"...งบการเงินล่าสุดของ บริษัท ปอนด์ออนนิวส์ จำกัด กำลังสะท้อนให้เห็นว่า โลกของ “อินฟลูเอนเซอร์สายข่าว” หรือ “ครีเอเตอร์สายสื่อ” ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สร้างชื่อเสียงอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ธุรกิจเต็มรูปแบบ” ที่สามารถสร้างรายได้และกำไรระดับหลายสิบล้านบาทต่อปีได้จริงในยุคดิจิทัล อย่างไรก็ดี สิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ควรสนับสนุน คือ การผลิตคอนเทนต์ (Content) แบบ "ทำนาบนหลังนักข่าวตัวจริง"..."
กรณี "pondonnews" หรือ "ปอนด์" นายภัควัฒน์ รัตนสิริอำไพ อินฟลูเอนเซอร์สายเล่าข่าวชื่อดังบนแพลตฟอร์มโซเชียล ถูกวิพากษ์วิจารณ์กรณีการผลิตเนื้อหาในลักษณะการ React เสมือนตัวเองเป็นคนสัมภาษณ์บุคคลที่อยู่ในฟุตเทจข่าว ทั้งที่ตัวเองอยู่ในห้อง แต่ฟุตเทจดังกล่าวนักข่าวต้องไปนั่งรอและลงทุนอย่างหนักกว่าจะได้มา โดยไม่ได้รับอนุญาต และถูกคาดการณ์ว่าอาจสร้างรายได้มากกว่าสื่อที่นำเสนอข่าวตัวจริงเสียอีก
สำนักข่าว Next News ได้นำเสนอข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจของ "pondonnews" หรือ "ปอนด์" นายภัควัฒน์ ไปแล้วว่า
1.นายภัควัฒน์ รัตนสิริอำไพ หรือ "ปอนด์" มีชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นบริษัทเอกชน 2 แห่ง ได้แก่ บริษัท ปอนด์ออนนิวส์ จำกัด และ บริษัท ไฮป์น้องได้ไม่ จำกัด
แห่งแรก คือ บริษัท ปอนด์ออนนิวส์ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2566 ทุนจดทะเบียนล่าสุด 1,000,000 บาท ตั้งอยู่เลขที่ 234/183 หมู่ 3 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ แจ้งประกอบธุรกิจกิจกรรมของบริษัทโฆษณา โดยนายภัควัฒน์ รัตนสิริอำไพ และนางสาวซีพอย รัตนสิริอำไพ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ
ณ วันที่ 6 มีนาคม 2569 นายภัควัฒน์ รัตนสิริอำไพ ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 60% ส่วนหุ้นที่เหลืออยู่ในชื่อนางสาวซีพอย รัตนสิริอำไพ
บริษัทนำส่งงบการเงินแสดงผลประกอบการ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2567 (นำส่งวันที่ 3 มิถุนายน 2568) แจ้งมีรายได้จากการขายหรือการให้บริการ 33,534,277.89 บาท รายได้ดอกเบี้ย 81,262.38 บาท และรายได้อื่น 11.39 บาท รวมรายได้ทั้งสิ้น 33,615,551.66 บาท
ส่วนรายจ่าย แจ้งว่ามีต้นทุนขายหรือต้นทุนการให้บริการ 9,126,115.33 บาท และค่าใช้จ่ายในการบริหาร 7,003,711.88 บาท รวมรายจ่าย 16,129,827.21 บาท มีกำไรสุทธิ 13,957,201.55 บาท
ส่วนแห่งที่สอง คือ บริษัท ไฮป์น้องได้ไม่ จำกัด จดทะเบียนจัดตั้งเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ตั้งอยู่เลขที่ 234/183 หมู่ 3 ตำบลบางโฉลง อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ แจ้งประกอบธุรกิจการขายปลีกสินค้าอื่น ๆ ในร้านค้าทั่วไป โดยนายภัควัฒน์ รัตนสิริอำไพ และนางสาวซีพอย รัตนสิริอำไพ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ
ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2568 นายภัควัฒน์ รัตนสิริอำไพ ถือหุ้นใหญ่สัดส่วน 60% ส่วนหุ้นที่เหลืออยู่ในชื่อนางสาวซีพอย รัตนสิริอำไพ ปัจจุบันยังไม่ได้นำส่งงบการเงิน
2.จากข้อมูลจะเห็นได้ว่า ธุรกิจของ "pondonnews" มีรายได้อยู่ในระดับสูงสำหรับธุรกิจสื่อ โดยรายได้รวมเพิ่มขึ้นจาก 8,706,222.89 บาท ในปี 2566 เป็น 33,615,551.66 บาท ในปี 2567
