สหรัฐฯ รวบผู้ต้องหา 3 ราย เป็นพลเมืองจีน 1 ราย พลเมืองสหรัฐฯ 2 ราย พฤจิการณ์สมคบคิดลักลอบขนชิป AI สุดล้ำไปจีนโดยใช้บริษัทในไทยเป็นฉากบังหน้า เลี่ยงกฎหมายส่งออก หวังฟันกำไรมหาศาล
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เว็บไซต์กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา ได้เผยแพร่ข่าวแจกกรณีอัยการสหรัฐฯ ได้ประกาศการตั้งข้อหาต่อ นายสแตนลีย์ ยี่ เจิ้ง (Stanley Yi Zheng) ชาวจีน, นายแมทธิว เคลลี (Matthew Kelly) และ นายทอมมี แชด อิงลิช (Tommy Shad English) พลเมืองสหรัฐฯ ในข้อหาสมคบคิดกระทำการลักลอบและละเมิดกฎหมายควบคุมการส่งออก โดยทั้งสามคนถูกกล่าวหาว่าพยายามลักลอบส่งชิปคอมพิวเตอร์ที่ถูกควบคุมการส่งออกซึ่งมีมูลค่านับล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากบริษัทฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์แห่งหนึ่งในรัฐแคลิฟอร์เนีย ไปยังประเทศจีนโดยผิดกฎหมาย โดยใช้ประเทศไทยเป็นเส้นทางผ่าน
นายธีโอดอร์ เอส. เฮิร์ตซ์เบิร์ก (Theodore S. Hertzberg) อัยการสหรัฐฯ กล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาเทคโนโลยีที่ละเอียดอ่อนไม่ให้ตกไปอยู่ในมือผู้ไม่หวังดี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสูงสุดต่อความมั่นคงแห่งชาติและความสามารถในการแข่งขันของสหรัฐฯ ขณะที่นายเจสัน เจ. ซาร์เกนสกี้ (Jason J. Sargenski) เจ้าหน้าที่พิเศษผู้ดูแลสำนักงานสืบสวนคดีอาญาของกระทรวงกลาโหม (DCIS) ระบุว่า เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ขั้นสูง เช่น หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อปัญญาประดิษฐ์ทางการทหารและความสามารถในการป้องกันประเทศ การกระทำที่พยายามจัดหาหรือส่งออกเทคโนโลยีเหล่านี้อย่างผิดกฎหมายเพื่อผลกำไรเป็นการนำความมั่นคงแห่งชาติไปสู่ความเสี่ยง
เบื้องหลังแผนการสมคบคิด
ตามคำฟ้องและข้อมูลที่นำเสนอต่อศาล แผนการสมคบคิดได้เริ่มต้นขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2566 เมื่อนายเจิ้ง นายเคลลี และนายอิงลิช เริ่มต้นวางแผนร่วมกันเพื่อจัดหาเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ที่บรรจุชิปควบคุมการส่งออก จากบริษัทฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์แห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย (บริษัทที่ 1) และจัดส่งไปยังประเทศไทย โดยมีจุดหมายปลายทางสุดท้ายคือประเทศจีน ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายสหรัฐฯ
ผู้ต้องหาทั้งสามได้ใช้ชื่อบริษัทในประเทศไทยเป็นผู้ซื้อเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์ปลอม เพื่อตบตาเจ้าหน้าที่ ทั้งที่เจตนาแท้จริงคือการนำชิป AI ต้นกำเนิดจากสหรัฐฯ ไปยังประเทศจีน
