กรมพัฒนาธุรกิจฯลุยตรวจนอมินี 2เกาะ ‘พะงัน-สมุย’ พบเจ้าของสำนักมัญชีมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้น 66 บริษัท แถมอาคารพาณิชย์เป็นที่ตั้งบริษัท 89 แห่ง รวมทั้งเจอวิลล่าหรู ชาวอิสราเอลถือหุ้นส่อใช้คนไทยอำพราง ส่งปปง.ตรวจเส้นทางเงิน 34 บริษัทอสังหาในสุราษฎร์ ลุยสแกนต่อชลบุรี-เชียงใหม่ ประจวบฯ-ภูเก็ต-กระบี่-พังงา
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมฯ เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในเกาะพะงัน และเกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อตรวจสอบทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็นนอมินี หลังมีกระแสว่าต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากจำนวนบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงันและเกาะสมุย พบว่า มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ (16,811 ราย) ซึ่งบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนดังกล่าวมีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายและหลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งกรมฯ ได้หยิบยกขึ้นเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งปราบปราม พร้อมทั้งทำงานเชิงรุกร่วมกับพันธมิตร 22 หน่วยงานที่ร่วมกันลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ภายใต้แนวคิด ‘ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี’ เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ
นายพูนพงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมากรมฯคำนึงถึงการอำนวยความสะดวก(Ease of Doing Business) แก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งช่วยให้เกิดการจ้างงานและสร้างความเจริญเติบโตแก่ระบบเศรษฐกิจ แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ของนักลงทุนชาวต่างชาติบางรายใช้คนไทยเป็นนอมินี ประกอบธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาต รวมทั้ง คนไทยบางกลุ่มที่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ยอมร่วมกระทำความผิดให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติ จึงทำให้การประกอบธุรกิจเกิดการบิดเบี้ยวและทำลายระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ
นายพูนพงษ์ กล่าวด้วยว่า นับแต่นี้เป็นต้นไป กรมฯ พร้อมกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติลงทุนอย่างรัดกุมและเข้มงวด หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายก็พร้อมสนับสนุนเต็มที่ เพราะถือว่ามาร่วมสร้างความเจริญให้ประเทศ แต่หากเข้ามาในรูปแบบสีเทาใช้คนไทยเป็นนอมินี ตักตวงผลประโยชน์เข้าตนเองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก็พร้อมปราบปรามอย่างหนักเพราะถือเป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจที่เข้ามาบ่อนทำลายประเทศ
นายพูนพงษ์ กล่าวอีกว่า จากข้อมูลที่กรมฯ สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังทั้งเกาะพะงันและเกาะสมุย ซึ่งมีโอกาสจะประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีสูง พบว่า จ.สุราษฎร์ธานี มีบริษัทจำกัด 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1. ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) 2.อังกฤษ 1,446 ราย (12%) 3.รัสเซีย 1,205 ราย (10%) 4.อิสราเอล 1,147 ราย (10%) 5.เยอรมัน 608 ราย (5%) 6.จีน 569 ราย (5%) 7.อเมริกัน 444 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน 335 ราย (3%) 9.อิตาเลียน 258 ราย (2%) และ 10.เบลเยียม 222 ราย (2%)
สำหรับในเกาะพะงัน มีบริษัทจำกัด 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย (67.48%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.อิสราเอล 720 ราย (22%) 2.ฝรั่งเศส 426 ราย (13%) 3.อังกฤษ 359 ราย (11%) 4.รัสเซีย 306 ราย (10%) 5.เยอรมัน 194 ราย (6%) 6.อเมริกัน 144 ราย (4%) 7.อิตาเลียน 89 ราย (3%) 8.ยูเครน 69 ราย (2%) 9.ออสเตรเลียน 58 ราย (2%) และ 10.เบลเยียม 56 ราย (2%) ส่วนเกาะสมุย มีบริษัทจำกัด 12,050 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย (68.16%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.ฝรั่งเศส 1,937 ราย (24%) 2.อังกฤษ 1,077 ราย (13%) 3.รัสเซีย 885 ราย (11%) 4.จีน 478 ราย (6%) 5.อิสราเอล 419 ราย (5%) 6.เยอรมัน 406 ราย (5%) 7.อเมริกัน 291 ราย (4%) 8.ออสเตรเลียน 273 ราย (3%) 9.สวิส 173 ราย (2%) และ 10.อิตาเลียน 169 ราย (2%)
นายพูนพงษ์ ยังระบุว่า กล่าวว่า จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนที่เกาะพะงันและเกาะสมุยมีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ (16,811 ราย) โดยพบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่จะได้ยินว่า ‘ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว’
“ที่ผ่านมา กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรร่วมกันตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงันไปบ้างแล้ว พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยเป็นนอมินี ใน 2 กลุ่มธุรกิจ คือ 1. สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) โดยเจ้าของสำนักงานแห่งนี้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท จึงลงพื้นที่ตรวจสอบความเชื่อมโยงกับเจ้าของสำนักงานบัญชีดังกล่าว (อาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบ้านพัก) พบว่า อาคารพาณิชย์ที่ลงตรวจเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริงในบางห้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี”นายพูนพงษ์กล่าว
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวต่อว่า สำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า) พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงเชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม โดยพบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่าดังกล่าวมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่งถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วนร้อยละ 49 และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท อาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี
ขณะที่เกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียน/รับทำบัญชี โดยให้ข้อมูลว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้สัดส่วนเป็นบริษัทไทย และอีก 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท กรมฯ ได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) เพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดต่อไป
“นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ตรวจสอบเส้นทางการเงิน โดยทั้ง 34 ราย แต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์”อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุ
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กล่าวทิ้งท้ายว่า นอกจากนี้ กำลังสแกนนิติบุคคลกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น ชลบุรี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ ภูเก็ต กระบี่ และพังงา เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่จะเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนทั้ง 1) ต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และ 2) ต่างชาติถือหุ้น 0.01 - 49.99% ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรจะเร่งเดินหน้าเชิงรุกเพื่อปราบปรามนอมินีทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้หมดสิ้นไปในทุกๆ พื้นที่ และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ โดยขอความร่วมมือหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องรวม 23 หน่วยงานที่ลงนาม MOU ร่วมปฏิบัติการทลายนอมินีตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงานบังคับใช้อย่างเข้มงวดและจริงจัง

สุราษฎร์ธานี

เกาะพะงัน

เกาะสมุย




