สแกนทีมกุนซือ 'ศุภจี' ระดมกูรูชั้นนำ เน้นช่วยงานการค้าต่างประเทศ แต่งานในประเทศยังไร้ขุนศึก จับตากู้ระเบิดเวลาวิกฤตค่าครองชีพ เสี่ยงพารัฐบาลจบเห่
เป็นที่ฮือฮากันพอสมควร เมื่อ 'ศุภจี สุธรรมพันธุ์' รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หารือกับคณะผู้เชี่ยวชาญระดับชั้นนำของประเทศในหลากหลายสาขา 12 คน ที่ทาบทามเป็นคณะที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรี 9 คน ได้แก่
1.'วีระศักดิ์ โควสุรัตน์'อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
2.'ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล' กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ เลขานุการบริษัทและกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 3.'รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม' Executive Director, ASEAN Foundation, Jakarta
4.'ณัฐ เหลืองนฤมิตชัย' ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุนจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
5.'ดร.ยรรยง ไทยเจริญ' หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC)
6.'ผศ.ดร.อาร์ม ตั้งนิรันดร' ผู้อำนวยการศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา
7.'ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย' กรรมการผู้จัดการ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร บริษัท หลักทรัพย์ เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน)
8.'ภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์' อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
9.'อนันต์ ลาภสุขสถิต' ประธานสถาบัน เค อะโกรอินโนเวท ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเกษตร เกษตรแปรรูป และ Sustainability
อีก 3 คนทาบทามมานั่งเป็น 'ผู้แทนการค้าไทย' (Thailand Trade Representatives, TTR) ได้แก่
1.'นงนุช เพ็ชรรัตน์' อดีตเอกอัครราชทูตประจำสาธารณรัฐออสเตรียและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี
2.'ชุตินทร คงศักดิ์' อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงนิวเดลี
3.'วีระพงษ์ ประภา' อดีตผู้แทนการค้าไทย ประจำสหภาพยุโรป
และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เพิ่งยื่นใบลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้ว

Portrait Cover Image
เปิดโพรไฟล์ 12 'กุนซือ' ดรีมทีม ‘ศุภจี’ แก้วิกฤตประเทศ
@ กุนซืองานด้านการค้าต่างประเทศสายแข็ง
อย่างไรก็ดี เมื่อสแกนโปรไฟล์กุนซือแต่ละท่าน ส่วนใหญ่จะเป็นนักวิชาการ นักวิเคราะห์ด้านการต่างประเทศและการลงทุน จะมีก็แต่ 'วีระศักดิ์ โควสุรัตน์' ที่น่าจะมาช่วยงานด้านท่องเที่ยว ซึ่ง 'ศุภจี' กำกับดูงานนี้ด้วย และ 'อนันต์ ลาภสุขสถิต' ที่จะมาช่วยงานด้านเกษตร
เมื่อรวมกับทีมงานของ 'ศุภจี' รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สมัยที่ผ่านมา ทั้ง 'ดร.กิริฎา เภาพิจิตร' ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ อดีตผู้อำนวยการโครงการวิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงลึก ทีดีอาร์ไอ และอดีตนักเศรษฐศาสตร์อาวุโสธนาคารโลก
