"โรม" จี้ "อนุทิน" เร่งจัดการใน 180 วัน ปม สหรัฐฯเตรียมคว่ำบาตรบุคคลเอี่ยวสแกมเมอร์ มีชื่อ "วรภัค" รมช.คลัง อนุทิน 1 ติดโผด้วย ย้ำทำภาพลักษณ์ประเทศสั่นคลอน-เดินหน้าสอบสินบน 40 ล้าน "ไชยชนก" ส่งปลัด DE ชี้แจงแทน -ยัน สว.สีส้มไม่มีอยู่จริง แต่ สว. สีน้ำเงินรู้กันดี ย้ำควรใช้มาตรฐานเดียวกันตรวจสอบ
สำนักข่าว Next News เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวกรณีเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาสแกมเมอร์ โดยเปิดเผยถึงสถานการณ์ล่าสุดที่คณะกรรมาธิการการต่างประเทศของสภาผู้แทนราษฎรสหรัฐอเมริกาได้เสนอต่อกระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ให้ดำเนินการสอบสวนเพื่อลงโทษคว่ำบาตร 26 บุคคลและ 2 บริษัทที่พัวพันกับเครือข่ายสแกมเมอร์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งในรายชื่อดังกล่าวมีการกล่าวถึงนายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลอนุทิน 1
นายรังสิมันต์ระบุว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยอย่างแน่นอน เพราะเมื่อบุคคลระดับรัฐมนตรีถูกกล่าวหาอย่างร้ายแรงเช่นนี้ แต่กลับสามารถขึ้นเป็นรัฐมนตรีได้ ก็ย่อมเกิดคำถามว่าเหตุใดจึงยังไม่ถูกดำเนินการตามกฎหมาย หรือเป็นเพราะอำนาจบารมีและระบบอุปถัมภ์ในรัฐบาลอนุทินที่ให้ความคุ้มครอง ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้จะทำให้ความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทยในสายตานานาชาติตกต่ำ และไม่ใช่เพียงแค่สหรัฐฯ เท่านั้น แต่ทั่วโลกจะมองประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์
จี้ "อนุทิน" เร่งแก้ปัญหา ใน 180 วัน
นายรังสิมันต์เน้นย้ำว่าประเทศไทยไม่ควรปล่อยให้ปัญหาเหล่านี้ถูกซุกไว้ใต้พรมอีกต่อไป และเรียกร้องให้นายอนุทินดำเนินการอย่างจริงจัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำแฟ้มคดีของนายวรภัคกลับมาตรวจสอบเส้นทางการเงินและคดีความที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการสืบสวนบุคคลอื่น ๆ ที่เชื่อมโยงกับกลุ่มธนาคาร BIC หากพบทรัพย์สินที่ผิดปกติ ควรดำเนินการยึดอายัดเพื่อป้องกันการยักย้ายถ่ายโอน
ประธาน กมธ.กฎหมายฯ ยังกล่าวถึงบริษัทมหาชนและบริษัทน้ำมันบางแห่งที่เชื่อว่าอาจเกี่ยวข้องกับขบวนการเหล่านี้ พร้อมเตือนว่าระยะเวลา 180 วันที่สหรัฐฯ กำหนด ไม่ใช่แค่เส้นตายสำหรับรัฐบาลอเมริกันเท่านั้น แต่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย หากไทยยังคงเพิกเฉย ไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหา และรอให้ต่างชาติเข้ามาขยับเอง จะยิ่งส่งผลเสียต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตลาดทุน และความเสียหายโดยรวมต่อประเทศ
เดินหน้าสอบสินบน 40 ล้านบาท "ไชยชนก" ส่งปลัดแทน "วรศิษฎ์ " มาสาย
สำหรับความคืบหน้าในการพิจารณากรณีสินบน 40 ล้านบาท นายรังสิมันต์ ได้ใช้อำนาจเรียกเชิญนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้ามาชี้แจงข้อมูล โดยนายไชยชนกได้ส่งหนังสือแจ้งว่าไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ด้วยตนเองเนื่องจากติดภารกิจ และมอบหมายให้ปลัดกระทรวงดิจิทัลฯ เข้าร่วมแทน
อย่างไรก็ตาม นายรังสิมันต์ตั้งข้อสังเกตว่าทาง กมธ.กฎหมายฯ จะต้องพิจารณาว่าจะรับบุคคลที่ได้รับมอบหมายมาแทนได้หรือไม่ เนื่องจากประเด็นสินบน 40 ล้านบาท เป็นเรื่องเฉพาะตัวที่รัฐมนตรีเองเป็นผู้กล่าวถึงในสภา และไม่แน่ใจว่ารัฐมนตรีเข้าใจประเด็นปัญหาหรือไม่จึงพยายามมอบบุคคลอื่นมาแทน ซึ่งอาจไม่สามารถให้ข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนได้ ส่วนนายวรศิษฎ์ แจ้งว่าจะเดินทางมาด้วยตนเอง แต่คาดว่าจะมาถึงล่าช้าเนื่องจากติดภารกิจ
นายรังสิมันต์กล่าวว่านายวรศิษฎ์จะเป็น "ตัวต่อสำคัญ" ในการใหข้อมูล เพราะนายไชยชนกทราบเรื่อง 40 ล้านบาทจากนายวรศิษฎ์ และการไล่เรียงไทม์ไลน์ของเหตุการณ์จะมีความสำคัญอย่างมากต่อการคลี่คลายคดีนี้
"โรม" ยันไร้ สว. สีส้ม ชี้ต้องใช้มาตรฐานเดียวกันตรวจสอบ
นอกจากนี้ ในประเด็นการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเรื่องการโกง สว. ที่มีการอภิปรายถึงรายงานงบประมาณของ กกต. และข่าวว่ามีอีก 3 สำนวนที่เตรียมเอาผิดกลุ่ม สว. 3 กลุ่ม ได้แก่ สว. ประชาชน, สว. กลุ่มอิสระ และ สว. คณะก้าวหน้า นายรังสิมันต์ โรม ยืนยันว่าไม่มี สว. สีส้มอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่สังคมรับรู้และมีตัวตนจริงคือ สว. สีน้ำเงิน โดยมีความพยายามในการตีตราว่ามี สว. สีส้มเกิดขึ้นจากการต้องการตรวจสอบอย่างเข้มข้นของฝ่ายค้านและภาคประชาสังคม เพื่อพยายามบอกว่า "ถ้าผมชั่วคุณก็ต้องชั่วเหมือนกับผม" ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่แปลกประหลาด
นายรังสิมันต์เน้นย้ำว่า กมธ.กฎหมายฯ ไม่เคยออกมาปกป้องหรือเรียกร้องให้เลือกปฏิบัติกับ สว. กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง สิ่งที่ต้องการเห็นคือ "มาตรฐานเดียวกัน" ในการตรวจสอบ หากมีพยานหลักฐานใด ๆ ไม่ว่าจะเป็น สว. คนไหน ก็ต้องปฏิบัติตามแนวทางเดียวกัน พร้อมแยกแยะการกระทำที่ชัดเจนว่าการโกง สว. มีหน้าตาอย่างไร ระหว่างการจ้างคนมาสมัครเพื่อโหวต ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดชัดเจน กับการที่ประชาชนรวมกลุ่มกัน พูดคุย และนำเสนอตัว ซึ่งมีความแตกต่างกันมาก และหากพบเส้นทางการเงินหรือเบอร์โทรศัพท์ที่เชื่อมโยงถึงใคร ก็ต้องจัดการทั้งหมด ไม่ใช่การนำมาถกเถียงเรื่องสีของ สว.




