระดับตำแหน่งสูงถึงขั้นนายอำเภอ โดยได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดออกจากราชการโดยทันที และแจ้งข้อหาดำเนินคดีโดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ ทั้งสิ้น นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า ผู้ที่ได้รับสัญชาติโดยมิชอบจะถูกถอนสัญชาติ และมีการยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง การทำธุรกรรมใดๆ ที่ใช้บุคคลเหล่านี้เป็นนอมินีหรือม้าก็จะถือว่าเป็นโมฆียะหรือโมฆะ ไม่มีผลทางกฎหมาย และจะมีการขยายผลต่อไป รวมถึงการดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา โดยมี ป.ป.ช., ป.ป.ท., ปปง. และ DSI เข้ามาช่วยตรวจสอบและฟ้องยึดทรัพย์อย่างเต็มที่
กวาดล้างบ่อนการพนันผิดกฎหมายจัดระเบียบสังคม
ในส่วนของการปราบปรามบ่อนการพนันที่ผิดกฎหมาย นายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงว่า เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยโดยการจัดระเบียบสังคม ล่าสุดได้ดำเนินการปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมายไปแล้ว 3 คดี นอกจากนี้ ชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัดจำนวน 76 ชุด และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอจำนวน 878 ชุด ได้มีผลการดำเนินงานจับกุมผู้กระทำความผิดรวมจำนวน 5,510 คดี และมีการออกตรวจตรา ตั้งจุดตรวจจุดสกัด และการหาข่าวรวมทั้งสิ้น 339,184 ครั้ง ซึ่งจำนวนเหล่านี้เป็นบทพิสูจน์ที่ชัดเจนว่า หน่วยงานของรัฐมีการดำเนินการอย่างเข้มข้น ไม่ได้ปล่อยปละละเลยตามที่บางฝ่ายอาจเข้าใจผิด
นายกรัฐมนตรีได้ฝากเตือนไปยังผู้ประกอบการทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโรงแรม เจ้าของร้านอาหาร เจ้าของอาคาร หรือเจ้าของบ้าน ว่าหากท่านให้คนเหล่านี้เข้าไปเปิดบ่อน หรือเข้าไปซ่องสุมผู้คนเพื่อทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ท่านก็เปรียบเสมือนผู้ที่กระทำผิดกฎหมายด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่ต้องใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการต่างๆ หากท่านไปสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมายเหล่านี้ ใบอนุญาตต่างๆ ของท่านก็จะถูกเพิกถอน และถูกดำเนินคดี ซึ่งเมื่อถูกเพิกถอนแล้วกิจการที่ท่านทำมาตั้งแต่ต้น เช่น การทำโรงแรม ก็จะไม่สามารถเปิดดำเนินการได้อีกต่อไป
ซึ่งจะไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่ท่านได้ลงทุนมาอย่างแน่นอน และรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินคดีจนถึงที่สุด เพราะท่านได้ทำผิดกฎหมาย จึงขอให้ผู้ประกอบการทุกท่านพึงถือเป็นอุทาหรณ์ ว่าเราทุกคนมีหน้าที่ต้องทำสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น เพื่อให้สามารถดำเนินกิจการได้อย่างปกติและได้รับการอำนวยความสะดวกจากภาครัฐอย่างเต็มที่
กลยุทธ์การทำงานแบบบูรณาการ
นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึงลักษณะของการปฏิบัติการที่พบว่ากระบวนการเหล่านี้ไม่ได้แยกกันทำ แต่เกี่ยวเนื่องกันหมด โดยเป็นการสนับสนุนซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะเป็นแก๊งสแกมเมอร์ แก๊งฟอกเงิน แก๊งขนของเถื่อน หรือแก๊งบ่อนการพนัน ล้วนอยู่ในกลุ่มเดียวกันทั้งสิ้น
หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่สำคัญที่ได้ร่วมในปฏิบัติการมาโดยตลอด เพื่อสนองนโยบายของรัฐบาลในการจัดระเบียบสังคมและสร้างความสงบในประเทศ ได้แก่ กรมการปกครอง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. และสำนักงาน ปปง. ตลอดจนหน่วยงานความมั่นคงอื่นๆ เช่น กรมศุลกากร กรมสรรพากร และแม้กระทั่งฝ่ายด้านสาธารณสุข อย่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ที่เข้ามาช่วยในการพิสูจน์กรณีที่มีสารเสพติดต่างๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันอย่างใกล้ชิด
ในพื้นที่จังหวัด ผู้ว่าราชการจังหวัดจะถือเป็นหัวหน้าทีมที่จะต้องดำเนินการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าว หรือแม้กระทั่งกองทัพในบางกรณีก็ให้ความร่วมมือในการเข้าไปช่วยกันป้องกันปราบปรามจับกุมผู้กระทำผิดเหล่านี้ และจะดำเนินการขยายผลต่อไปเรื่อยๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปราบปราม
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวว่า ทุกคนได้รับทราบแนวทางการดำเนินการแล้ว จึงจะไม่มีการอ้างว่า "จะไปเจอคนนี้คนนั้น" ที่มีบทบาท อิทธิพล ชื่อเสียง เงิน หรืออำนาจใดๆ ก็ตาม เพราะทีมที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติการภายใต้นโยบายรักษาความสงบของชาติ นโยบายจัดระเบียบสังคม และนโยบายปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมาย ยึดหลักการที่เชื่อถือพฤติกรรมเป็นสำคัญ
นายกรัฐมนตรีได้ยืนยันว่า ตนเองได้สอบถามและติดตามการดำเนินงานอย่างใกล้ชิด ไม่ใช่เพียงแค่มอบนโยบายไปแล้วไม่ได้ติดตามตรวจสอบข้อมูลจากหลายแหล่ง ไม่ได้เชื่อข้อมูลจากใครคนเดียว และมีทีมประเมินผล ซึ่งพบว่าฝ่ายบังคับใช้กฎหมายทั้งหมดมีความสบายใจและมีความเต็มใจในแนวทาง "เชื่อถือพฤติกรรม" นี้ เพราะพวกเขาจะได้ไม่ต้องกังวลใดๆ ในการปฏิบัติหน้าที่ ตนเองได้แสดงให้ทีมเหล่านี้เห็นหลายครั้ง ตั้งแต่สมัยที่ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ได้ไปร่วมสังเกตการณ์ในการปฏิบัติการจับกุมการกระทำที่ผิดกฎหมายเหล่านี้มาโดยตลอด และทุกครั้งที่ไปก็เห็นได้ชัดว่าไม่มีการ "เคลียร์" กันได้ ทำให้ทีมงานดำเนินงานได้อย่างเต็มที่และทำทุกอย่างจนจบสิ้นกระบวนการ ทุกรายได้ถูกดำเนินคดีไปจนถึงที่สุด จึงอยากให้พี่น้องประชาชนมีความมั่นใจว่ารัฐบาลนี้เอาจริงเอาจังกับเรื่องของการกระทำที่ผิดกฎหมายทุกชนิด
นายกรัฐมนตรีได้ย้ำอีกครั้งว่า ในฐานะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะยังคงให้การสนับสนุนต่อหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ และการทำงานในวันนี้ถือเป็นการบูรณาการกันอย่างแท้จริง เพราะนายกรัฐมนตรีมีอำนาจกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยตรง รวมถึงสำนักงาน ปปง. สำนักงาน ป.ป.ท. และกระทรวงยุติธรรม ซึ่งกระทรวงเหล่านี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลชุดนี้ และต้องรับนโยบายจากนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อให้พี่น้องประชาชนเกิดความมั่นใจว่า พวกเราจะทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ ทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง และมั่นใจได้ว่าจะไม่มีการเคลียร์ ไม่มีการใช้อามิสสินจ้างใดๆ ที่จะทำให้ทีมปฏิบัติงานปราบปรามเกิดความไขว้เขว
