"...ทั้งหมดนี้ เป็นคำชี้แจงจากแหล่งข่าวในสำนักงาน ป.ป.ช. (คาดว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร) และตัวแทนกลุ่มข้าราชการ ป.ป.ช. ต่อประเด็นร้อนการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนข้อกำหนดบางข้อของ “ระเบียบย้ายปี 2569” พร้อมยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา เพื่อระงับการบังคับใช้กับผู้ร่วมลงชื่อฟ้องคดีจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ที่กำลังถูกจับตามองจากสาธารณชนในขณะนี้..."
กรณีกลุ่มข้าราชการ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่อยู่ในข่ายถูกโยกย้ายแผนปฏิบัติการใหม่ กำลังมีการรวบรวมรายชื่อยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนข้อกำหนดบางข้อของ “ระเบียบย้ายปี 2569” พร้อมยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา เพื่อระงับการบังคับใช้กับผู้ร่วมลงชื่อฟ้องคดีจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด
สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ตัวแทนกลุ่มข้าราชการ ป.ป.ช. ได้ยื่นฟ้องคดีต่อสำนักงานศาลปกครองพิษณุโลก เป็นทางการแล้ว เป็นคดีหมายเลขดำที่ บ.29/2569 ผู้ถูกฟ้องคดี คือ คณะกรรมการ ป.ป.ช. กับพวกรวม 4 ราย พร้อมยื่นขอคุ้มครองชั่วคราวด้วย โดยส่งคำฟ้องผ่านทางระบบงานคดีปกครองอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีข้าราชการ ป.ป.ช. ที่อยู่ในข่ายถูกโยกย้ายแผนปฏิบัติการใหม่รวมลงชื่อนับ 10 ราย แต่ปัจจุบันยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดข้อมูลการฟ้องคดี เนื่องจากตัวแทนกลุ่มข้าราชการ ป.ป.ช. มีความกังวลว่า จะถูกฝ่ายบริหารเล่นงานจากการยื่นฟ้องคดีข้างต้น

ภาพประกอบรายงาน
ก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว Next News ได้พยายามติดต่อ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอคำชี้แจงในประเด็นนี้
ได้รับคำตอบจาก นายสุรพงษ์ ว่า "เป็นเรื่องการโยกย้ายตามปกติ จะถูกหรือไม่ถูกก็เป็นเรื่องภายใน เพราะพอเปลี่ยนยุคเปลี่ยนสมัยหนึ่ง กระบวนการบริหารจัดการก็เปลี่ยน"
จากนั้น มีคำชี้แจงจากแหล่งข่าวในสำนักงาน ป.ป.ช. ผ่านสื่อมวลชนหลายสำนัก คาดว่าจะเป็นฝ่ายบริหารของ ป.ป.ช. ว่า ระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฉบับใหม่ ซึ่งลงนามโดยประธานกรรมการ ป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคมที่ผ่านมา โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับความโปร่งใส และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับโครงสร้างองค์กรแบบใหม่
@ ป.ป.ช.แจงย้ายพันคน สกัดอิทธิพล -แก้คะแนน CPI
ทั้งนี้ ระเบียบว่าด้วยการบริหารทรัพยากรบุคคล ฉบับที่ 5 กำหนดชัดเจนว่า ข้าราชการระดับผู้อำนวยการที่ปฏิบัติหน้าที่เดิมติดต่อกันครบ 3 ปี หรือผู้อำนวยการกลุ่มและผู้อำนวยการศูนย์ที่ดำรงตำแหน่งครบ 4 ปี เลขาธิการ ป.ป.ช. ต้องดำเนินการย้ายไปปฏิบัติหน้าที่อื่นทันที เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่เห็นว่ายังไม่ควรย้าย ซึ่งต้องรายงานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับทราบ
แหล่งข่าวยังระบุด้วยว่า การกำหนดให้บุคลากรอยู่ในตำแหน่งได้ไม่เกิน 4 ปี มีเหตุผลสำคัญ 3 ประการ ได้แก่
เพื่อป้องกันบุคลากรและครอบครัวในพื้นที่ ไม่ให้ถูกอิทธิพลหรือแรงกดดันจากการปฏิบัติหน้าที่ด้านปราบปรามทุจริต
