'รักชนก' เผยบทบาทประธานกมธ.ติดตามงบฯ มีธง 'ทุบทำลายกระเป๋าเงินของระบอบสีน้ำเงิน'-ตั้งเป้าตรวจสอบกองทุนนอกงบประมาณ
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ นางสาวรักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน และประธานกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.ติดตามงบประมาณ) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Next News ในประเด็นบทบาทในการทำหน้าที่ประธานกมธ.ติดตามงบประมาณว่า กรรมาธิการมีชื่อเต็มว่า 'กรรมาธิการศึกษาการจัดทำ และก็ติดตามการบริหารงบประมาณ' ซึ่งในรอบนี้จะใช้ฟังก์ชัน 'ศึกษาการจัดทำงบประมาณ' เพื่อให้รู้ว่ากระบวนการตั้งแต่ชงงบประมาณแผ่นดินขึ้นมาทำยังไง เป็นการอุดรูรั่วให้ได้ตั้งแต่ตอนต้น
สำหรับปีนี้จะโฟกัสไปที่ 'งบในกองทุน' (กองทุนที่อยู่นอกงบประมาณ เช่น กองทุนประกันสังคม กองทุนน้ำมัน ฯลฯ) ซึ่งเป็นงบประมาณก้อนใหญ่แต่ยังเป็นช่องว่างที่การตรวจตรวจสอบเข้าถึงน้อย เนื่องจากมีเงินหมุนเวียนในระบบทั้งรัฐวิสาหกิจและกองทุนอาจจะสูงถึง 10 ล้านล้านบาท
"เงินเกินครึ่งไม่ได้อยู่ในสายตาของรัฐสภา ซึ่งเงินงบประมาณต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มข้นของสภา แต่เงินในรัฐวิสาหกิจ เงินในกองทุน มีการตรวจสอบน้อยมาก ๆ รอบนี้มีความตั้งใจว่าจะศึกษางบประมาณของกองทุนต่าง ๆ ว่า วิธีบริหารจัดการ วิธีการชง เข้ามาทำอย่างไร ถ้าบางกองทุนต้องยุบก็ต้องยุบ เพราะบางอันไม่รู้ว่าจะมีทำไม คือคุณเอางบประมาณเข้ามาเป็นงบประมาณแผ่นดินแล้วให้รัฐบาลบริหารดีกว่า จะบริหารดีหรือไม่ดี สุดท้ายก็ต้องรับผิดรับชอบกับประชาชน" นางสาวรักชนก กล่าว
นางสาวรักชนก กล่าวว่า มีธงในการทำงานของ กมธ.ติดตามงบ คือการ 'ทุบทำลายกระเป๋าเงินของระบอบสีน้ำเงิน' โดยตรวจสอบการใช้งบประมาณภาครัฐในทางมิชอบ และหยุดการ ไซฟอนเงินรัฐออกไปให้วงวานว่านบ้านเครือในทางมิชอบ ที่จะต้องทำให้เขามีต้นทุนให้ต้องจ่ายทางสังคมมากที่สุด
นางสาวรักชนก กล่าวว่า โครงการที่กมธ.ติดตามงบประมาณ กำลังจับตาคือ AI Passport 1,600 ล้าน ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่แค่เรื่อง AI Passport เท่านั้น แต่สิ่งที่เรากำลังชวนสังคมคิดคือเครือข่ายนายทุนสีนำเวินทั้งหมดที่ผลัดกันรับผลประโยชน์ ส่วนโครงการ AI Passport จะเปิดเครือข่ายกลุ่มทุนที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งไปคาบเกี่ยวกับโครงการ Anytime Anywhere ในกระทรวงศึกษาธิการ และโครงการแฟ้มสะสมทักษะในกระทรวง อว. ที่โครงการตั้งขึ้นมาตั้งแต่ในสมัยรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ E-work permit 7,000 ล้าน (ระบบขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติที่มาทำงานในประเทศไทย) ในสมัยนายสุชาติ ชมกลิ่น เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นระบบที่ยังใช้งานไม่ได้เต็มที่ เพราะหากระบบเสร็จจะเท่ากับเอาอำนาจการตัดสินใจออกจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งหมายถึงอำนาจในการเรียกรับผลประโยชน์ จึงไม่มีใครอยากทุบหม้อข้าวตัวเอง
รวมถึงเรื่อง 'e-Ticket' ของกรมอุทยานฯ ที่ระบบจะทำให้ ไม่มีใครสามารถเอาเงินเข้ากระเป๋าได้เลย แต่กลับพบว่าข้าราชการขอยกเลิกการใช้โดยอ้างว่าไม่ได้รับความสะดวก




