News Logo
หน้าแรก
ปปง.-นายกฯยันตรวจเข้ม หลัง 'ทอม ไรต์' อ้าง แบงก์ในไทยโยงเงิน'เบน สมิธ'

ปปง.-นายกฯยันตรวจเข้ม หลัง 'ทอม ไรต์' อ้าง แบงก์ในไทยโยงเงิน'เบน สมิธ'

12 มิ.ย. 2569 15:27
ผู้ชม 176 คน

ปปง.ยืนยันตรวจสอบข้อมูลบทความ ‘ทอม ไรต์’ อ้าง ธนาคารในไทยโยงเส้นเงิน ‘เบน สมิธ’ อย่างเข้มข้น ด้าน ‘อนุทิน’ ย้ำหากมีเส้นเงินผิดปกติ อายัดทันที ไม่ต้องรอให้มีนักเขียนแฉ ย้ำทุกธรุกรรมไม่รอดระบบตรวจสอบ ปปง.,ธนาคารไทย-ลั่นไม่สนใหญ่มาจากไหน หากทำผิด คอตกแน่- แถลงผลงาน อายัดทรัพย์ 2 หมื่นล้านบาท -ยึดทรัพย์คดีสำคัญรวม 8.9 พันล้านบาท คืนเงินเหยื่อแล้วกว่า 115 ล้านบาท

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 12 มิถุนายน 2569 ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวผลการยึดและอายัดทรัพย์สินคดีสำคัญ โดยมีผู้บริหารระดับสูงเข้าร่วมการแถลงข่าวได้แก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล - นายกรัฐมนตรี นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ - ปลัดกระทรวงมหาดไทย พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ - ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ - รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายฉัตรชัย พรหมเลิศ - ประธานกรรมการ ปปง. นายเทพสุ บวรโชติดารา - เลขาธิการ ปปง. และ พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ - ผู้บัญชาการประจำสำนักงาน ผบ.ตร ร่วมการแถลงข่าว

ในช่วงการถามตอบ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว Next News ได้สอบถามเกี่ยวกับบทความล่าสุดของนายทอม ไรต์ สื่อมวลชนอิสระ ที่ระบุว่าในช่วง 17 เดือนที่ผ่านมา จนถึงกันยายนปีที่แล้ว มีการโอนเงินผิดปกติของเครือข่ายของนายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือเบน สมิธ หรือที่ ปปง.เรียนกว่าสมิธ เบน ผ่านธนาคารกรุงไทยเชื่อมโยงกับแบงก์ออฟอเมริกา โดยมีการใช้ธนาคาร B.I.C ในกัมพูชาโอนเงินเข้าธนาคารกรุงไทย คิดเป็นมูลค่า 1.8 หมื่นล้าน นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ได้ชี้แจงว่า บทความดังกล่าวถือเป็นข้อมูลข่าวเปิดที่ ปปง. นำมาวิเคราะห์และตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ในการดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินนั้น จำเป็นต้องอิงหลักฐานที่ชัดเจน ทั้งเส้นทางการเงิน พยานบุคคล พยานเอกสาร และพยานวัตถุ ไม่สามารถดำเนินการตามข่าวลอยได้ ยืนยันว่าข้อมูลที่ปรากฏอยู่ในบทความนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างเข้มข้น

ด้านนายอนุทิน กล่าวได้เสริมว่า รัฐบาลทำงานอย่างใกล้ชิดกับกระทรวงการคลัง กระทรวงยุติธรรม และธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง เพื่อป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยธนาคารไทยมีระบบการตรวจสอบที่เข้มแข็งและมีกลไกการรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัยอย่างละเอียด หากมีเงินจำนวนมาก เช่น 40 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 1,500 ล้านบาท เข้าบัญชีบุคคลที่ไม่มีอาชีพหรือทรัพย์สินที่น่าเชื่อถือเพียงพอ หรือแม้แต่เงินสูงถึง 8,000 ล้านบาทที่ถูกโอนเข้าบัญชีบุคคลทั่วไปที่ไม่ปกติ ธนาคารจะรายงานและ ปปง. จะดำเนินการอายัดทันที โดยไม่ต้องรอให้มีข่าวจากภายนอกหรือบทความจากนักเขียนคนใด โดยกลไกเหล่านี้ครอบคลุมถึงกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่มีสถานะเป็น P.E.P. (Politically Exposed Person) ด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าทุกธุรกรรมที่น่าสงสัยจะไม่รอดพ้นการตรวจสอบของระบบธนาคารและ ปปง. ของไทย

