เจาะลึกประวัติ 'ยูจีน แทง' จากอดีตบิ๊กการเงินสิงคโปร์สู่ปมครหาฟอกเงินข้ามโลก เปิดเส้นทางชีวิตจากนายธนาคารชั้นนำ ก่อตั้ง บ. CAI บริหารสินทรัพย์หมื่นล้าน สู่ปมจัดโครงสร้างนอมินีเอื้อ "เบน สมิธ-ยิม เลียก" ผันเงินสแกมเมอร์กัมพูชาผ่าน B.I.C. Bank เข้าไทย กว้านซื้อหุ้นบลูชิพ BCP - VGI - MFC-พัวพันโครงการสแกมม่านตา DE ก่อนโดนสิงคโปร์รวบตัว-ทางการไทยร่อนหมายจับยึด 2.6 หมื่นล้าน
หมายเหตุสำนักข่าว Next News: สืบเนื่องจากที่เป็นข่าวเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 กรณีศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้แถลงข่าวปฏิบัติการทลายเครือข่ายคดีฟอกเงินข้ามโลก รายใหญ่ของนายเบน สมิธ หรือเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์และนายยิม เลียก ซึ่งมีพฤติการณ์ซ่อนเงินผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายชั้น ก่อนแปรสภาพเป็นหุ้นขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยบางช่วงบางตอนของการรแถลงข่าว เจ้าหน้าที่ระบุว่าได้มีการขอศาลออกหมายแดงกับผู้ต้องหาจำนวน 6 รายได้แก่
1.นายเบน สมิธ หรือเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ อายุ 48 ปี: เป็นผู้ตัดสินใจและสั่งการ มีหน้าที่วางแผนจัดการเกี่ยวกับการลงทุนในเงินที่ได้มาจากการฟอกเงิน
2.นายยิม เลียก อายุ 40 ปี: ควบคุมธนาคารและกองทุนที่เป็นช่องทางเงิน เป็นผู้นำผิดร่วมในความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงแบบสแกมเมอร์
3. นายยูจีน แทง อายุ 48 ปี สัญชาติสิงคโปร์: บริหารกองทุนในประเทศสิงคโปร์ จัดโครงสร้างผู้ลงทุนและแหล่งเงิน
4.นางสาวแคทรียา บีเวอร์ อายุ 40 ปี สัญชาติไทย (ภรรยาของนายเบน): ถือผลประโยชน์แทน
5.นางสาวสุภารัตน์ สง่าเมือง อายุ 45 ปี: ถือผลประโยชน์แทน
และ 5 นายไคปิง เฉิน อายุ 42 ปี สัญชาติออสเตรเลีย: ผู้ประสานงานในการจัดหาคัดเลือกหุ้นที่จะลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศไทย

บช.ก.ผนึกกำลัง ปปง.-ก.ล.ต.ทลายเครือ 'เบน สมิธ' ออกหมายจับ 7 ผู้ต้องหา
จากกรณีดังกล่าว สำนักข่าว Next News จึงขอนำเสนอประวัติของนายยูจีน แทง มีรายละเอียดดังนี้
นายยูจีน ถัง หรือยูจีน แทงเป็นชาวสิงคโปร์โดยกำเนิด สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านบริหารธุรกิจ (Bachelor of Business Administration) จากมหาวิทยาลัย Royal Melbourne Institute of Technology (RMIT) ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงด้านการบริหารจัดการและการเงินระดับนานาชาติ นอกจากนี้ยังมีความเชี่ยวชาญด้านภาษาศาสตร์โดยสามารถสื่อสารทั้งภาษาอังกฤษและภาษาจีนกลาง (Mandarin) ได้อย่างแตกฉานในระดับธุรกิจ
ทักษะดังกล่าวกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้เขาสามารถสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ (Networking) กับกลุ่มทุน ผู้บริหารสถาบันการเงิน และมหาเศรษฐีในกลุ่มประเทศเอเชียเหนือ ช่น จีน ไต้หวัน และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างกว้างขวาง และกลายเป็นรากฐานสำคัญในสายอาชีพการบริหารจัดการความมั่งคั่งในเวลาต่อมา

นายยูจีน แทง
