บอร์ด กสทช. ล่มอีก 3 กรรมการ กสทช.ไม่เข้าประชุม ด้านรองเลขาฯ เผยตอนนี้วาระเร่งด่วนค้างสะสม -"หมอสรณ" ย้ำกฎหมายไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ไม่ให้คนอื่นทำหน้าที่แทน ด้าน "พิรงรอง" ยืนยันประธานไร้อำนาจตามคำวินิจฉัยกรรมการสรรหา ชี้เสี่ยงทางกฎหมายสูง "ศุภัช" วอนนายกฯ ช่วยคลายสถานการณ์
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 มีการประชุมบอร์ดกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ครั้งที่ 23/2569 ซึ่งไม่สามารถประชุมได้เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ "บอร์ดล่ม" ซ้ำอีกครั้ง จากการที่กรรมการ 3 คน ได้แก่ น.ส.พิรงรอง รามสูต, พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ นายศุภัช ศุภชลาศัย ปฏิเสธเข้าร่วมองค์ประชุม ส่งผลให้เกิดปัญหาวาระเร่งด่วนและข้อพิพาทสำคัญ ๆ ของภาคอุตสาหกรรมโทรคมนาคมต้องถูกเลื่อนออกไปและค้างสะสมอย่างไร้ข้อสรุป
บรรยากาศตึงเครียด เถียงข้อกฎหมายด่วน
สำหรับบรรยากาศภายในห้องประชุม กสทช. เป็นไปอย่างตึงเครียดและเต็มไปด้วยการถกเถียงประเด็นข้อกฎหมายตั้งแต่ก่อนจะเริ่มการประชุมอย่างเป็นทางการ ความกังวลเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของ นพ.สรณ ในฐานะผู้ทำหน้าที่ประธานในการประชุม ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นหลักที่ทำให้การประชุมไม่สามารถเดินหน้าได้
ในช่วงเริ่มต้นของการประชุม เมื่อ นพ.สรณ ได้สอบถามถึงการเช็ครายชื่อและเตรียมเปิดวาระ การดำเนินการดังกล่าวก็เผชิญกับข้อกังวลจากกรรมการบางราย
ก่อนการเปิดประชุม นพ.สรณ ได้ขออนุญาตหารือก่อน เพื่อให้เกิดความชัดเจนในประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าตนเองพร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่และได้มีหนังสือชี้แจงต่อสำนักงาน กสทช. ถึงความเห็นในการประชุมครั้งนี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม น.ส.พิรงรอง รามสูต ซึ่งเป็นหนึ่งในสามกรรมการที่ปฏิเสธการเข้าร่วมประชุม ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า "มันคงไม่ได้" พร้อมยืนยันว่า "การจะยอมรับให้ท่านทำหน้าที่ประธานนัดเปิดประชุม มันคงทำไม่ได้" ขออนุญาตหารือในประเด็นนี้กับกรรมการท่านอื่นก่อน โดยอธิบายว่า กสทช. เป็นองค์กรของรัฐตามมาตรา 60 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดให้การปฏิบัติหน้าที่ต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม สอดคล้องกับมาตรา 3 วรรค 2 ของรัฐธรรมนูญ
น.ส.พิรงรอง ได้ชี้แจงเพิ่มเติมว่า นับตั้งแต่วันที่มีคำวินิจฉัยชี้ขาดจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งได้ส่งแจ้งให้กรรมการทุกท่านรวมถึง นพ.สรณ ได้รับทราบแล้ว การกระทำใดๆ ของ นพ.สรณ ย่อมไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย และการที่กรรมการท่านอื่นจะเข้าร่วมประชุมและลงมติใดๆ ก็มีความเสี่ยงทางกฎหมายสูงเช่นกัน ซึ่งอาจนำไปสู่การกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ด้าน นพ.สรณ ได้ยืนยันในระหว่างการโต้แย้งว่า ไม่มีกฎหมายใดสั่งให้ตนหยุดปฏิบัติหน้าที่ และตนก็พร้อมที่จะปฏิบัติหน้าที่ร่วมกับกรรมการ กสทช. คนอื่นที่เหลืออยู่ โดยเชื่อว่าตนสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ตามกฎหมาย
หลังจากนั้น น.ส.พิรงรอง รามสูต ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะไม่เข้าร่วมประชุม พร้อมทั้งแจ้งว่ามีหนังสือชี้แจงถึงรักษาการเลขาธิการ กสทช. นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งเตือนรักษาการเลขาธิการว่าการพิจารณาหรือดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ นพ.สรณ ซึ่งถูกมองว่าขาดอำนาจ อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายได้
นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ได้กล่าวแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยระบุว่าสำนักงานมีวาระเร่งด่วนที่ค้างอยู่เป็นจำนวนมากถึงประมาณ 90-100 วาระ ซึ่งหลายวาระมีกรอบระยะเวลาที่ต้องดำเนินการ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสียหายหรือการฟ้องร้องจากผู้ประกอบการและภาคอุตสาหกรรม
นายไตรรัตน์ชี้แจงว่า สำนักงานจะพยายามใช้อำนาจที่มีในการดำเนินการบางเรื่องไปก่อนเท่าที่ทำได้ เพื่อบรรเทาผลกระทบ แต่ก็ยอมรับว่าหลายเรื่องจำเป็นต้องได้รับการพิจารณาอนุมัติจากคณะกรรมการ กสทช. โดยตรง และได้มีการบรรจุวาระเหล่านั้นไว้ในกำหนดการประชุมที่วางไว้แล้ว ซึ่ง นพ.สรณ ก็ได้เห็นด้วยว่าอะไรที่สำนักงานทำไปก่อนได้ก็ควรทำ เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย
ในที่สุด เมื่อเวลาผ่านไปตามข้อบังคับการประชุม และยังคงไม่ครบองค์ประชุม นายไตรรัตน์ ในฐานะรักษาการเลขาธิการ กสทช. ได้ประกาศยืนยันเสียงของ นพ.สรณ เพื่อแจ้งว่าการประชุมในวันนี้ไม่ครบองค์ประชุมและจะขอรับพิจารณาจาก นพ.สรณ เพื่อเชิญการประชุมในวันพรุ่งนี้
นพ.สรณ จึงได้ประกาศอย่างเป็นทางการถึงการไม่ครบองค์ประชุมหลังจากผ่านไป 30 นาที และได้ตัดสินใจเลื่อนการประชุมออกไปเป็นวันพรุ่งนี้ (6 สิงหาคม) โดยหวังว่ากรรมการทุกคนจะให้ความร่วมมือเข้าร่วมประชุมเพื่อให้งานสามารถเดินหน้าต่อไปได้
ย้ำอีก กฎหมายไม่ให้อำนาจผู้อื่นทำหน้าที่แทน
โดย นพ.สรณ ได้แถลงข่าวหลังการประชุมล่มว่า วันนี้เป็นการประชุม กสทช. ครั้งที่ 23 ที่มีการนัดกันไว้ล่วงหน้าไว้แล้ว ตนก็ได้เปิดประชุม แต่องค์ประชุมประชุมไม่ครบ ก็ต้องเลื่อนประชุมในวันพรุ่งนี้ อย่างไรก็ตาม ตนก็อยากจะฝาก ยกตัวอย่างเรามีวาระสำคัญเร่งด่วนเยอะ อย่างที่รู้กันก็อยากจะขอความร่วมมือกับคณะกรรมการ เข้าประชุมเพื่อพิจารณาให้วาระเหล่านี้มันผ่าน
“ตามกฎหมายผมก็ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ นะครับ กฎหมายไม่ได้ให้ใครทำหน้าที่แทน ครับ แล้วผมก็มอบเรื่องหลายหลายเรื่องอะไรตอนนี้ จะมอบให้ใครทำแทนไม่ได้นะครับเพราะฉะนั้นก็หวังว่าพรุ่งนี้ท่านกรรมการคงจะร่วมกัน มาประชุม ขอความร่วมมือครับ" นพ.สรณกล่าว
นพ.สรณ ได้กล่าวถึงประเด็นทางกฎหมายที่ถูกหยิบยกขึ้นมา โดยเฉพาะในเรื่องของมาตรา 157 (ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) โดยกล่าวว่า "ตอนนี้ไม่มีใครพูดถึง 157" และตนเองก็ยังไม่ทราบเรื่องของกฎหมายอย่างละเอียด และไม่ได้ตั้งใจเอาผิดกับใคร
นพ.สรณกล่าวย้ำว่าตนเองต้องการขอความร่วมมือจากกรรมการทุกคนเป็นหลัก เนื่องจาก กสทช. มีหน้าที่ทำงานเพื่อประชาชนที่ได้เลือกเข้ามา ตนเองก็ยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ในบริบทและขอบเขตของกฎหมาย และเมื่อใดที่มีข้อยุติทางกฎหมายที่ชัดเจนแล้ว ก็หวังว่าจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้
นพ.สรณ ได้กล่าวย้ำถึงความจำเป็นในการพิจารณาวาระสำคัญที่เร่งด่วน เช่น โครงการโทรทัศน์ดิจิทัล ซึ่งส่งผลกระทบวงกว้างต่อประชาชนและผู้ประกอบการ และเป็นโครงการขนาดใหญ่ที่ต้องมีการพิจารณาอย่างต่อเนื่อง
เมื่อมีผู้สื่อข่าวถามถึงการรอคำสั่งศาลปกครอง หรือรอประเด็นการขาดคุณสมบัติในอนาคต นพ.สรณ ได้ตอบว่า ยังคงมีการพยายามหารือกันนอกรอบ และยังคงหวังในความร่วมมือของกรรมการทุกคน เพื่อให้งานขององค์กรสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยเชื่อว่าในคำวินิจฉัยก่อนหน้านั้น ไม่ได้เป็นที่สิ้นสุดเสียทีเดียว แต่ก็ยอมรับว่าตนเองอาจมีความรู้ทางกฎหมายไม่มากนัก อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าหากครบองค์ประชุม ตนก็พร้อมจะเปิดประชุมและเดินหน้าทำงานในฐานะประธาน