สำหรับรายละเอียดอื่นๆเกี่ยวกับการแถลงข่าวนั้น มีเนื้อหาทั้งจากเอกสารข่าวแจกและตามการแถลงข่าวของ ปปง.ระบุว่านายฉัตรชัยกล่าวได้กล่าวในการแถลงข่าวว่าว่า กิจกรรมในวันนี้เป็นผลการปฏิบัติงานตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่สั่งการให้สำนักงาน ปปง. บูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยในช่วงประมาณ 2 ปีเศษที่ผ่านมา ตั้งแต่ปลายปี 2567 จนถึงปัจจุบัน ปปง. ได้มีการยึดและอายัดทรัพย์สินมาแล้วประมาณ 50,000 ล้านบาทเศษ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ปฏิบัติงานด้วยความเที่ยงธรรม ตรงไปตรงมา และเต็มที่ทั้งทางแพ่งและทางอาญา การที่นายกรัฐมนตรีให้เกียรติมาติดตามการปฏิบัติงานของสำนักงาน ปปง. ด้วยตนเองนั้น นอกจากจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสุจริตชนแล้ว ยังเป็นการปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศในมาตรการเรื่องการฟอกเงิน ซึ่งประเทศไทยจะเข้าสู่การประเมินในปี 2571

ความมุ่งมั่นและนโยบายรัฐบาลในการปราบปรามอาชญากรรม 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวเปิดการแถลงข่าวว่า ทุกครั้งที่ได้มายังสำนักงาน ปปง. มักจะมีข่าวดีที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นข่าวร้ายสำหรับผู้ที่ตั้งใจกระทำผิดกฎหมายและนำความสูญเสียเสียหายมาให้กับประเทศและประชาชน ซึ่งวันนี้มีข่าวสำคัญที่จะแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบเพิ่มเติม นอกเหนือจากการแถลงผลการปฏิบัติการพิฆาตยาเสพติดในเครือข่ายของนายฐปนันท์ ธรรมรัตน์ ธาดา หรือหนูเฉิน และเครือข่ายชาวต่างชาติ รวมถึงการปราบปรามกระบวนการค้ายาเสพติดและฟอกเงิน กระบวนการ Scammer หลอกลวงประชาชน และอาชญากรรมข้ามชาติล็อตใหญ่

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า การแถลงข่าวในวันนี้เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สำคัญต่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน คือการยึดและอายัดเงินทองและทรัพย์สินของมิจฉาชีพที่หลอกลวงประชาชนไป ซึ่งท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่กระบวนการคืนเงินให้กับผู้เสียหาย โดยในวันนี้มีการคืนเงินที่ยึดมาได้จากผู้กระทำผิดให้กับผู้เสียหาย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะการถูกหลอกลวงเป็นความทุกข์ที่สุดของผู้เสียหายอยู่แล้ว การที่เราสามารถนำทรัพย์สินเงินทองมาคืนให้ได้ ถือเป็นการกระทำที่ถูกต้องและเป็นกุศลในการบำบัดความทุกข์ของพวกเขา

 “เขาคงไม่เคยได้คาดคิดหรอกครับว่าวันหนึ่งเหล่านี้จะได้ถูกส่งคืนไปยังเค้า นี่คือเป้าหมายคือไม่ใช่จับอย่างเดียวนะครับ ไม่ใช่ไปดำเนินคดีอย่างเดียว คนพวกนั้นอยู่ในคุกก็เปลืองข้าวสุกเราด้วยซ้ำไป แต่สิ่งที่เราควรจะตั้งเป็นเป้าหมายให้ชัดเจนอีกครั้งก็คือเราต้องเร่งนำทรัพย์สิน เงินทองที่พี่น้องประชาชนของเรา คนเหล่านี้หลอกลวงไปนำกลับไปคืนให้เค้า อันนี้น่าจะเป็นเป้าหมายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง” นายอนุทินกล่าวและกล่าวอีกว่าตนกราบขอบพระคุณเพื่อนร่วมงานทุกคนที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ไม่หวั่นไหวต่ออิทธิพลอำนาจใด ๆ

ย้ำไม่มีเป่าคดี

“ทุกครั้งที่เราทำงานใหญ่เช่นนี้ ท่านก็คงเคยประสบมาแล้วว่าก็มักจะมีการขอให้ท่านได้ช่วยปัดเป่าคดี ผ่อนหนักเป็นเบา ผ่อนเบาเป็นหายอย่างนี้เป็นต้น แต่ว่าตั้งแต่ผมได้เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยความสัมพันธ์ ความเชื่อมั่นที่ผมมีกับทีมงาน ปปง และก็ทีมงานทางด้านป้องกันทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธาน ปปง ซึ่งผมมีความเคารพนับถือท่านเป็นการส่วนตัวอยู่แล้ว แล้วก็ยังได้มีโอกาสได้รู้จักกับท่านเลขาธิการ ปปง” นายกรัฐมนตรีกล่าวและยืนยันว่า ความสัมพันธ์และความเชื่อมั่นนี้ส่งผลให้การทำงานประสบผลสำเร็จและเข้าเป้าหมายที่ตั้งไว้เป็นอย่างดียิ่ง

นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำถึงนโยบายที่รัฐบาลได้มอบหมายให้ผู้ปฏิบัติงานทุกคนเป็นทั้งผู้บำบัดทุกข์บำรุงสุข เป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ เป็นผู้พิฆาตอันธพาล และเป็นผู้อภิบาลประชาชน ซึ่งการทำงานได้ดำเนินไปตามภารกิจหน้าที่ด้วยความสมบูรณ์ และจะยังคงดำเนินการต่อไปตราบใดที่ผู้กระทำผิดยังไม่ยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง

 “ผู้ต้องหาเหล่านี้มีทั้งคนไทย มีทั้งคนต่างชาติที่มาอาศัยแผ่นดินนี้ในการกระทำความผิด การกระทำความผิดของเขา ต้องถือว่า เป็นความผิดมหันต์ ที่มารังแกคนไทย” นายกรัฐมนตรีกล่าวพร้อมระบุว่า หากมีการมารังแกคนไทยเมื่อไหร่ รัฐบาลจะเพิ่มความเข้มข้น ความเด็ดขาดในการปราบปรามดำเนินคดี และยึดทรัพย์ของพวกเขาอย่างเต็มที่

นายอนุทินกล่าวโดยให้ความมั่นใจว่า หากการกระทำของเจ้าหน้าที่เต็มไปด้วยเจตนารมณ์ที่ปกป้องประเทศและประชาชน นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้รับผิดชอบการกระทำของทุกคน นอกจากนี้ ยังได้ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ทั้งกระทรวงยุติธรรม กระทรวงการคลัง (กรมศุลกากร, กรมสรรพสามิต, กรมสรรพากร) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฝ่ายปกครอง ร่วมบูรณาการกันอย่างเต็มที่ และมั่นใจในการจับกุมดำเนินคดี ปราบปราม อายัด และยึดทรัพย์สินของผู้กระทำผิดให้แข็งขัน ไม่ให้มีช่องว่างทางกฎหมาย และรัฐบาลจะเร่งดำเนินการแก้ไขกฎหมายทุกด้านเพื่ออุดช่องโหว่ให้รัดกุมที่สุด หาก พ.ร.บ. ไม่ทันการณ์ จะใช้มติคณะรัฐมนตรี ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี หรือ พ.ร.ก. เพื่อสนับสนุนภารกิจให้สำเร็จลุล่วง

“ถ้าคนกระทำผิดยังคิดว่ายังจะมีช่องโหว่ออก ยังออกมาลอยหน้าลอยตาพูดเหมือนกับไม่ยอมเกรงกฎหมาย ท่านเห็นมั้ย เวลาท่านจับคนพวกเนี้ย ลอยหน้าลอยตาเชิ้บเชิ้บกันเนี่ยนะครับ จากนี้ไปนะครับ คอต้องตก ต้องสลด ต้องสำนึกแล้วก็ต้องรู้สึกเสียใจในการกระทำของตัวเอง” นายอนุทินกล่าว พร้อมทิ้งท้ายว่า การปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการพิทักษ์สันติราษฎร์ แต่ยังเป็นการพยุงเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นและชื่อเสียงให้กับประเทศไทย เพื่อดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวให้กลับมา ทำให้เงินทุกบาททุกสตางค์ที่เข้ามาในประเทศมีความคุ้มค่า ปลอดภัย และมั่นคง

ผลการดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีสำคัญ

 นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ได้แถลงผลการประชุมคณะกรรมการธุรกรรม ครั้งที่ 6/2569 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 โดยคณะกรรมการธุรกรรมมีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินในคดีที่น่าสนใจ และในวันนี้มีการส่งมอบเงินคืนให้แก่ผู้เสียหายตามคำสั่งของศาลแพ่งซึ่งเป็นคดีถึงที่สุดแล้ว โดยสำนักงาน ปปง. ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่าทั้งสิ้น 8,940 ล้านบาท ในครั้งนี้ โดยมีรายคดีสำคัญดังนี้:

1.รายคดีนายวิริยะ หรือจุ๊บ กับพวก: กรณีความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกง การลักทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา อันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยมีพฤติการณ์หลอกลวงผู้เสียหายให้เชื่อว่าสามารถช่วยเหลือผู้ต้องขังในเรือนจำให้ได้รับการประกันตัว และเรียกรับเงินเป็นค่าดำเนินการ ตรวจพบข้อมูลธุรกรรมเชื่อมโยงกับเครือข่ายบัญชีม้าของเว็บไซต์พนันออนไลน์ โดยยึดและอายัดทรัพย์สินจำนวน 128 รายการ (เช่น สินค้าแบรนด์เนม นาฬิกาข้อมือ วัตถุมงคล ยานพาหนะ และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) มูลค่าประมาณ 173 ล้านบาท

