News Logo
หน้าแรก
JFM แฉโบรกเกอร์ค้าอาวุธเมียนมาเตรียมฮุบหุ้น บ.ไทย ผ่านตลาดหลักทรัพย์

JFM แฉโบรกเกอร์ค้าอาวุธเมียนมาเตรียมฮุบหุ้น บ.ไทย ผ่านตลาดหลักทรัพย์

25 เม.ย. 2569 06:00
ผู้ชม 513 คน

JFM แฉเครือข่ายโบรกเกอร์ค้าอาวุธให้กองทัพเมียนมาเตรียมฮุบหุ้นบริษัทไทยผ่านตลาดหลักทรัพย์ รวมมูลค่า 300 ล้าน เตือนส่อแววฟอกเงิน เผยประวัตินักค้าอาวุธพบเคยพยายามขนเงิน 12 ล้านออกจากสิงคโปร์โดยสำแดงที่มาไม่ได้

สำนักข่าว Next News รายงานข่าวอ้างอิงรายงานที่เปิดเผยโดยกลุ่มนักเคลื่อนไหวจัสติซ ฟอร์ เมียนมา (JFM) ซึ่งเปิดเผยเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 โดยรายงานระบุว่าเครือข่ายธุรกิจที่เชื่อมโยงกับนายจอ มิน อู โบรกเกอร์ค้าอาวุธชาวเมียนมาผู้เป็นที่รู้จัก ได้พยายามเข้าซื้อหุ้นในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไทยผ่านการจัดสรรหุ้นส่วนตัว

นายจอ มิน อู เป็นบุคคลสำคัญในการจัดหาเครื่องบินรบจากรัสเซียให้แก่กองทัพอากาศเมียนมา ซึ่งถูกใช้ในการโจมตีพลเรือน นอกจากนี้ เขายังถูกคว่ำบาตรโดยสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร และแคนาดา ในข้อหาอำนวยความสะดวกในการค้าอาวุธและทำหน้าที่เป็นคนกลางให้แก่กองทัพ

เครือข่าย สกายเอวิเอเตอร์ ของนายจอ มิน อู กำลังจะเข้าถือหุ้นในสัดส่วนที่จะทำให้กลายเป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดใน บริษัทแห่งหนึ่ง โดยกลุ่ม JFM ซึ่งเป็นกลุ่มนักเคลื่อนไหว ได้ออกมาเตือนว่า การจัดสรรหุ้นส่วนตัวในครั้งนี้ อาจอำนวยความสะดวกในการฟอกเงิน

JFM เปิดเผยว่า ผู้ถือหุ้นของบริษัทแห่งนี้ มีกำหนดลงคะแนนเสียงในวันจันทร์ที่ 27 เมษายนนี้ สำหรับการจัดสรรหุ้นส่วนตัวมูลค่า 300 ล้านบาท โดยเกี่ยวข้องกับสองบริษัทเชลล์สัญชาติไทย ได้แก่ บริษัท สกาย จำกัด (ขอสงวนชื่อเต็ม) และ บริษัท เฮลิ จำกัด (ขอสงวนชื่อเต็ม) ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2567 บริษัททั้งสองเป็นบริษัทย่อยของบริษัท สกาย เอเวีย เทรดดิ้ง พีทีอี ลิมิเต็ด และ เฮลิ เอเชีย เทรดดิ้ง พีทีอี ลิมิเต็ด ในสิงคโปร์ ซึ่งนายจอ มิน อู เป็นผู้ก่อตั้งในปี 2558 และเกี่ยวข้องกับการค้าเฮลิคอปเตอร์และชิ้นส่วนอะไหล่เครื่องบิน ทั้งนี้ นายจอ มิน อู เคยถูกตัดสินว่ามีความผิดในปี 2567 ในข้อหาพยายามเดินทางออกจากสิงคโปร์โดยมีเงินสดที่ไม่ได้สำแดงมากกว่า 500,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 12,675,000 บาท

ตามข้อมูลจาก JFM สัดส่วนการถือหุ้นที่เสนออยู่ที่ 23.25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 25 เปอร์เซ็นต์เล็กน้อยที่จะนำไปสู่การเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด (Mandatory Tender Offer) และต้องมีการเปิดเผยข้อมูลผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริงอย่างเข้มงวดมากขึ้น

เวลแคป แอดไวซอรี่ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินอิสระของบริษัทแห่งนี้ได้ออกรายงานเมื่อวันที่ 1 เมษายน โดยสรุปว่า "การดำเนินการธุรกรรมนี้ไม่เหมาะสม" ตามที่ JFM ระบุ ที่ปรึกษายังเตือนถึงความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินทุน และความเสี่ยงสูงที่จะมีการสอบสวนเรื่องการฟอกเงินในอนาคต ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อผู้ถือหุ้นของบริษัทได้