เส้นทางอาชีพในสถาบันการเงินระดับสากล (Professional Career Trajectory)
ก่อนที่จะเผชิญข้อครหาว่าเกี่ยวข้องกับทุนสีเทา นายยูจีน แทง มีประวัติการทำงานในสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงระดับโลกมาอย่างยาวนาน โดยมีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในด้านการบริหารจัดการความมั่งคั่ง (Wealth Management) การจัดตั้งกองทุนรวม และการให้บริการโครงสร้างสำนักงานครอบครัว (Family Office Solutions) สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีสินทรัพย์สูงระดับ Ultra-High-Net-Worth (UHNW)
ธนาคาร UBS ( สิงคโปร์) (พ.ศ. 2551 - 2555): นายยูจีน แทง เริ่มต้นสายอาชีพในภาคการธนาคารชั้นนำโดยร่วมงานกับ UBS สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่ระดับโลก ในตำแหน่งที่ปรึกษาทางการเงิน (Financial Advisor) ณ จุดนี้ เขาได้เรียนรู้กลไกการจัดตั้งทรัสต์ (Trust Structure) การบริหารความเสี่ยง และการวางแผนภาษีข้ามชาติสำหรับกลุ่มเศรษฐีระดับแถวหน้า
One Asia Investment Partners ( พ.ศ. 2555 - 2558): นายยูจีน แทง ต่อมาได้รับการชักชวนให้เข้าร่วมงานกับ One Asia Investment Partners ในตำแหน่งรองประธานฝ่ายบริหารความมั่งคั่ง (Vice President of Wealth Management) บทบาทหน้าที่หลักของเขาคือการดูแลและบริหารจัดการความมั่งคั่งให้กับกลุ่มครอบครัวมหาเศรษฐีในแถบเอเชียเหนือและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้เขาสามารถเข้าถึงโครงสร้างทางการเงินที่สลับซับซ้อนในภูมิภาค
UOB Kay Hian ( พ.ศ. 2558 เป็นต้นมา): ยูจีน แทง ย้ายไปร่วมงานกับ UOB Kay Hian บริษัทโบรกเกอร์และสถาบันการเงินชั้นนำของสิงคโปร์ ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายแก้ไขปัญหาลูกค้า (Head of Client Solutions) ในตำแหน่งนี้ เขาได้รับมอบหมายบทบาทสำคัญในการจัดตั้งแผนกบริหารความมั่งคั่ง (Wealth Management Division) โดยเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการบูรณาการโครงสร้างกองทุน นิติกรรมทรัสต์ และโซลูชัน Family Office ซึ่งสร้างชื่อเสียงให้เขาอย่างมากในวงการการเงินสิงคโปร์
การก่อตั้ง Capital Asia Investments (CAI) และการเติบโตของกองทุน
ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2560นายยูจีน แทงได้ตัดสินใจก้าวออกจากสถาบันการเงินขนาดใหญ่เพื่อมาเปิดดำเนินธุรกิจของตนเอง โดยร่วมมือกับ นายจอร์จ แทน (George Tan) ก่อตั้งบริษัท Capital Asia Investments (CAI) ขึ้นในประเทศสิงคโปร์
บริษัท CAI ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจจัดการกองทุนประเภท Registered Fund Management Company (RFMC) จากธนาคารกลางสิงคโปร์ (Monetary Authority of Singapore - MAS) ซึ่งเป็นเครื่องการันตีความน่าเชื่อถือในมาตรฐานสากล ภายใต้การบริหารงานของนายยูจีน แทงในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) CAI ประสบความสำเร็จในการขยายฐานลูกค้าและดึงดูดเงินทุนจากทั่วภูมิภาคอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งบริษัทสามารถรายงานมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (Assets Under Management - AUM) สูงกว่า 1.12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4 หมื่นล้านบาท) ส่งผลให้ CAI และตัวนายยูจีน แทงกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นสำคัญในตลาดการเงินสิงคโปร์