'บรรจงจิตต์ อังศุสิงห์' ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลูกหม้อกระทรวงพาณิชย์ เคยเป็นอธิบดีหลายกรม อาทิ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า, อีกคน 'วรวุฒิ โปษกานนท์' เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เคยสังกัดกรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
คาดว่าทีมเก่าทั้ง 3 คน คงกลับมาทำหน้าที่เหมือนเดิม
จะเห็นว่าทีมงานและกุนซือของ 'ศุภจี' จะให้น้ำหนักไปที่งานด้านต่างประเทศ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์
@โจทย์หินเร่งหาวัตถุดิบ-ประคองส่งออก
ปัจจุบันเรื่องที่เกี่ยวกับการค้าระหว่างประเทศ มีปัญหาเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งแก้ไข คือการนำเข้าวัตถุดิบหลายอย่างที่มีปัญหาจากการสู้รับในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยยูเรีย และเม็ดพลาสติก ทำให้ห่วงโซ่การผลิตสะดุด จะส่งผลให้ราคาผลิตภัณฑ์ ทั้งปุ๋ยเคมี ถุงพลาสติก ขวดพลาสติกมีราคาแพง และอาจขาดแคลนได้
อีกปัญหาคือ เรื่องภาษีการค้ากับสหรัฐ แม้จะหมดห่วงเรื่องภาษีตอบโต้ของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ประธานาธิบดีสหรัฐ โดยไทยถูกเก็บที่ 19% ซึ่งศาลสูงของสหรัฐสั่งให้ยกเลิกแล้ว แต่ "โดนัลด์ ทรัมป์" ก็งัดมาตรา 122 กฎหมายการค้า 1974 เก็บภาษี 10% กับทุกประเทศรวมทั้งไทยแทน แต่มาตรการนี้จะหมดลงในเดือนกรกฎาคมนี้ และไทยต้องลุ้นอีกบ่วงที่สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ(ยูเอสทีอาร์) สอบสวนไทยตามมาตรา 301 กับสินค้าอุตสาหกรรมบางกลุ่ม
เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาการส่งออกของไทยยังเติบโตต่อเนื่อง โดยตัวเลขเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมาไทย ขยายตัว 9.9% และไทยเกินดุลการค้ากับสหรัฐเกือบ 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ
แต่ปัญหาเรื่องการค้าระหว่างประเทศในอนาคตจะได้รับผลกระทบแน่นอนจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ทำให้เศรษฐกิจหลายประเทศถดถอย กำลังซื้อลดลง ดังนั้นการส่งออกของไทยคงยากลำบากกว่าเดิม
ทั้งนี้ มูลค่าการส่งออกไทยเป็นสัดส่วนกว่า 60% ของจีดีพี หากการส่งออกลดลง จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีปัญหาตามมา
ดังนั้น งานด้านการค้าระหว่างประเทศของ 'ศุภจี' ต้องเร่งนำเข้าวัตถุดิบจำเป็นไม่ให้ขาดแคลน แม้ราคาแพงก็ยังดีกว่าไม่มีของ ขณะเดียวกันก็ต้องประคองการส่งออกไม่ให้ตกต่ำลงมาก เพื่อไม่ให้กระทบต่อการผลิตและการจ้างงานในประเทศ
เชื่อว่าทีมกุนซือด้านระหว่างประเทศของ 'ศุภจี' พอจะช่วยให้ความเห็นและแนวทางที่ไทยพอจะรับมือได้อยู่บ้าง

ของแพงขึ้นราคา
@ ศึกหนักงานในประเทศ-ค่าครองชีพ-ช่วยเกษตรกร
แต่มีคำถามตัวโตๆ คืองานในประเทศ 'ศุภจี' จะโชว์ความเป็นนักบริหารมืออาชีพ ในการกำกับดูแลราคาสินค้าที่มีต้นทุนสูงขึ้น จะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน และช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้มากน้อยแค่ไหน
การเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ต่อเนื่องในสมัยที่ 2 สถานการณ์แตกต่างจากการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ครั้งแรกราวฟ้ากับเหว