JFM ได้เรียกร้องให้หน่วยงานของไทย "สอบสวนอย่างเต็มที่ว่าธุรกรรมของบริษัทแห่งนี้ เข้าข่ายการฟอกเงินภายใต้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือไม่ รวมถึงการเป็นเงินที่ได้จากการค้าอาวุธ การหลีกเลี่ยงการคว่ำบาตร และอาชญากรรมข้ามชาติ"

"หน่วยงานกำกับดูแลของไทยต้องดำเนินการเพื่อป้องกันไม่ให้การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกลายเป็นช่องทางในการฟอกเงินที่ได้จากอาชญากรรมระหว่างประเทศ" นางสาว ยาดานาร์ หม่อง โฆษกของ JFM กล่าว

นอกจากนี้ กลุ่ม JFM ยังได้เรียกร้องให้ทางการสิงคโปร์สอบสวน นายวี ลี เหลียน บริษัท สกาย เอเวีย เทรดดิ้ง และบุคคลที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับการขนส่งเครื่องยนต์เทอร์โบพร็อพจากบริษัท มอเตอร์ ซิช ในเดือนมิถุนายน 2566 ซึ่งอาจละเมิดกฎหมายควบคุมสินค้าเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Goods (Control) Act) ของสิงคโปร์

ที่มา:https://www.irrawaddy.com/news/myanmars-crisis-the-world/notorious-myanmar-arms-broker-seeks-stake-in-thai-firm.html

สำนักข่าว Next News รายงานข่าวเพิ่มเติมว่าสำหรับบริษัทไทยแห่งนี้ จากการตรวจสอบพบว่าดำเนินธุรกิจในลักษณะบริษัทที่เข้าถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) โดยมีการกระจายการลงทุนไปในหลากหลายอุตสาหกรรมเพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงิน

โครงสร้างธุรกิจหลักในปัจจุบันเน้นไปที่ ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งครอบคลุมทั้งการบริหารจัดการพลังงานทดแทนและการรับเหมาก่อสร้าง ควบคู่ไปกับ ธุรกิจการเงิน ที่ให้บริการด้านสินเชื่อและส่วนงานบริหารสินทรัพย์ นอกจากนี้บริษัทยังมีการขยายตัวเข้าสู่ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เพื่อพัฒนาที่อยู่อาศัย รวมถึง ธุรกิจพาณิชย์ ที่จำหน่ายสินค้าและบริการทั่วไป

ส่วนโครงสร้างกรรมการบริหารในปัจจุบันพบว่ามีนายทหารยศพลเอกเป็นประธานกรรมการและกรรมการอิสระ ทำหน้าที่วางรากฐานนโยบายร่วมกับคณะกรรมการบริษัทที่มีผู้ทรงคุณวุฒิหลายคนที่เป็นพลเรือน

และล่าสุดเมื่อวันที่ 24 เมษายนที่ผ่านมานี้เอง บริษัทไทย ที่ถูกกล่าวชื่อในสื่อเมียนมานั้นได้เข้าชี้แจงต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เกี่ยวกับการออกหุ้นเพิ่มทุนให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement: PP) จำนวน 700 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 350 ล้านบาท โดยบริษัทอ้างตอนหนึ่งว่าได้ทำ Due Diligence หรือกระบวนการตรวจสอบเข้มข้น อย่างเต็มความสามารถ โดยตรวจสอบผ่านระบบตรวจสอบชื่อบุคคลที่ถูกคว่ำบาตรของสำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศ เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการคลังสหรัฐฯ (OFAC), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.), และตำรวจสากล (Interpol) แล้ว ไม่พบรายชื่อผู้ลงทุนอยู่ในบัญชีดำหรือมีพฤติกรรมเป็นนอมินี

อย่างไรก็ตามจนถึงตอนนี้ไม่ปรากฎหลักฐานว่ากรณีที่บริษัทได้ชี้แจงกับ ก.ล.ต. นั้นเป็นกรณีเดียวกับที่สื่อเมียนมาได้ลงข่าวหรือไม่

หมายเหตุ: สืบเนืองจากที่สำนักข่าวยังไม่ได้ติดต่อกับบริษัทไทยที่ถูกกล่าวถึงในเอกสารข่าวต้นทาง ดังนั้นสำนักข่าว Next News จึงขอปิดชื่อบริษัทดังกล่าวเอาไว้เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายเพิ่มเติม

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'นภินทร' แจงร่วมธุรกิจลูก 'พิพัฒน์' รู้จักกัน ทำแล้วไม่ดีเลยถอนหุ้น
'นภินทร' แจงร่วมธุรกิจลูก 'พิพัฒน์' รู้จักกัน ทำแล้วไม่ดีเลยถอนหุ้น