นพ.สรณ ยังได้กล่าวถึงบทบาทของ กสทช. ที่มีหน้าที่ทำงานเพื่อประชาชน โดยเน้นย้ำถึงการปฏิญาณตนของกรรมการทุกคนที่เข้ามาทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ เพื่อความซื่อสัตย์สุจริต และหวังว่ากรรมการทุกท่านจะยึดมั่นในการปฏิญาณตนเหล่านั้น เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันได้ พร้อมทั้งตั้งคำถามถึงการกระทำที่อาจเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ว่าอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่ โดย นพ.สรณ หวังว่าพรุ่งนี้กรรมการทุกท่านจะให้ความร่วมมือในการเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ กสทช. สามารถเดินหน้าทำงานต่อไปได้
ประเด็นดาวเทียมท่ามกลางวาระเร่งด่วนที่ค้างคา
ในบรรดาวาระเร่งด่วนที่ค้างคาและไม่สามารถพิจารณาได้จากการประชุมที่ล่มลงนั้น นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ได้กล่าวถึงประเด็นสำคัญหลายประการที่ต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการ ซึ่งรวมถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกิจการดาวเทียม ซึ่งมีความเร่งด่วนอย่างยิ่ง ในระหว่างการประชุมที่ยังไม่สามารถเริ่มได้ มีการหยิบยกประเด็นเกี่ยวกับอายุการใช้งานของดาวเทียมไทยคม 4 ที่อายุการใช้งาน อาจใกล้หมดลง และความจำเป็นในการพิจารณาแนวทางดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
โดยนพ.สรณ เองก็ได้รับทราบถึงประเด็นนี้ และรับรู้ถึงความสำคัญของการดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวกับดาวเทียมซึ่งมีอายุการใช้งานที่จำกัด ความล่าช้าในการอนุมัติหรือการลงนามในเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกิจการดาวเทียม อาจส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อการให้บริการและโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารและโทรคมนาคมของประเทศ ทั้งนี้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับกิจการดาวเทียมจัดเป็นหนึ่งในวาระสำคัญที่ต้องได้รับการพิจารณาเร่งด่วนเพื่อรักษาสมรรถนะการให้บริการและป้องกันความเสียหายต่อภาพรวมของการสื่อสารและโทรคมนาคมของประเทศ

3 กรรมการ กสทช.แถลงข่าวหลังออกจากที่ประชุม
3 กก.กสทช.ย้ำความเสี่ยงทางกฎหมาย
ในขณะเดียวกัน น.ส.พิรงรอง รามสูต, พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ นายศุภัช ศุภชลาศัย 3 กสทช.ได้ร่วมกันแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน หลังจากประกาศจุดยืนไม่เข้าร่วมการประชุม กสทช. โดยให้เหตุผลหลักว่า บุคคลที่ทำหน้าที่ประธานในการประชุมนั้น "ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย"
น.ส.พิรงรอง รามสูต อธิบายถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ว่า คณะกรรมการสรรหาได้มีคำวินิจฉัยเป็นที่สุดแล้วเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 ว่าผู้ที่ทำหน้าที่ประธานได้สละสิทธิ์จากการเข้ารับตำแหน่ง กสทช. ไปแล้ว ทำให้เป็นผู้ที่ไม่มีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายในการทำหน้าที่ประธาน การลงมติใดๆ โดยมีประธานที่สละสิทธิ์แล้วจึงย่อมมีความเสี่ยงทางกฎหมายสูง ทั้งทางกฎหมายปกครองและกฎหมายอาญา อีกทั้งจะไม่ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายใดๆ
น.ส.พิรงรอง ยังชี้ให้เห็นว่า การที่ นพ.สรณได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอเพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา และได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองชั่วคราวเพื่อให้ศาลสั่งให้ตนเองได้ปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. ชั่วคราว สะท้อนว่าผู้นั้นทราบดีอยู่แล้วว่าตนได้สละสิทธิ์จากตำแหน่ง กสทช. ตามกฎหมายแล้ว
จุดยืนของกรรมการเสียงข้างน้อยและความพยายามหาทางออก