ในช่วงเวลา 3 เดือนกว่าๆ ในการเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ที่ผ่านมา ไม่มีอะไรให้น่ากังวลมากนักสำหรับปัญหาราคาสินค้าในประเทศ
แต่ขณะนี้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และปัจจัยการผลิตของเกษตรกร ได้รับกระทบอย่างรุนแรงจากราคาน้ำมันตลาดโลกที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ ทำให้ค่าขนส่ง และต้นทุนการผลิตดีดตัวสูงขึ้น และต้องส่งผ่านไปยังราคาปลายทางที่ผู้บริโภค
อีกทั้งวัตถุดิบต่างๆ เช่น เม็ดพลาสติก และปุ๋ย ที่ส่วนใหญ่นำเข้าจากตะวันออกกลางไม่อาจผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานสะดุดลง จะทำให้วัตถุดิบต่างๆ ในการผลิตสินค้าต่างๆ ลดน้อยลง และราคาจะปรับตัวสูงขึ้น
นับว่าเป็นปัญหารุมเร้าที่ยากจะบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล ในสถานการณ์วิกฤตนี้ไม่มีวิน-วิน เพียงแต่จะบริหารจัดการเฉลี่ยทุกข์อย่างไรให้เหมาะสม
ที่น่ากังวลอย่างมากคือราคาอาหารตามสั่ง และร้านข้าวแกง ที่หลายแห่งเริ่มทยอยปรับราคาแล้ว และที่ผ่านมาเมื่อขึ้นราคาไปแล้ว มักจะค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น แม้สถานการณ์จะกลับมาปกติ แต่ราคากลับไม่ลดลงตาม นอกจากนั้นเมื่อรวมกับราคาสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ ที่ดาหน้าปรับราคาขึ้น ก็จะดันเงินเฟ้อพุ่งขึ้นเรื่อยๆ ทาง
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) คาดการณ์เงินเฟ้อจากที่ติดลบมาหลายเดือน จะเริ่มขยับขึ้นเป็นบวกในเดือนเมษายนนี้ และประเมินว่าในไตรมาส 2 ปีนี้เงินเฟ้อจะพุ่งไปถึง 3.67-5.78%
หากเงินเฟ้อสูงขึ้น แต่เศรษฐกิจตกต่ำลง คนว่างงานมากขึ้น ประชาชนไม่มีรายได้มากพอจะจับจ่ายใช้สอย อาจทำให้ไทยเข้าสู่ภาวะ "Stagflation" จะยิ่งส่งให้เศรษฐกิจไทยเลวร้ายกว่าเดิม
@ห่วงไร้มืออาชีพ-ผู้เชี่ยวชาญช่วยดูงานในประเทศ
สำหรับ 'ศุภจี' แม้จะได้รับการยอมรับว่ามีความสามารถในการบริหารจัดการต่างๆ แต่ใช่ว่าจะรู้ทุกสิ่งอย่าง ยิ่งปัญหาเรื่องราคาสินค้าที่มีหลากหลายมิติทับซ้อนกัน ต้องมีทีมงานที่รู้เรื่องและรู้ลึก อีกทั้งต้องมีบารมีพอควรในการพูดคุยกับผู้ประกอบการทั้งขอความร่วมมือตรึงราคา หรือขอให้ขึ้นราคาไม่มากเกินไป หรือต้องเข้มงวดการตรวจสต็อก การไล่จับผู้ฉวยโอกาสขึ้นราคา เรียกว่าต้องใช้ทั้งมาตรการ 'กำปั้นเหล็ก' และ 'ถุงมือผ้ากำมะหยี่'
แต่เมื่อดูทีมงานรอบตัวของ "ศุภจี" ยังไม่เห็นมืออาชีพ ผู้เชี่ยวชาญด้านในประเทศ ที่เข้าใจปัญหาโครงสร้าง ระบบการค้าส่ง ค้าปลีก ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่ายจนถึงผู้บริโภค ที่ส่งผลผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน (หรืออาจจะอยู่หลังฉาก ไม่เปิดตัว)
โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำ นอกจากจะใช้กลไกปกติของระบบราชการเข้ามาจัดการแล้ว ในบางสถานการณ์ต้องอาศัยบารมีของผู้บริหาร และคนที่พร้อมจะออกหน้ามาเจรจากับสารพัดม็อบ เพื่อคลี่คลายปัญหา
