'เฉิน จื้อ' ผู้ต้องหาคดีโกงข้ามชาติ เจ้าของ Prince Group ยื่นเรื่องศาลนิวยอร์กขอคืนบิตคอยน์ 4.8 แสนล้านบาท ท้าชนกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ทนายความเจ้าตัวข้องใจ FBI ยึดทรัพย์ช่วงเวลาไม่สมเหตุผลแต่ผลการสอบสวนกลับตรงข้าม เพราะคนใกล้ตัวโวหาเงินได้มากถึง 900 ล.ต่อวัน ขณะคำฟ้องชี้เจ้าตัวเคยออกคำสั่งทรมานเหยื่อด้วยตัวเอง แต่ห้ามให้ถึงตาย
สำนักข่าว Next News รายงานข่าวความคืบหน้าการดำเนินคดีกับนายเฉิน จื้อ อ้างอิงข่าวจากสำนักข่าว Sanlih News Network ของไต้หวัน ที่รายงานว่านายเฉิน จื้อ อดีตผู้ทรงอิทธิพลในแวดวงการเมืองและธุรกิจของกัมพูชา และผู้ก่อตั้ง Prince Group ซึ่งปัจจุบันตกเป็นผู้ต้องหาหลักในคดีฉ้อโกงข้ามชาติระดับโลก ได้ยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการต่อศาลรัฐนิวยอร์กในสัปดาห์นี้ เพื่อขอให้คืนบิตคอยน์จำนวน 127,000 เหรียญที่ถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ยึดไป
บิตคอยน์จำนวนมหาศาลนี้มีมูลค่าสูงถึง 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 486,300 ล้านบาท ในช่วงที่ถูกยึดเมื่อปีที่ผ่านมา และถือเป็นสถิติการยึดทรัพย์สินที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ ทำให้คดีนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากทั้งวงการคริปโตเคอร์เรนซีและวงการกฎหมายทั่วโลก
ข้อกล่าวหาและการโต้แย้ง
นายเฉิน จื้อ ซึ่งเคยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ชั้นสูง เช่น บรรดาศักดิ์ "ออกญา" ในกัมพูชา ได้กลายเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรการฉ้อโกงข้ามชาติขนาดใหญ่ แม้ว่าตัวเขาจะถูกส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับไปยังประเทศจีนเพื่อเข้ารับการพิจารณาคดีแล้ว แต่เขาก็ยังคงไม่ยอมแพ้ในการเรียกร้องทรัพย์สินมหาศาลที่ถูกรัฐบาลสหรัฐฯ ยึดไป
ทนายความของนายเฉิน จื้อได้ยืนกรานอย่างแข็งกร้าวในคำร้อง โดยประณามข้อกล่าวหาของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ระบุว่าเขาเป็นผู้บริหารจัดการ "นิคมฉ้อโกง" ว่า "ไม่เป็นความจริงอย่างชัดแจ้ง" และอ้างว่าคำอธิบายที่เกี่ยวข้องเป็นเพียง "ความคิดเห็นประกอบฉากที่คลุมเครือ"
ทนายความยังได้ตั้งคำถามถึงช่วงเวลาการยึดคริปโตเคอร์เรนซีของสำนักสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ว่าไม่สมเหตุสมผล และพยายามปฏิเสธความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่างบิตคอยน์เหล่านี้กับการฉ้อโกงหรือการฟอกเงิน
เบื้องหลังอาณาจักร "หลอกเหยื่อมาเชือด"
อย่างไรก็ตาม ผลการสืบสวนของ FBI กลับเปิดเผยความจริงที่น่าตกใจ: คนสนิทของเฉิน จื้อเคยโอ้อวดเป็นการส่วนตัวว่า Prince Group สามารถทำกำไรสุทธิได้มากกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อวัน หรือประมาณ 972.6 ล้านบาท ในปี 2561 จากการหลอกลวงแบบ "หลอกเหยื่อมาเชือด" (Pig Butchering Scam) รายได้ที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ถูกนำไปเปลี่ยนเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่สามารถโอนข้ามประเทศได้อย่างง่ายดายผ่านธุรกิจเหมืองขุดบิตคอยน์
การสืบสวนเชิงลึกของสำนักข่าว Bloomberg เผยให้เห็นว่าอาณาจักร "หลอกเหยื่อมาเชือด" ของเฉิน จื้อถูกขับเคลื่อนด้วยการใช้แรงงานทาสและความรุนแรง เขาได้พัฒนานิคมเทคโนโลยีหลายแห่งทั่วกัมพูชา เช่น "Golden God of Wealth Technology Park" และ "Mango Park" ซึ่งภายนอกดูเหมือนเป็นศูนย์กลางอสังหาริมทรัพย์ แต่ลับหลังแล้วกลับเป็นโรงงานฉ้อโกงที่กักขังคนงานหลายหมื่นคน
เอกสารคำฟ้องเปิดเผยว่า เฉินจื้อได้ควบคุมดูแลนิคมเหล่านี้ด้วยตนเอง และถึงกับออกคำสั่งอันโหดร้ายว่า "สามารถทุบตีได้ แต่อย่าตีให้ตาย"
เขาฟอกเงินผ่านบริษัทเปลือกหอยกว่า 100 แห่ง และบัญชีธนาคารหลายร้อยบัญชีทั่วโลก โดยมีร่องรอยการดำเนินงานครอบคลุมลอนดอน สิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าอาณาจักรอาชญากรรมนี้มีขนาดใหญ่มากจนถูกเรียกว่า "องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ยุคใหม่"
จุดจบของอาณาจักรและสมรภูมิใหม่
อาณาจักรอาชญากรรมนี้เริ่มพังทลายลงหลังจากที่สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างครอบคลุมในเดือนตุลาคม 2568 และในเดือนมกราคมปีนี้ เฉินจื้อถูกจับกุมที่กรุงพนมเปญ ก่อนจะถูกโกนหนวดแพะที่เป็นเอกลักษณ์และถูกบังคับสวมผ้าคลุมศีรษะสีดำส่งตัวกลับไปยังจีน
แม้ว่าผู้บงการหลักจะถูกจับกุมแล้ว แต่พนักงานอัยการผู้รับผิดชอบคดีเคยเตือนว่า เฉิน จื้อเป็นอัจฉริยะในการจัดโครงสร้างองค์กร และยังมีบริษัทและเงินทุนจำนวนมากที่ยังไม่ถูกคว่ำบาตรและยังคงดำเนินการอยู่ การเคลื่อนไหวอันน่าตกใจของเฉินจื้อที่พยายามเรียกร้องบิตคอยน์ข้ามประเทศในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าการต่อสู้เพื่ออำนาจทางการเงินกับกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ อาจเพิ่งเริ่มต้นเข้าสู่ครึ่งหลังเท่านั้น




