สื่อจีนโพ้นทะเลเผย ชาวจีนแห่กลับประเทศ หลังกัมพูชาปราบคอลเซ็นเตอร์ครั้งใหญ่ แต่ NGO มาเลย์กังขา แค่เล่นละคร หลังพบศูนย์ฉ้อโกงใหม่ริมชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำคำถามอาชญากรข้ามชาติปราบไม่หมด แค่ย้ายสถานที่
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวอ้างอิงข่าวจากสำนักข่าวต้าสือจวี๋ (大時局) ซึ่งเป็นสื่อของชาวจีนโพ้นทะเลที่มีฐานอยู่ที่ไต้หวันและสหรัฐอเมริกาเป็นหลักได้รายงานข่าวภาษาจีนว่าหลังจากการส่งตัวนายเฉิน จื้อ ประธานกลุ่มบริษัทปริ๊นซ์กรุ๊ปกลับประเทศจีน ก็เกิดเหตุการณ์สำคัญในกัมพูชา เมื่อชาวจีนจำนวนมากหลบหนีออกจากศูนย์คอลเซ็นเตอร์ฉ้อโกงหลอกลวง ทำให้เกิดแถวยาวเหยียดที่สถานทูตจีนในกรุงพนมเปญ สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการปราบปรามการฉ้อโกงทางออนไลน์ที่ดำเนินการโดยทางการกัมพูชาและไทย ซึ่งการปราบปรามดังกล่าวก็ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าจะมีศูนย์ฉ้อโกงแห่งใหม่เกิดขึ้นริมชายแดนไทย-กัมพุชา
สื่อจีนโพ้นทะเลรายงานว่าหลังมีการรายงานการจับกุมบุคคลสำคัญในเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เช่นนายเฉินจื้อ ผู้ก่อตั้งปริ๊นซ์กรุ๊ป (Prince Group) และและนายหวง จี่เมา (Huang Jimao) เจ้าของบริษัทหวง เลอ พาร์ค (Huang Le Park) ซึ่งนายเฉินส่งตัวกลับจีนส่วนนายหวงถูกจับกุมในกัมพูชา การปราบปรามครั้งใหญ่นี้ส่งผลให้ชาวจีนจำนวนมากที่เคยทำงานในศูนย์ฉ้อโกงเหล่านี้ต้องหนีเอาชีวิตรอด พวกเขาหลั่งไหลมายังสถานทูตจีนเพื่อขอความช่วยเหลือในการเดินทางกลับประเทศ
โดยส่วนใหญ่ไม่มีหนังสือเดินทางและต้องดำเนินการขอเอกสารยืนยันตัวตนเพื่อกลับบ้านอย่างถูกกฎหมาย ผู้คนหลายร้อยคนเหล่านี้ปรากฏตัวด้วยใบหน้าอ่อนเพลียและแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่บางเบา หลายคนระบุว่าพวกเขาหนีมาจากศูนย์ในเมืองสีหนุวิลล์ และหวังที่จะกลับประเทศก่อนวันตรุษจีน
แม้ว่ารัฐบาลกัมพูชาจะประกาศเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะ "กำจัดอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางออนไลน์ทั้งหมด" เพื่อยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศ แต่ก็มีข้อกังขาเกี่ยวกับการดำเนินงานนี้ ผู้สังเกตการณ์ตั้งข้อสังเกตว่าชาวจีนจำนวนมากได้เดินทางออกจากอาคารที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นศูนย์ฉ้อโกงหลายวันก่อนที่ทางการจะเข้าตรวจสอบ
รายงานจากคนขับรถตุ๊กตุ๊กในสีหนุวิลล์ยืนยันว่าชาวจีนหลายร้อยคนออกจากศูนย์แห่งหนึ่งก่อนตำรวจจะมาถึง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าอาจมีการแจ้งข่าวล่วงหน้า ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการค้ามนุษย์มองว่าศูนย์ฉ้อโกงเหล่านี้มักจะ "ย้ายทรัพยากร" ล่วงหน้าก่อนการบุกค้น ซึ่งอาจเป็น "การสมรู้ร่วมคิด" เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่ารัฐบาลกำลังปราบปรามอาชญากรรม ขณะเดียวกันก็ปกป้องอุตสาหกรรมฉ้อโกงให้ยังคงดำเนินต่อไปได้
แม้จะมีการปราบปรามในสีหนุวิลล์ แต่ดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์จะยังคงขยายตัวไปยังพื้นที่อื่น ๆ มีรายงานว่ามีศูนย์ฉ้อโกงมากกว่า 50 แห่งตั้งอยู่ใน 13 ภูมิภาค เช่น ปอยเปตและบาวเว็ต ผู้บริหารศูนย์เหล่านี้มักจะย้ายไปยังฐานทัพใหม่เมื่อได้รับข้อมูลภายใน
เมื่อเร็วๆ นี้ องค์กรช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมในมาเลเซียได้เปิดเผยการค้นพบศูนย์ขนาดใหญ่แห่งใหม่ที่ต้องสงสัยชื่อโอว เป่ย ฉวน (Ou Bei Choan) บริเวณชายแดนกัมพูชา-ไทย ศูนย์แห่งนี้มีลักษณะที่ซ่อนเร้นสูง มีกำแพงสูงพร้อมเศษแก้วบนยอด ทางเข้าออกมีการควบคุมอย่างเข้มงวด และหน้าต่างของอาคารที่พักมีลูกกรงเหล็กปิดทึบ คล้ายกับสถานกักกันขนาดใหญ่
การปรากฏตัวของศูนย์ฉ้อโกงแห่งใหม่เหล่านี้ ทำให้เกิดคำถามว่าอาชญากรรมข้ามชาติอาจเป็นปรากฏการณ์ "ปราบไม่หมด แค่ย้ายสถานที่" ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการตรวจสอบอย่างทันท่วงทีและความร่วมมือระหว่างประเทศที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างยั่งยืน





