ศาลปกครองไม่รับคำฟ้องของ 'นพ.สรณ' ที่ขอให้สั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยคณะกรรมการสรรหาฯ ว่ามีลักษณะต้องห้ามการเป็น กสทช. นายกฯต้องทูลเกล้าฯให้พ้นเก้าอี้ตามขั้นตอน
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ศาลปกครองกลางมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาในคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) เป็นผู้ฟ้องคดี กับคณะกรรมการสรรหา กสทช.ผู้ถูกฟ้องคดี
สำหรับคำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาระบุว่า นพ.สรณ ฟ้องว่าเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการสรรหา กสทช. ให้เป็นกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และได้เสนอชื่อไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ที่ประชุมวุฒิสภามีมติให้ความเห็นชอบให้นพ.สรณ เป็นประธานกรรมการ กสทช. ประธานวุฒิสภาจึงแจ้งมติที่ประชุมดังกล่าวให้นายกรัฐมนตรีทราบเพื่อดำเนินการนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง โดยเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565 ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้นพ.สรณ เป็นประธานกรรมการ กสทช. ต่อมาคณะกรรมการสรรหา กสทช.มีคำวินิจฉัย ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ว่า นพ.สรณ ยังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ณ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงก่อนเข้ารับตำแหน่ง อันมีลักษณะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ จึงมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และถือว่าผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าว
นพ.สรณ ผู้ฟ้องคดีไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยเนื่องจากไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของบุคคลภายหลังจากได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาและได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว อีกทั้ง การดำเนินกระบวนการพิจารณาของผู้ถูกฟ้องคดีมีความไม่เป็นกลาง ไม่โปร่งใส ไม่ครบองค์ประชุม ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีชี้แจงหรือแสดงพยานหลักฐานอย่างเพียงพอ มีการรับฟังข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานโดยคลาดเคลื่อน และตีความบทบัญญัติกฎหมายเกินขอบเขตอำนาจ คำวินิจฉัยดังกล่าวขัดต่อมาตรา 3 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช.
คำสั่งศาลฯ ระบุว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า ผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกจากผู้ถูกฟ้องคดีให้เป็นกรรมการ กสทช. ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค และได้เสนอชื่อผู้ฟ้องคดีไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ในการประชุมวุฒิสภา เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 ได้มีมติเห็นชอบบุคคลให้ดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.จำนวน 5 คน โดยผู้ฟ้องคดีได้รับความเห็นชอบให้ดำรงตำแหน่งด้านกิจการกระจายเสียง ต่อมา สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธาน กสทช. และได้มีประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ 13 เมษายน 2565 ประกาศราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2565 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 เป็นต้นไป ผู้ฟ้องคดีจึงเป็นกรรมการตามมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียงฯ ต่อมาภายหลังจากที่ผู้ฟ้องคดีได้เข้าดำรงตำแหน่งและปฏิบัติหน้าที่ประธานกรรมการ กสทช. ผู้ถูกฟ้องคดีได้ใช้อำนาจตามมาตรา 15/1 แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าว มีคำวินิจฉัย ที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ว่าผู้ฟ้องคดียังคงปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง ในช่วงก่อนเข้ารับตำแหน่ง อันมีลักษณะเป็นลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ จึงมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ และถือว่าผู้ฟ้องคดีสละสิทธิในการเข้ารับตำแหน่งกรรมการ กสทช. ตามมาตรา 18 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าว ซึ่งผู้ฟ้องคดีเห็นว่าคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยดังกล่าว โดยให้การเพิกถอนมีผลย้อนหลังนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัยดังกล่าว เสมือนไม่มีคำวินิจฉัยดังกล่าวมาตั้งแต่ต้น
กรณีจึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำการโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 เมื่อมาตรา 18 แห่งพ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ฯ บัญญัติให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้นต่อประธานวุฒิสภาในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งในกรณีไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิและให้ดำเนินการสรรหาใหม่ผู้ถูกฟ้องคดีได้
"แต่ข้อเท็จจริงในคดีนี้ปรากฏว่าผู้ถูกฟ้องคดีมีคำวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 ประกอบมาตรา 8 (2) แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าว ภายหลังจากที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งผู้ฟ้องคดีเป็นประธานกรรมการ กสทช. แล้ว ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 เป็นต้นไป ซึ่งการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ กสทช. ที่ผู้ถูกฟ้องคดีวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 (2) แห่งพ.ร.บ.ดังกล่าว เป็นกรณีที่มีการบัญญัติไว้ในมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5) และในวรรคสองว่า ให้นำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง ดังนั้น ในชั้นนี้ จึงยังถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี จึงยังไม่เป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนี้ตามมาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ศาลจึงไม่อาจรับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาได้ และไม่จำต้องพิจารณาคำขอเกี่ยวกับมาตรการหรือวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาของผู้ฟ้องคดีจึงมีคำสั่งไม่รับคำฟ้องนี้ไว้พิจารณาและให้จำหน่ายคดีออกจากสารบบความ"คำสั่งศาลระบุ
รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อศาลไม่รับคำฟ้อง ถือว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช.เป็นที่ยุติแล้ว การที่นพ.สรณ ให้ศาลมีคำสั่งทุเลาการบังคับตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหากสทช. เช่น การขอชะลอไม่ให้นายกฯทูลเกล้าฯ ให้นพ.สรณพ้นจากตำแหน่ง กสทช. หรือไม่ให้คณะกรรมการสรรหากสทช. สรรหากรรมการกสทช.คนใหม่แทนสรณ ก็ไม่ต้องทุเลาแล้ว ดังนั้น หลังจากนี้ นายกฯต้องนำคำ วินิจฉัยคณะกรรมการสรรหา กสทช.ที่ให้ นพ.สรณพ้นจากตำแหน่ง กสทช. ขึ้นกราบบังคมทูลฯเท่านั้น

หนังสือแจ้งคำสั่งศาล