“เราอยู่ได้โดยไม่จำเป็นต้องร่ำรวยจากเงินเหล่านี้ หน้าที่ที่ทำให้กับพี่น้องประชาชน ทำให้บ้านเมืองสงบ มีเกียรติและมีค่ามากกว่าอามิสสินจ้างหรือทรัพย์สินเงินทองใดๆ ที่จะได้จากเงินที่ได้มาโดยมิชอบเหล่านี้” นายอนุทินกล่าว
ชี้แจงประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจ
ภายหลังการแถลงข่าว นายกรัฐมนตรีได้ตอบคำถามจากสื่อมวลชนในประเด็นต่างๆ รวมถึงประเด็นทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยในประเด็นที่สังคมสงสัยเกี่ยวกับการที่ยังคงมีตำแหน่งรัฐมนตรีว่างหนึ่งตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี และเชื่อมโยงกับกรณีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรี นายอนุทินได้ชี้แจงว่า เรื่องการตั้งคณะรัฐมนตรีเป็นสิ่งที่ตนได้ดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง กฎหมายกำหนดให้นายกฯ หนึ่งคน และมีรัฐมนตรีไม่เกิน 35 คน ซึ่งตนได้ดำเนินการโดยไม่มีขาดตกบกพร่อง ไม่มีความเกี่ยวข้องกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ใดๆ ทั้งสิ้น
นายกรัฐมนตรีกล่าวเพิ่มเติมว่า จำนวนบุคลากรในคณะรัฐมนตรีเพียงพอแล้ว มีคนมาช่วยงานในสำนักนายกรัฐมนตรีถึง 34 คน และปัจจุบันพรรคร่วมรัฐบาลหลักสองพรรคก็ใช้รัฐมนตรีช่วยจากพรรคตัวเอง ดังนั้นเนื้องานต่างๆ จึงเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเติมให้เต็มจำนวน และขอย้ำว่าไม่มีการ "เก็บที่นั่ง" ไว้รอนายศักดิ์สยามแต่อย่างใด ตั้งแต่ที่นายศักดิ์สยามออกจากวงการเมืองไป นายศักดิ์สยามไม่เคยเข้ามาข้องแวะทางการเมืองเลย และเคารพคำวินิจฉัยของหน่วยงานตามกฎหมาย จึงไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมีการนำเรื่องของพรรคภูมิใจไทยไปผูกกับการตั้งคณะรัฐมนตรี หรือการเหลือตำแหน่งรัฐมนตรีไว้หนึ่งตำแหน่งเพื่อรอนายศักดิ์สยาม ขอยืนยันว่าไม่มีเรื่องนี้ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ และยังไม่เคยได้คุยกับนายศักดิ์สยามในเรื่องนี้เลย
สำหรับกรณีที่ฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภารวบรวมรายชื่อเพื่อยื่นญัตติ นายกรัฐมนตรีมองว่าเป็นสิทธิ์และหน้าที่ของพวกเขา ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับรัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีที่ตนรับผิดชอบโดยตรง และไม่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยที่ตนเป็นหัวหน้าพรรค
ส่วนการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีเงาของฝ่ายค้าน นายกรัฐมนตรีตอบอย่างอารมณ์ดีว่า "มันก็ดีแล้วมีเงา ไม่มีเงาก็ไม่ใช่คนน่ะสิ"
ในประเด็นทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมที่จะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า ยังมีขั้นตอนที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบ ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามระเบียบ ถูกต้องตามกฎหมาย เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และมีประโยชน์ต่อประเทศและพี่น้องประชาชนถึงจะดำเนินการ ซึ่งมีการตั้งกรอบวงเงินไว้ประมาณ 500,000 ล้านบาท แต่จะใช้จริงเท่าไหร่ก็จะต้องพิจารณาอีกครั้งหนึ่งในอนาคต