ในเดือนตุลาคม 2566 นายอิงลิชซึ่งแอบอ้างว่ากระทำการในนามของบริษัทในประเทศไทย ได้สั่งซื้อเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์จำนวน 750 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าประมาณ 170 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 5,604,900,000 บาท) จากบริษัทที่ 1 ในจำนวนนี้ 600 เครื่องบรรจุชิปคอมพิวเตอร์ที่อยู่ในบัญชีควบคุมการส่งออกของกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ และต้องมีใบอนุญาตเพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน
ในการสั่งซื้อครั้งนั้น นายอิงลิชได้ลงนามใน "การรับรองคอมพิวเตอร์ขั้นสูง" โดยรับรองว่าเซิร์ฟเวอร์ดังกล่าวไม่ได้มีจุดหมายปลายทางที่ประเทศจีนหรือประเทศอื่นใดที่อยู่ภายใต้ข้อกำหนดการส่งออกที่เข้มงวด
ในเดือนมกราคม 2567 นายอิงลิชได้โอนเงินมากกว่า 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (หรือประมาณ 659,400,000 บาท) ไปยังบริษัทที่ 1 เพื่อเป็นค่าชำระบางส่วนสำหรับการสั่งซื้อในเดือนตุลาคม 2566 อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการหารือทางอีเมลเกี่ยวกับการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎระเบียบสำหรับการสั่งซื้อดังกล่าว นายอิงลิชได้ขอให้เพิ่มชื่อนายเจิ้งและนายเคลลีเข้าร่วมในอีเมล
ซึ่งทำให้บริษัทที่ 1 ตั้งข้อสังเกตว่าบริษัทของนายเจิ้งมีฐานที่อยู่ในประเทศจีน และรู้สึก "แปลก" ที่ไม่มีใครจากบริษัทในประเทศไทยอยู่ในรายชื่อผู้รับสำเนา บริษัทที่ 1 ยังระบุด้วยว่า "จีนเป็นประเทศที่ถูกคว่ำบาตรโดยรัฐบาลสหรัฐฯ บริษัทของสหรัฐฯ ถูกจำกัดไม่ให้ขายให้กับธุรกิจหรือผู้ใช้งานปลายทางที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศจีน"
ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ที่อยู่ใน 600 เซิร์ฟเวอร์ที่นายอิงลิชสั่งซื้อ (บริษัทที่ 2) ได้ดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยความพยายามของบริษัทที่ 2 ในการตรวจสอบผู้ใช้งานปลายทางของชิปคอมพิวเตอร์ในประเทศไทยไม่สำเร็จ ท้ายที่สุด การสั่งซื้อในเดือนตุลาคม 2566 จึงไม่เสร็จสมบูรณ์
แม้ว่าดีลในเดือนตุลาคม 2566 จะไม่คืบหน้า แต่ในเดือนเมษายน 2567 นายอิงลิชซึ่งแอบอ้างว่ากระทำการในนามของบริษัทในประเทศไทยแห่งที่สอง ได้พยายามสั่งซื้อเซิร์ฟเวอร์คอมพิวเตอร์อีก 500 เครื่องจากบริษัทที่ 1 ที่บรรจุชิปควบคุมการส่งออก
โดยนายอิงลิชได้ลงนามใน "การรับรองผู้ใช้งานปลายทาง" โดยระบุว่าบริษัทในประเทศไทยเป็นผู้ใช้งานปลายทางสำหรับการสั่งซื้อครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม ดีลนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จเช่นเดียวกับดีลในเดือนตุลาคม 2566
หลักฐานจากบทสนทนา
ข้อความที่ได้รับจากการสืบสวนได้เผยให้เห็นถึงแง่มุมของการสมคบคิด โดยแสดงให้เห็นว่านายเจิ้ง นายอิงลิช และนายเคลลี ได้หารือกันเกี่ยวกับ "การจัดตั้งองค์กรปลอม" เพื่อช่วยให้การจัดซื้อชิปคอมพิวเตอร์สำเร็จลุล่วง หารือเกี่ยวกับมูลค่าของชิปคอมพิวเตอร์ในประเทศจีน และการชักชวนผู้อื่นเข้าร่วมในแผนการ