ออฟฟิศ CAI ที่สิงคโปร์
จุดเปลี่ยนสู่เครือข่ายการฟอกเงินข้ามชาติ (The Transition to Illicit Operations)
จากการสืบสวนเชิงลึกของหน่วยงานปราบปรามอาชญากรรมทางการเงิน พบว่า ความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิคและเครือข่ายความสัมพันธ์สากลของนายยูจีน แทง ได้กลายเป็นช่องทางหลักในการเปลี่ยน CAI จากบริษัทจัดการกองทุนที่ถูกกฎหมาย ให้กลายเป็น "ท่อส่งเงินสกปรก" (Illicit Financial Conduit) เพื่อลักลอบแปรสภาพเงินที่ได้จากเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์
นายยูจีน แทง ได้เข้าร่วมมือกับกลุ่มทุนและนักธุรกิจที่มีอิทธิพลในภูมิภาค ได้แก่:
นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ (Benjamin Mauerberger): นักโบรกเกอร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดหาท่อส่งเงินข้ามชาติ
นายยิม เลียก (Yim Leak): นักธุรกิจผู้ทรงอิทธิพลชาวกัมพูชา ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับสถาบันการเงินและกลุ่มทุนในประเทศกัมพูชากระบวนการฟอกเงินข้ามชาติของเครือข่ายอาชญากรรมไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ (Scam Network) ในภูมิภาคกัมพูชาและสิงคโปร์ มีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มต้นจากการรวบรวมเงินที่ได้จากการกระทำความผิดเข้าสู่ ธนาคาร B.I.C. Bank ในประเทศกัมพูชา จากนั้นจะทำการโอนย้ายทุนผ่าน กองทุน Capital Asia Investments (CAI) ในประเทศสิงคโปร์ เพื่ออำพรางแหล่งที่มาของเงิน ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการนำเงินสะอาดมาลงทุนในตลาดหุ้นไทยผ่าน บัญชีนอมินีและการซื้อขายหุ้นขนาดใหญ่ (Big Lot) โดยมีเป้าหมายหลักคือการเข้าซื้อ หุ้นบลูชิพ ที่มีความมั่นคงสูง อาทิ BCP, BCPG และ VGI เป็นต้น
โดยเส้นทางการเดินทางของเงินสกปรกเริ่มต้นจากเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชนผ่านระบบคอลเซ็นเตอร์และเว็บสแคมในกัมพูชาและสิงคโปร์ ถูกนำเข้าฝากที่ ธนาคาร B.I.C. Bank ในกัมพูชา จากนั้นจะถูกโอนผ่านโครงสร้างทางการเงินซับซ้อนเข้าสู่กองทุน CAI ในสิงคโปร์เพื่อสร้างภาพว่าเป็นเงินจากการลงทุนที่ถูกกฎหมาย ก่อนจะถูกกระจายตัวเข้าสู่ระบบการเงินไทยผ่านการซื้อขายหุ้นบิ๊กล็อต (Big Lot) และการใช้บัญชีนอมินีเพื่อเข้าถือครองหุ้นในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่
ในการดำเนินแผนการฟอกเงินระดับข้ามชาติ เครือข่ายของของผู้ที่เกี่ยวข้องกับนายยูจีน แทง มิได้มุ่งเน้นเพียงกลไกทางการเงินเท่านั้น แต่ยังวางแผนสร้าง "ตราตั้ง" เพื่อคุ้มกันตนเองและสร้างความน่าเชื่อถือทางการเมืองในประเทศไทย
ในช่วงเดือนมีนาคม 2567 นายจอร์จ แทน ในฐานะตัวแทนของ CAI และเครือข่ายของนายยูจีน แทง ได้เข้ามามีบทบาทในประเทศไทยโดยการร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ใน "โครงการสแกนและเก็บข้อมูลม่านตาของประชาชนไทยจำนวนกว่า 1.2 ล้านคน"