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กล่าวเสริมว่า ตนได้มีหนังสือถึงรักษาการเลขาธิการ กสทช. เพื่อแสดงจุดยืนว่าพร้อมที่จะเข้าร่วมประชุมกับกรรมการ กสทช. ที่เหลือ 6 คน เพื่อให้งานเดินหน้าต่อไปได้ แต่ไม่สามารถร่วมประชุมกับบุคคลที่ถูกวินิจฉัยว่าสละสิทธิ์และไม่มีอำนาจหน้าที่ได้ อย่างไรก็ตาม สำนักงานก็ยังคงยืนยันให้ประชุม
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ จึงมองว่ามีความพยายามในการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของ กสทช. ที่เหลืออยู่ และไม่ได้รับฟังหรือชี้แจงตามหนังสือที่แจ้งไป กรรมการทั้งสามได้พยายามหาทางออก
โดย น.ส.พิรงรอง ระบุว่า ตามระเบียบข้อบังคับการประชุมของ กสทช. ข้อ 26 ระบุไว้ชัดเจนว่า หากประธานไม่สามารถทำหน้าที่ได้ ให้กรรมการเลือกกรรมการคนใดคนหนึ่งขึ้นมาทำหน้าที่ประธานแทนได้ ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องตามกฎหมายและจะทำให้การประชุมดำเนินต่อไปได้
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา 3 กสทช.ยังได้ออกบันทึกเชิญกรรมการที่เหลืออีก 6 คน มาหารือ "นอกรอบ" เพื่อหาแนวทางในการประชุมและการดำเนินงานต่างๆ ของ กสทช. แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากมีกรรมการเพียงคนเดียวที่ตอบรับ
นายศุภัช ศุภชลาศัย เสริมว่า กรรมการทั้งสามพร้อมที่จะทำงานอยู่ตลอด แต่ด้วยสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ทำให้ไม่สามารถทำงานได้ เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาทางกฎหมายตามมา ทั้งสามคนยังเรียกร้องให้ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ มาตรา 5 เข้ามาช่วยคลี่คลายสถานการณ์เพื่อให้ กสทช. สามารถเดินหน้าทำงานได้ เนื่องจากหากนายกฯ ไม่แสดงท่าทีหรือดำเนินการใดๆ กรรมการก็จำเป็นต้องระมัดระวังไม่ให้ทำผิดกฎหมาย
น.ส.พิรงรอง ยังได้ฝากให้สื่อมวลชนติดตามประเด็นปัญหาที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การประชุมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องของการลงนามในหนังสือราชการต่างๆ หรือร่างประกาศที่จะส่งไปลงราชกิจจานุเบกษา ซึ่ง ณ วันนี้ยังเป็นที่กังวลว่าผู้ที่ลงนามมีอำนาจถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังวันที่ 17 กรกฎาคม นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นแผนสู่อนาคตของทีวีดิจิทัลและวิทยุ ที่ยังไม่ลงราชกิจจานุเบกษา ซึ่งกระทบต่อทุกภาคส่วน
เมื่อถูกถามถึงผลกระทบต่อมติที่ประชุมก่อนหน้า หากประธานหลุดจากตำแหน่ง น.ส.พิรงรอง ชี้แจงว่า ตามมาตรา 19 ของ พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ได้คุ้มครองการกระทำที่เกิดขึ้นโดยไม่ทราบถึงการขาดคุณสมบัติไว้ แต่หลังจากวันที่ 17 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการสรรหา กสทช.มีหนังสือแจ้งคำวินิจฉัยให้กรรมการทุกคนทราบแล้ว ความคุ้มครองตามมาตราดังกล่าวจะไม่มีผลอีกต่อไป
ซึ่งนายศุภัช ได้เน้นย้ำว่าเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้กรรมการไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้เลยนับตั้งแต่นั้นมา
ผลงานและการปฏิญาณตนของกรรมการ
กรรมการทั้งสามคนยังได้แสดงความคิดเห็นถึงผลงานของบอร์ดชุดปัจจุบัน โดย น.ส.พิรงรอง ระบุว่า ตนและกรรมการคนอื่นๆ ทำงานมามาก และพร้อมที่จะนำผลงานมาเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ หากนำหลักฐานมากางกันก็จะได้คำตอบเดียวกับวันนี้
ด้าน พล.อ.ท.ธนพันธุ์ เสริมว่า การทำงานของแต่ละชุดบอร์ดมีอุปสรรคที่ต่างกัน และที่ผ่านมามีวาระค้างการพิจารณามากและนานกว่าที่เคยปรากฏมาก่อน ซึ่งไม่ใช่เพราะกรรมการไม่ทำงาน แต่เพราะมีการอ้างว่าเป็นอำนาจของประธานในการนำเรื่องมาพิจารณา