ขณะที่กรมการค้าภายใน ซึ่งถือว่าเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลราคาสินค้าในประเทศ แต่ทว่า 'วิทยากร มณีเนตร' อธิบดีกรมการค้าภายใน รวมถึงรองอธิบดี ล้วนมาจากสายงานต่างประเทศ ไม่ใช่ว่าจะไร้ฝีมือบริหาร แต่สถานการณ์วิกฤตขณะนี้ ต้องมีคนที่รู้เรื่องเกี่ยวกับโครงสร้างราคาสินค้า และรู้กลไก เครื่องมือต่างๆ ในการบริหารจัดการ ไม่ใช่ใช้แต่ยาสามัญประจำกรมและกระทรวงอย่าง "โครงการธงฟ้า" ที่อาจพอถูไถช่วยประชาชนได้บ้างในบางจุด และที่ผ่านมากลายเป็นโครงการที่นักการเมืองมักจะใช้หาเสียง แต่ที่สำคัญคือโครงการธงฟ้ากลายเป็นอีเว้นต์ประจำของกรม มีปฏิทินจัดงานตลอดปี ซึ่งต้องจัดงบให้กับออร์แกไนซ์เซอร์ดำเนินการ ที่ผ่านมาก็จะมีขาประจำไม่กี่ราย และที่สำคัญโครงการธงฟ้าไม่ใช่ผู้ผลิต ซัพพลายเออร์จะใจดีขายของราคาถูกให้ประชาชน แต่นั่นเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการระบายสต็อกเก่า
@ โครงการ 'ไทยช่วยไทย' ปาดหน้า 'ธงฟ้า'
แต่เป็นที่ฮือฮากันมากในกระทรวงพาณิชย์ เมื่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าซึ่งไม่ได้มีหน้าที่หลักเกี่ยวกับเรื่องลดค่าครองชีพของประชาชน แต่ด้วย "ศุภจี" ที่ให้อธิบดีทุกกรมช่วยกันหาช่องทางดูแลเรื่องราคาสินค้า ทำให้ "พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์"อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งเคยเป็นหัวหน้าสำนักงานทะเบียนนการค้า ปฏิบัติงานในสำนักงานพาณิชย์จังหวัดมาหลายจังหวัด จึงมีประสบการณ์เกี่ยวกับการดูแลช่วยเหลือประชาชน จึงปิ๋งไอเดียชงโครงการ 'ไทยช่วยไทย' ซึ่ง 'อนุทิน ชาญวีรกูล' นายกฯเป็นประธานคิกออฟ ที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา โดยให้ผู้ผลิต ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ นำสินค้าเฮาส์แบรนด์ และแบรนด์รอง ซึ่งมีคุณภาพใกล้เคียงกับสินค้ายี่ห้อดัง แต่ราคาถูกกว่ารวม 3 พันรายการ เป็นทางการเลือกให้ประชาชนได้ซื้อสินค้าราคราถูกเหล่านั้นได้ตามสาขาต่างๆ ของห้างค้าปลีกรายใหญ่ทั่วประเทศ
โครงการไทยช่วยไทย ไม่เพียงเป็นทางการเลือกช่วยประชาชน แต่ยังช่วยให้ "ศุภจี" หายใจได้โล่งขึ้นบ้าง และนั่นทำให้ "พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์" มีออร่า ชื่อมาแรงที่จะขึ้นนั่งปลัดกระทรวงพาณิชย์คนต่อไปแทน 'วุฒิไกร ลีวีระพันธุ์' ที่จะเกษียณสิ้นกันยายนนี้

พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์
@จับตา 'ศุภจี' และทีมถอดสลักระเบิดเวลาค่าครองชีพ
จึงเป็นที่จับตากันว่า 'ศุภจี' จะปรับหรือเสริมทีมงานในกระทรวงพาณิชย์อย่างไร เพราะครั้งนี้ 'ศุภจี' ไม่เพียงแต่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เพียงคนเดียวเหมือนเดิม ไม่มีรัฐมนตรีช่วย แต่ยังนั่งเก้าอี้รองนายกฯเพิ่มอีกตำแหน่ง ทำให้มีภาระงานมากขึ้น ขณะที่งานเรื่องการดูแลสินค้า ค่าครองชีพประชาชนและการช่วยเหลือเกษตรกรในยามวิกฤตนี้ เป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ หากถอดสลักผิดพลาดอาจถูกถล่มไม่เพียงแต่ 'ศุภจี' แต่คือทั้งรัฐบาล
แม้งานด้านต่างประเทศจะทำได้ดีแค่ไหนก็ตาม ถ้าสอบตกเรื่องการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน รัฐบาลก็คงอยู่ยาก
รอดูฝีมือ 'ศุภจี' และทีมงาน จะเฉลี่ยทุกข์ทั้งผู้ประกอบการ เกษตรกร และประชาชนให้เหมาะสมอย่างไร เพื่อร่วมฝ่ามหาวิกฤตครั้งนี้ไปได้โดยบอบช้ำน้อยที่สุด