อย่างไรก็ตาม โครงการดังกล่าวได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากภาคประชาชน กลุ่มนักวิชาการด้านความมั่นคงไซเบอร์ และองค์กรสิทธิมนุษยชน ที่ออกมาตั้งคำถามถึงความโปร่งใส มาตรฐานการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการจัดเก็บข้อมูลชีวมิติ สอดคล้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ถูกฝ่ายค้านนำไปเปิดเปิปรายอย่างหนักในสภา โดยยกประเด็นความเสี่ยงเรื่องการละเมิดพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) การขาดมาตรการประเมินผลกระทบด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPIA) ตลอดจนการเปิดช่องให้กลุ่มทุนสีเทาข้ามชาติเข้าถึงและครอบครองข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics) ซึ่งเป็นข้อมูลความมั่นคงที่อ่อนไหวขั้นสูงสุดของประชาชนคนไทย แรงกดดันและการคัดค้านอย่างหนักจากทั้งในและนอกสภานี้ นำไปสู่การระงับโครงการ และการฟ้องร้องดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กับเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด

เส้นทางการเงินของนายยูจีน แทง
บทสรุปคดีความและการออกหมายจับ (Conclusion & Legal Actions)
ความแตกร้าวของเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติเริ่มปรากฏชัดเจนขึ้นในช่วงต้นปี 2569 เมื่อทางการสิงคโปร์ (MAS และหน่วยงานสืบสวนอาชญากรรมทางการเงิน) ได้เปิดปฏิบัติการบุกเข้าจับกุมนายยูจีน แทง เมื่อวันที่ 5 มีนาคม พร้อมทั้งสั่งอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับบริษัท CAI ในสิงคโปร์ไปแล้วคิดเป็นมูลค่ากว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (4.219 พันล้านบาท) พร้อมทั้งยึดเอกสารสิทธิ์ บัญชีธนาคาร และตราสารทางการเงินเพื่อนำไปตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม กระบวนการทางกฎหมายในสิงคโปร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของคดีความข้ามชาติเนื่องจากท่อส่งเงินดังกล่าวได้เชื่อมโยงมายังตลาดทุนไทย
ต่อมาเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เมื่อกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ร่วมกับสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดปฏิบัติการใหญ่พร้อมกันทั่วประเทศ สั่งดำเนินคดีและอนุมัติออกหมายจับกลุ่มผู้ต้องหาหลักในเครือข่ายรวม 6 ราย ซึ่งปรากฏชื่อของ นายยูจีน แทง ตามที่เรียนแล้วเบื้องต้น
ข้อหาหลักที่ทางการไทยอนุมัติออกหมายจับประกอบด้วย:
ร่วมกันฟอกเงิน และสมคบกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน
ความผิดตามพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ. 2535
ในปฏิบัติการดังกล่าว ทางการไทยได้เข้ายึดและอายัดทรัพย์สิน รวมถึงหุ้นไทยในบริษัทจดทะเบียนยักษ์ใหญ่หลายแห่ง (เช่น VGI, BCP, MFC) ที่ถูกเครือข่ายนี้นำเงินสีเทาเข้ามาไล่ซื้อเก็บไว้ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายและสินทรัพย์ที่ถูกยึดอายัดรวมกันสูงถึง 26,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตามแม้จะมีการออกหมายจับไปแล้ว จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะมีการขยายผลเพื่อเยียวยาผู้เสียหายและตามจับผู้ร่วมขบวนการรายใหญ่กว่านี้ได้ในอนาคตหรือไม่