ขณะเดียวกัน การจัดตั้งบริษัทเพิ่มอีกแห่ง คือ บริษัท ไฮป์น้องได้ไม่ จำกัด ยังสะท้อนว่าแบรนด์ “pondonnews” อาจกำลังขยายจากคอนเทนต์ข่าวไปสู่สินค้า แบรนด์ส่วนตัว พาณิชย์ออนไลน์ และการตลาดอินฟลูเอนเซอร์ ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับครีเอเตอร์ยุคใหม่จำนวนมาก ที่ใช้ “ชื่อเสียงจากคอนเทนต์” มาต่อยอดธุรกิจโดยตรง

ภาพประกอบรายงาน
เมื่อโฟกัสไปที่ผลประกอบการของ บริษัท ปอนด์ออนนิวส์ จำกัด จะพบข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
@ โมเดลธุรกิจ “ต้นทุนเบา”- "กำไรสูง"
กล่าวคือ จากการเปรียบเทียบงบการเงินของบริษัทในช่วงปี 2566–2567 ภาพรวมถือว่าเติบโตอย่างรวดเร็ว ทั้งรายได้และกำไร โดยเฉพาะปี 2567 ที่รายได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว สะท้อนว่าธุรกิจคอนเทนต์หรือสื่อออนไลน์กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ดังนี้
-รายได้เติบโตแบบก้าวกระโดด
บริษัทมีรายได้รวมเพิ่มจาก 8.7 ล้านบาท เป็น 33.6 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 286%
ถือว่าเป็นอัตราเติบโตที่สูงมากสำหรับธุรกิจสื่อออนไลน์หรือครีเอเตอร์
อาจเป็นไปได้ว่า ฐานผู้ติดตามขยายตัวอย่างรวดเร็ว รายได้จากโฆษณาและสปอนเซอร์เพิ่มขึ้น รวมถึงอาจเริ่มมีลูกค้าองค์กรหรือรับผลิตคอนเทนต์มากขึ้น ทำให้ชื่อแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้าง
-กำไรสุทธิอยู่ในระดับสูงสำหรับธุรกิจสื่อ
บริษัทฯ มีกำไรสุทธิปี 2567 จำนวน 13.96 ล้านบาท คิดเป็น Net Profit Margin ประมาณ 41.5%
ถือว่าอยู่ในระดับสูง เพราะธุรกิจสื่อทั่วไปมักมีกำไรสุทธิประมาณ 10–20%
อาจสะท้อนได้ว่า บริษัทมีต้นทุนการผลิตคอนเทนต์ค่อนข้างต่ำ ใช้โมเดลออนไลน์เป็นหลัก ไม่มีต้นทุนโครงสร้างแบบสื่อดั้งเดิม และทีมงานอาจยังมีขนาดเล็กแต่สร้างรายได้สูง
-อัตรากำไรขั้นต้นแข็งแรง
บริษัทมีกำไรขั้นต้นประมาณ 24.49 ล้านบาท จากรายได้ 33.61 ล้านบาท คิดเป็น Gross Margin ประมาณ 72–73%
หมายความว่า ทุก ๆ รายได้ 100 บาท มีต้นทุนจริงเพียงประมาณ 27–28 บาท
สะท้อนว่าโมเดลธุรกิจมีลักษณะ “ต้นทุนเบา” ไม่ต้องใช้ต้นทุนการผลิตสูงแบบทีวี หนังสือพิมพ์ หรือโรงงาน
-ค่าใช้จ่ายเพิ่ม แต่ยังควบคุมได้
บริษัทมีค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มจาก 2.62 ล้านบาท เป็นประมาณ 7 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม รายได้ยังเติบโตเร็วกว่ามาก ทำให้กำไรยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
อาจเป็นไปได้ว่า บริษัทกำลังอยู่ในช่วง Scale Up มีการลงทุนเพิ่มในทีม ระบบ และการตลาด แต่ยังรักษาประสิทธิภาพในการทำกำไรได้ดี
จุดที่น่าสนใจอีกประการ คือ บริษัทเพิ่งเริ่มมีรายได้จริงจังในช่วงปี 2566–2567
โดยในช่วงปี 2563–2565 แทบไม่มีรายได้ แต่ปี 2566 เริ่มมีรายได้ 8.7 ล้านบาท และปี 2567 เพิ่มขึ้นเป็น 33.6 ล้านบาท
ลักษณะดังกล่าวสอดคล้องกับโมเดลธุรกิจแบบ “Creator Economy” ที่สามารถเติบโตจากตัวบุคคลหรือแบรนด์ออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับผลประกอบการในปี 2568 บริษัทฯ ยังไม่ได้นำส่งข้อมูลต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงยังไม่สามารถวิเคราะห์เพิ่มเติมได้
อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลข้างต้น อาจสะท้อนให้เห็นว่า ในยุคที่ “คอนเทนต์ออนไลน์” กลายเป็นธุรกิจทำเงิน การเติบโตของบริษัทสื่อขนาดเล็กบางแห่งกำลังสะท้อนปรากฏการณ์ใหม่ของวงการข่าวสารบนโลกดิจิทัลอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะโมเดลธุรกิจ “ต้นทุนต่ำ กำไรสูง”