2.รายคดีนางสาวธัญชนก กับพวก: กรณีความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการลักลอบหนีศุลกากร ซึ่งเป็นผลจากการบูรณาการของกระทรวงมหาดไทย ฝ่ายปกครอง และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ในการตรวจค้นจับกุมร้านจำหน่ายบุหรี่และสุราผิดกฎหมายในจังหวัดสงขลา พบการใช้บัญชีเงินฝากธนาคารของบุคคลต่างด้าวในการโอนและรับโอนเงินที่ได้จากการกระทำความผิด โดยยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิด จำนวน 104 รายการ (เช่น ที่ดิน สิทธิเรียกร้องตามสัญญาประกันชีวิต และเงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร) รวมมูลค่าประมาณ 94 ล้านบาท

3.การขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน (เพิ่มเติม) รายคดีนางสาวแตงไทย กรณี MR.LEAK YIM นางวิรินยาฯ MR.SMITH BEN หรือเบน สมิธและนางสาวแคทรียาฯ กับพวก: ซึ่งปัจจุบันมีทรัพย์สินที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลแพ่ง มูลค่าประมาณ 12,123 ล้านบาท โดยในการนี้ เป็นการส่งเรื่องให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน (เพิ่มเติม) มูลค่าประมาณ 8,165 ล้านบาท ทำให้รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ดำเนินการในรายคดีนี้ทั้งหมดกว่า 20,288 ล้านบาท

การส่งมอบเงินคืนให้แก่ผู้เสียหาย

 ในกรแถลงจ่าวสำนักงาน ปปง. ได้ส่งมอบเงินคืนให้แก่ผู้เสียหายในความผิดมูลฐานตามคำสั่งของศาลแพ่งที่คดีถึงที่สุดแล้ว รวม 4 รายคดี อันเป็นมาตรการคุ้มครองสิทธิของประชาชน โดยรวมเงินที่คืนให้แก่ผู้เสียหายทั้งสิ้นกว่า 115 ล้านบาท ดังนี้:

1.รายคดีนางสาวศิริพร กับพวก: กรณีลักทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จำกัด โดยคืนเงิน 7 ล้านบาท

2.รายคดีร้อยโทสุชัย อดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กับพวก: กรณีทำให้ธนาคารได้รับความเสียหายจากการยักยอกหรือกระทำโดยทุจริตตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน โดยคืนเงิน 106,563,569.49 บาท (หนึ่งร้อยหกล้านห้าแสนหกหมื่นสามพันห้าร้อยหกสิบเก้าบาทสี่สิบเก้าสตางค์) ให้แก่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน)

3.รายคดีนางสาวอรอุมา กับพวก: กรณีฉ้อโกงประชาชน หลอกขายสินค้าแบรนด์เนมออนไลน์ โดยคืนเงิน 440,012.50 บาท

และ 4.รายคดีนางสาวพิมานมาศ กับพวก: กรณีฉ้อโกงประชาชน หลอกลวงว่าเกี่ยวข้องกับการรับพัสดุต้องสงสัย โดยคืนเงิน 1,600,000 บาท

พล.ต.ท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวชื่นชมเจ้าหน้าที่ ปปง. สำหรับผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางกระทรวงยุติธรรมในฐานะหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย เช่น กรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนักงาน กคศ. รวมถึงในฐานะรองประธานกรรมการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและข้ามชาติ จะประสานงานกับทุกหน่วยงานอย่างต่อเนื่อง

นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. ได้กล่าวถึงความสำเร็จที่เกิดขึ้นจากการบูรณาการระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายทางอาญา มีการตรวจสอบเส้นทางการเงินและพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลอย่างใกล้ชิด ย้ำว่ากฎหมายฟอกเงินมุ่งเน้นการตัดวงจรอาชญากรรม โดยเฉพาะคดีสำคัญต่าง ๆ เช่น คดีนายวิริยะ และคดีนางสาวธัญชนก ที่ ปปง. ได้บูรณาการกับกระทรวงมหาดไทยและหน่วยงานอื่น ๆ ในการตรวจสอบและยึดอายัดทรัพย์สิน “ผมยืนยันได้ว่าไม่มีมวยล้มครับท่านครับ เราถึงขยายผลยึดอายัดทรัพย์สินได้เป็นจำนวนมาก” เลขาธิการ ปปง. กล่าวถึงความทุ่มเทของเจ้าหน้าที่ในการส่งสำนวนให้พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
เบน สมิธ
ปปง.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

DSI รับ 8 คดีพิเศษ 2 สำนวนสืบสวน ปมกักตุนน้ำมัน จ่ออกหมายเรียกเพิ่ม
DSI รับ 8 คดีพิเศษ 2 สำนวนสืบสวน ปมกักตุนน้ำมัน จ่ออกหมายเรียกเพิ่ม