ป้องกันการใช้อำนาจหน้าที่หรือความสัมพันธ์ส่วนบุคคลในเชิงลบในพื้นที่หรือภารกิจเดิมที่ปฏิบัติงานต่อเนื่องเป็นเวลานาน
ปรับโครงสร้างการทำงานให้สอดคล้องกับบทบาทองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ โดยพบว่ามีพนักงานบางส่วนทำงานอยู่ในพื้นที่หรือกลุ่มงานเดิมต่อเนื่องตั้งแต่สมัยสำนักงานป้องกันและปราบปรามการประพฤติมิชอบในวงราชการ (ปปป.) ก่อนแยกมาเป็น ป.ป.ช. และเพียงเลื่อนตำแหน่งในสำนักเดิมโดยไม่เคยโยกย้าย
รายงานข่าวยังระบุอีกว่า ในอดีตสำนักงาน ป.ป.ช. มีสำนวนคดีค้างสะสมมากกว่า 3,000 คดี และบางคดีสำคัญขาดอายุความ แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบันได้เร่งรัดดำเนินการจนเหลือคดีคงค้างเพียงไม่กี่ร้อยคดี พร้อมวางแนวปฏิบัติให้สำนวนคดีต้องยุติภายใน 2 ปี และขยายเวลาได้ไม่เกิน 1 ปี ปัจจุบัน ป.ป.ช. มีบุคลากรกว่า 2,000 คนทั่วประเทศ และมีแผนเพิ่มอีก 1,500 คนภายใน 2 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการทำงานเชิงรุกในการปราบปรามทุจริต ซึ่งสร้างความเสียหายให้ประเทศปีละหลายแสนล้านบาท
พร้อมกันนี้ ยังอ้างถึงดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ปี 2568 ที่ประเทศไทยได้ 33 คะแนนจาก 100 คะแนน อยู่อันดับ 116 ของโลก และอันดับ 7 ของอาเซียน ว่าเป็นสัญญาณน่ากังวลที่ทำให้ต้องเร่งปรับปรุงประสิทธิภาพองค์กร
“การแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ดำเนินการโดยคณะกรรมการจากหลายฝ่ายภายใน ป.ป.ช. อย่างโปร่งใส แต่อาจมีบางรายไม่พอใจและเตรียมใช้สิทธิทางกฎหมาย ทั้งนี้ หากมีการเผยแพร่ข้อมูลที่คลาดเคลื่อน สำนักงาน ป.ป.ช. กำลังพิจารณาว่าจะใช้สิทธิทางกฎหมายหรือไม่” แหล่งข่าวระบุ (อ้างอิงข่าวส่วนนี้จาก ผู้จัดการออนไลน์ (https://mgronline.com/)
@ ขรก.สวนละเมิดสิทธิ -เลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ได้รับคำชี้แจงจากตัวแทนกลุ่มข้าราชการ ป.ป.ช. ที่ได้ยื่นฟ้องคดีต่อสำนักงานศาลปกครองพิษณุโลกข้างต้นว่า เหตุผลในการฟ้องตามระเบียบคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายข้าราชการสำนักงาน ป.ป.ช. ซึ่งมิใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางบริหาร พ.ศ. 2569 ตามข้อ 14 ข้อ 15 ข้อ 19 และข้อ 27 คือ
1.มีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในความเป็นอยู่ส่วนตัว และครอบครัว
2.มีลักษณะเป็นการละเมิดสิทธิเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่
3.มีลักษณะไม่เสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว
4.มีลักษณะเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม
5.มีลักษณะสร้างภาระเกินสมควร
6.ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของทางราชการ
7.การกำหนดให้มีการนับระยะเวลาการปฏิบัติราชการย้อนหลัง ก่อนที่ระเบียบดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับ จึงไม่ชอบตามหลักความไม่มีผลย้อนหลังของนิติกรรมทางปกครอง และไม่ชอบด้วยกฎหมายตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 3 วรรคสอง มาตรา 27 มาตรา 32 มาตรา 38 มาตรา 71 และไม่ชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 144 วรรคสาม ประกอบกับระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติว่าด้วยการบริหารทรัพยากรบุคคลของสำนักงาน ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 ข้อ 11 ข้อ 73 และตามระเบียบคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ว่าด้วยประมวลจริยธรรมเจ้าหน้าที่ของสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ. 2563 ข้อ 8 และข้อ 15