เพราะจากข้อมูลงบการเงินของบริษัท จุดที่น่าสนใจไม่ได้อยู่เพียงรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ยังรวมถึง “อัตรากำไร” ที่อยู่ในระดับสูงมาก
ปี 2567 บริษัทมีกำไรขั้นต้นประมาณ 24.49 ล้านบาท จากรายได้ 33.61 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นกว่า 72%
ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ประมาณ 41% ของรายได้รวม ซึ่งถือว่าสูงกว่าธุรกิจสื่อดั้งเดิมจำนวนมาก

ข้อมูลงบการเงินจาก data.creden

ข้อมูลงบการเงินจาก data.creden
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนลักษณะของธุรกิจคอนเทนต์ออนไลน์ยุคใหม่ ที่ใช้ต้นทุนการผลิตต่ำกว่าองค์กรสื่อแบบดั้งเดิม ไม่จำเป็นต้องมีโครงสร้างขนาดใหญ่ โรงพิมพ์ หรือสถานีออกอากาศ แต่สามารถสร้างรายได้จากฐานผู้ติดตาม โฆษณา สปอนเซอร์ และแพลตฟอร์มดิจิทัลได้โดยตรง
งบการเงินล่าสุดของ บริษัท ปอนด์ออนนิวส์ จำกัด กำลังสะท้อนให้เห็นว่า โลกของ “อินฟลูเอนเซอร์สายข่าว” หรือ “ครีเอเตอร์สายสื่อ” ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่สร้างชื่อเสียงอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “ธุรกิจเต็มรูปแบบ” ที่สามารถสร้างรายได้และกำไรระดับหลายสิบล้านบาทต่อปีได้จริงในยุคดิจิทัล
@ การคิดผลิตคอนเทนต์ (Content) แบบ "ทำนาบนหลังนักข่าวตัวจริง"
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ไม่ถูกต้อง และไม่ควรสนับสนุน คือ การผลิตคอนเทนต์ (Content) แบบ "ทำนาบนหลังนักข่าวตัวจริง" ในการผลิตเนื้อหาลักษณะการ Re-act เสมือนตัวเองเป็นคนสัมภาษณ์คนที่อยู่ในฟุตเทจข่าว ทั้งที่ตัวเองอยู่ในห้อง แต่ฟุตเทจนั้นนักข่าวต้องไปนั้งรอและลงทุนอย่างหนักกว่าจะได้มา โดยไม่ขออนุญาต และถูกคาดการณ์ว่าน่าจะสร้างรายได้มากกว่าสื่อที่นำเสนอข่าวตัวจริงเสียอีก ที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักอยู่ในขณะนี้
แม้เจ้าตัว จะได้ออกมาโพสต์น้อมรับ ยอมรับ และขอโทษสื่อมวลชน พร้อมยืนยันว่าไม่มีเจตนาทำให้เกิดความรู้สึกไม่ดีกับพี่ๆนักข่าวหรือผู้สื่อข่าวใดๆ รวมไปถึงช่องข่าวและทีมผู้ผลิตหรือผู้รับสารอื่นๆ แต่อย่างใด และยืนยันว่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขการผลิตเนื้อหารายการใหม่แล้ว
แต่กรณีนี้ถ้ากลุ่มสื่อมวลชน ที่ถูกนำฟุตเทจข่าวไปใช้โดยไม่ขออนุญาต รวมตัวฟ้องเรื่องลิขสิทธิ์แล้วชนะขึ้นมา อาจจะสร้างผลกระทบธุรกิจของ บริษัท ปอนด์ออนนิวส์ฯ เพิ่มขึ้นในเรื่องรายได้ทางธุรกิจ นอกจากปัญหาเรื่องภาพลักษณ์ที่เสียหายไปมากแล้ว
กรณีนี้ จึงนับเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจ สำหรับ อินฟลูเอนเซอร์ ชื่อดังบนแพลตฟอร์มโซเชียล ในแง่มุมการผลิตคอนเทนต์ธุรกิจ ทั้งในเรื่องของกฏหมาย และจริยธรรมของคนทำสื่อ (แบบที่สื่อมืออาชีพพึ่งปฏิบัติ) ที่ไม่ควรถูกละเลย หรือมองข้าม โดยเด็ดขาด เพื่อไม่ก่อให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลัง
แบบที่เห็นและเป็นไปอยู่ในขณะนี้
///////////////
อ่านและศึกษารายละเอียด ข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมแห่งวิชาชีพสื่อมวลชน สภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ พ.ศ. 2564 ได้ที่นี่ (https://www.presscouncil.or.th/rule/6126)
ภาพประกอบปกจากhttps://www.komchadluek.net