ตัวอย่างเช่น ในเดือนมิถุนายน 2566 ในการสนทนากลุ่มกับนายเจิ้งและนายอิงลิชในหัวข้อ "GPU Partnership" นายเคลลีระบุว่า "พวกเขาเพียงแค่ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท ลูกค้า รายได้ของคุณ"
ขณะที่นายเคลลีพูดกับนายอิงลิชว่าต้องทำให้บริษัทของตนซึ่งบอกว่าอยู่ที่ไทยดูน่าเชื่อถือและมีข้อมูลสาธารณะที่ถูกต้องเหมือนบริษัทใหญ่อย่าง CDW เพื่อตอบสนองความต้องการข้อมูลเพิ่มเติม แต่นายอิงลิชสารภาพว่าตนเองได้ปลอมแปลงเอกสารและรายละเอียดเหล่านี้ไปแล้วหลายสัปดาห์ก่อน
ต่อมาในเดือนกรกฎาคม 2566 ในการสนทนากลุ่มเดียวกัน นายเจิ้งได้ส่งข้อความหารือเกี่ยวกับมูลค่าตลาดของชิปคอมพิวเตอร์ของบริษัทที่ 2 ในประเทศจีน แสดงให้เห็นว่านายเจิ้ง นายอิงลิช และนายเคลลี ทราบดีว่าจุดหมายปลายทางสุดท้ายสำหรับชิปคอมพิวเตอร์คือประเทศจีน
จากนั้นในเดือนมีนาคม 2567 นายเคลลีได้ส่งข้อความร่างคำชวนไปยังนายเจิ้ง เพื่อให้นายเคลลีส่งร่างคำชวนต่อไปยังผู้อื่น ข้อความดังกล่าวระบุว่า: "ฉันกำลังดำเนินการจัดจำหน่ายระบบ GPU พร้อมชิป [บริษัทที่ 2] สำหรับซูเปอร์คอมพิวเตอร์ ... เรา ... มีลูกค้าบางรายในประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศต้องห้ามสำหรับการจัดจำหน่าย มันเป็นธุรกิจที่ทำกำไรได้มากในขณะนี้ – กำไรนับล้านดอลลาร์ต่อการสั่งซื้อ – ดังนั้นเราจึงกำลังมองหาพันธมิตร หนึ่งคือคุณสามารถหาลูกค้าที่ต้องการ GPU สำหรับโซลูชั่นซูเปอร์คอมพิวเตอร์ของพวกเขา หรือสองคือพวกเขาสามารถทำหน้าที่เป็นพันธมิตรผ่านทางสำหรับลูกค้าในประเทศจีน แจ้งให้เราทราบหากคุณสนใจที่จะหารือเรื่องนี้ต่อ"
ประมาณ 28 นาทีหลังจากส่งข้อความร่างคำชวนไปยังนายเจิ้ง นายเคลลีได้รับข้อเสนอแนะจากนายเจิ้ง โดยนายเจิ้งระบุว่า: "อย่าเอ่ยถึงประเทศจีนเด็ดขาด" นายเจิ้งอธิบายว่าส่วนต่างๆ ของข้อความของนายเคลลีที่อ้างอิงถึงประเทศจีนจำเป็นต้องถูกลบออก เนื่องจาก "เราจะดึงดูดความสนใจจากรัฐบาลสหรัฐฯ ในการละเมิดข้อห้าม"
ในการตอบกลับ นายเคลลีระบุว่าข้อมูลที่คล้ายกันนี้ได้ถูกแจ้งให้บุคคลอื่นทราบแล้ว นายเจิ้งตอบกลับว่า: "เราแค่พูดถึงมัน ไม่มีใครสามารถยึดเป็นหลักฐานปรักปรำเราได้"
ในเวลาต่อมานายสแตนลีย์ ยี่ เจิ้ง อายุ 56 ปี จากฮ่องกง ประเทศจีน ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 และปรากฏตัวต่อหน้าผู้พิพากษาศาลแขวงสหรัฐฯ นางลิซ่า เจ. ซิสเนรอส (Lisa J. Cisneros) พอมาถึงวันที่ 23 มีนาคม 2569 รัฐบาลสหรัฐฯได้ยื่นขอให้ควบคุมตัวนายเจิ้งไว้ในความดูแลของรัฐบาลกลางและไม่ให้ประกันตัวระหว่างรอการพิจารณาคดี
หมายเหตุ:ในบทความต้นทางไม่มีการระบุชื่อบริษัทไทย จึงทำให้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าบริษัทในไทยนั้นมีตัวตนจริงหรือไม่