8.ในการจัดทำร่างกฎหมายหรือระเบียบพิพาท ก่อนที่จะออกมาใช้บังคับ ก็ไม่ได้มีการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ฟ้องคดีและในฐานะตัวแทนผู้ฟ้องคดี ซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ อันถือได้ว่าไม่ปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 77 ประกอบกับพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 มาตรา 3 มาตรา 5 มาตรา 13 มาตรา 14 มาตรา 16 มาตรา 17 (3) มาตรา 21 (1) มาตรา 22 มาตรา 23 (1)(3)(5)
จนเป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีและในฐานะเป็นตัวแทนผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ตามมาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542
จึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งยกเลิกหรือเพิกถอนกฎหรือคำสั่งตามข้อ 14 ข้อ 15 ข้อ 19 และข้อ 27 ของระเบียบดังกล่าว และขอให้ศาลได้โปรดมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา โดยระงับไม่ให้นำข้อ 14 ข้อ 15 ข้อ 19 และข้อ 27 ตามระเบียบดังกล่าวมาใช้บังคับหรือดำเนินการใดๆ กับผู้ฟ้องคดีและผู้ตั้งตัวแทนผู้ฟ้องคดีตามรายชื่อที่ปรากฏตามหนังสือตั้งตัวแทนผู้ฟ้องคดีแนบท้ายคำฟ้องไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าคดีจะถึงที่สุด
ตัวแทนกลุ่มข้าราชการ ป.ป.ช. ยังระบุด้วยว่า ถามว่า ผู้ฟ้องคดีมีความมั่นใจในการฟ้องและยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเพียงใด ขอตอบว่า 90% เราจึงต้องรวมพลังเพื่อปกป้องสิทธิและเสรีภาพตามที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่กำหนดว่า ห้ามมิให้หน่วยงานของรัฐกระทำละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญได้รับรองหรือคุ้มครองไว้
"แต่ถ้าปล่อยระยะเวลาให้ล่วงพ้นกำหนดเกินกว่า 90 วัน แล้วก็อาจจะหมดโอกาสที่จะได้ใช้สิทธิตามที่กฎหมายรับรองให้กระทำได้ ซึ่งจากประสบการณ์ของผู้ฟ้องคดี เคยมีกรณีที่มีการฟ้องยกเลิกประกาศหรือระเบียบไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ไม่ได้มีการฟ้องภายในกำหนดระยะเวลา 90 วันนับแต่วันที่ทราบ ศาลปกครองก็มีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาและไม่พิจารณาเนื้อหาในคำฟ้องว่า ประกาศหรือระเบียบนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ถึงแม้จะมีคำสั่งทางปกครองตามประกาศหรือระเบียบนั้นด้วย ทำให้เสียสิทธิในการฟ้องยกเลิกหรือเพิกถอนประกาศหรือระเบียบดังกล่าว จนทุกวันนี้ยังมีผลบังคับใช้ ถึงแม้จะทราบดีว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย" ตัวแทนกลุ่มข้าราชการ ป.ป.ช. ระบุ
ทั้งหมดนี้ เป็นคำชี้แจงจากแหล่งข่าวในสำนักงาน ป.ป.ช. (คาดว่าจะเป็นฝ่ายบริหาร) และตัวแทนกลุ่มข้าราชการ ป.ป.ช. ต่อประเด็นร้อนการยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้เพิกถอนข้อกำหนดบางข้อของ “ระเบียบย้ายปี 2569” พร้อมยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษา เพื่อระงับการบังคับใช้กับผู้ร่วมลงชื่อฟ้องคดีจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด ที่กำลังถูกจับตามองจากสาธารณชนในขณะนี้
เหตุผลฝ่ายใดมีน้ำหนักมากกว่ากัน บทสรุปสุดท้ายผลการฟ้องร้องคดีในชั้นศาล จะมีคำตอบที่ชัดเจนในไม่ช้า
อ่านประกอบ :




