กฤษฎีกา ตีความให้ส่ง คกก.สรรหาชุดเดิม ตรวจสอบวินิจฉัยปมคุณสมบัติ ‘ประธาน กสทช.’ ส่อเข้าข่ายลักษณะต้องห้าม ก่อนโปรดเกล้าฯ เหตุยังไม่เลิกวิชาชีพ ต้องสละสิทธิ–สรรหาใหม่หรือไม่
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา ได้ตอบข้อหารือผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีมีผู้ร้องเรียน (ปกปิดชื่อ) ขอให้พิจารณาและแสวงหาข้อเท็จจริง กรณีกล่าวอ้างว่านายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 พิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ล่าช้าและไม่มีความคืบหน้า
โดยคณะกรรมการกฤษฏีกา (คณะที่ 1 ) ได้พิจารณาข้อหารือแล้วเห็นว่า กรณีข้อร้องเรียนคุณสมบัติ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ว่าส่อเข้าลักษณะเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) เนื่องจากยังมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด เป็นผลให้ต้องดำเนินการสรรหาใหม่ ขณะที่กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นเรื่องที่ยังอยู่ในหน้าที่อำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิม ที่จะต้องตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนต่อไปตามกฏหมาย
คณะกรรมการกฤษฏีกา (คณะที่ 1 ) ระบุรายละเอียดว่า ได้พิจารณาข้อหารือของสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้นแล้ว และฟังคำชี้แจงเพิ่มเติมจากผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 วุฒิสภา ได้มีมติให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. และประธานวุฒิสภา ได้อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 ออกประกาศกำหนดระยะเวลาให้ผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าว โดยให้แสดงหลักฐานภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่ออกประกาศ ซึ่งครบกำหนดในวันที่ 11 มกราคม 2565
โดยในช่วงเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ เป็นประธาน กสทช. เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 ปรากฏว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ดำรงตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และได้ลาออกจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 แต่ยังเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยซึ่งทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงในเดือนมกราคม 2565 จนถึงเดือนเมษายน 2565 และได้รับค่าตอบแทนในการทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วย ในตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 โดยไม่ได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าว
คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ได้พิจารณาข้อเท็จจจริงดังกล่าวแล้ว เห็นว่า กรณีนี้มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเพียงประเด็นเดียวว่า องค์กรใดมีอำนาจวินิจฉัยว่าผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 และได้ปฏิบัติตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรฯ หรือไม่ โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) เห็นว่า มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) อยู่ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้น ต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ในกรณีที่ไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ และให้ดำเนินการสรรหาใหม่ โดยผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้ จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้ และให้นำความในมาตรา 16 วรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม
ดังนั้น แม้ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ จะได้ลาออกจากตำแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 อันเป็นการแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามที่มาตรา 18 บัญญัติไว้แล้วส่วนหนึ่ง แต่เมื่อปรากฎข้อเท็จจริงตามที่สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งให้ทราบว่าศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ ยังทำหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงเรื่อยมาจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565
ทั้งนี้ โดยอ้างถึงหนังสือมหาวิทยาลัยมหิดล ถึงสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ลับ ด่วนที่สุด ที่ อว 78/ล ไม่ปรากฏวันที่ เดือนพฤษภาคม 2567 ซึ่งแม้จะเป็นวันก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. ก็อาจเข้าลักษณะเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และอาจเป็นส่วนที่แสดงให้เห็นว่ายังมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด
จึงอาจเข้าข่ายข้อสันนิษฐานได้ว่าสละสิทธิในการรับแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาดของกฎหมายตามมาตรา 18 อันเป็นผลให้ต้องดำเนินการสรรหาใหม่ จึงเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ชุดเดิม จะต้องเป็นผู้ดำเนินการตามมาตรา 16 วรรคห้า ประกอบกับมาตรา 18 ต่อไป และเมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กรณีจึงเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมนั้น และเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมนั้นที่จะต้องตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนนั้นต่อไปตามนัยมาตรา 15/1
ผู้สื่อข่าว Next News รายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับมาตรา 15/1 ระบุว่า ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัยคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด
การเสนอเรื่องเพื่อให้คณะกรรมการสรรหาวินิจฉัยตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการสรรหากำหนด
การวินิจฉัยให้ใช้วิธีลงคะแนนโดยเปิดเผย
ให้นำความในวรรคหนึ่ง วรรคลอง และวรรคสาม มาใช้บังคับแก่กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการสรรหาด้วยโดยอนุโลม แต่กรรมการสรรหาที่ถูกกล่าวหาขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามจะอยู่ในที่ประชุมในขณะพิจารณาและวินิจฉัยมิได้





