News Logo
หน้าแรก
กสทช. ยันยึด กม.ให้ความเป็นธรรม จนท.รัฐ หลังศาล ปค.ฯรับคำฟ้อง 'หมอสรณ'

กสทช. ยันยึด กม.ให้ความเป็นธรรม จนท.รัฐ หลังศาล ปค.ฯรับคำฟ้อง 'หมอสรณ'

3 ก.ย. 2569 13:47
ผู้ชม 51 คน

กสทช. ย้ำ ยึดหลักให้ความเป็นธรรม เจ้าหน้าที่รัฐจนกว่าคดีสิ้นสุด หลังศาลปกครองสูงสุดรับคำฟ้อง "นพ.สรณ" ยอมรับคำวินิจฉัยกระทบสถานภาพประธาน กสทช. โดยตรง สร้างความไม่แน่นอนในการทำงาน

สำนักข่าว Next News รายงานข่าวสืบเนื่องจากวันที่ 2 กันยายน 2569 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งพลิกคำตัดสินของศาลปกครองกลาง โดยสั่งให้รับคำฟ้องของ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ไว้พิจารณา ในคดีที่ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ชี้ขาดว่าตนเองขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการดำรงตำแหน่ง

ศาลปค.งดอ่านคำสั่งคดี 'หมอสรณ' ฟ้อง ขอสั่งถอนคำวินิจฉัยให้พ้นปธ.กสทช.

ศาลปค.งดอ่านคำสั่งคดี 'หมอสรณ' ฟ้อง ขอสั่งถอนคำวินิจฉัยให้พ้นปธ.กสทช.

ล่าสุดในวันที่ 3 กันยายน 2569 สำนักงาน กสทช. ได้มีการทำเอกสารข่าวแจกในกรณีนี้ โดยนายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช. เปิดเผยว่า สำนักงาน กสทช. พร้อมอำนวยความสะดวกในการจัดประชุม กสทช. อย่างเต็มที่ เพื่อให้ กสทช. ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย พร้อมยืนยันการยึดหลักปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และให้ความเป็นธรรมในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นแนวทางที่ตรงกับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีที่เลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งเวียนเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เพื่อย้ำแนวปฏิบัติปี 2564 และปี 2561 โดยระบุว่า หากกระบวนการยุติธรรมยังไม่สิ้นสุด หรือมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายที่ยังไม่ถึงที่สุดกระบวนการ ไม่ควรดำเนินการใดๆ ที่จะกระทบต่อการทำงานของบุคคลนั้น รวมถึงกรณีที่คดียังอยู่ในกระบวนการยุติธรรม แม้จะมีคำพิพากษาตัดสินคดีอาญาแล้ว แต่หากกระบวนการยังไม่ถึงที่สุดก็ย่อมไม่ได้รับผลกระทบเช่นกัน

สำหรับคดีที่ นพ.สรณ ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. นั้น เป็นกรณีที่ นพ.สรณ มองว่าคณะกรรมการสรรหาฯ ไม่มีอำนาจตามกฎหมายที่จะวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของบุคคลภายหลังจากได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา และได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งแล้ว อีกทั้งกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการสรรหาฯ ยังมีความไม่เป็นกลาง ไม่โปร่งใส ไม่ครบองค์ประชุม ไม่เปิดโอกาสให้ นพ.สรณ ชี้แจงหรือแสดงพยานหลักฐานเพียงพอ รวมถึงตีความบทบัญญัติกฎหมายเกินขอบเขตอำนาจ ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวส่งผลกระทบโดยตรงต่อสถานภาพของ นพ.สรณ ในฐานะประธานกรรมการ กสทช. ทั้งสิทธิในการดำรงตำแหน่ง การปฏิบัติหน้าที่ เกียรติยศ และชื่อเสียงอย่างร้ายแรง จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครอง

ทั้งนี้ นพ.สรณ ได้ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ที่ นพ.สรณ เห็นว่าเป็นการใช้อำนาจตามมาตรา 15/1 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งมีเนื้อหากระทบสถานะทางกฎหมายและก่อให้เกิดความเสียหายโดยตรงต่อการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช.

ศาลปกครองสูงสุดได้ระบุว่า การตีความถึงการเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีประโยชน์เกี่ยวข้องซึ่งจะนำไปสู่การเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดีนั้น ไม่ต้องถึงขนาดว่า ณ เวลาที่ฟ้องคดี ผู้ฟ้องคดีถูกกระทบสิทธิแล้ว เพียงแต่ความเดือดร้อนจะเกิดขึ้นโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้ หรือเกิดขึ้นแน่นอน ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว เมื่อคำวินิจฉัยที่พิพาทในคดีนี้ "อาจจะ" ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ก็ถือว่าเพียงพอที่จะถือว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้มีสิทธิฟ้องคดี ศาลฯ ชี้ว่า การเผยแพร่และกล่าวอ้างคำวินิจฉัยดังกล่าวต่อสาธารณชน เพื่อให้นายกรัฐมนตรีดำเนินการพิจารณานำความกราบบังคมทูลเพื่อให้มีพระบรมราชโองการให้ผู้ฟ้องคดีพ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช. นั้น คำวินิจฉัยที่พิพาทจึงมีผลกระทบโดยตรงต่อสถานภาพของ นพ.สรณ ในฐานะประธาน กสทช. ซึ่งได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2565 และยังมีวาระเหลืออยู่ถึงวันที่ 13 เมษายน 2571 กล่าวคือ ทำให้สถานะของผู้ฟ้องคดีถูกโต้แย้ง เกิดความไม่แน่นอนว่าจะสามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้หรือไม่ ขาดความต่อเนื่องในการปฏิบัติงาน และเกิดความเสียหายต่อการจัดทำบริการสาธารณะอย่างต่อเนื่อง รวมถึงกระทบต่อความเชื่อถือของกรรมการ กสทช. เจ้าหน้าที่ ผู้ประกอบกิจการ และสาธารณชน ที่มีต่อผู้ฟ้องคดี

ศาลปกครองสูงสุดจึงเห็นว่า ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหายแล้ว และได้นำคดีมาฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดี โดยการเพิกถอนให้มีผลย้อนหลังนับแต่วันที่มีคำวินิจฉัย ซึ่งเป็นคำขอที่ศาลมีอำนาจกำหนดบังคับได้ ผู้ฟ้องคดีจึงมีสิทธิฟ้องคดีนี้อย่างชัดแจ้ง โดยไม่จำต้องรอให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งแต่อย่างใด ศาลฯ ย้ำว่า "ซึ่งหากผู้ฟ้องคดีต้องรอให้มีพระบรมราชโองการเสียก่อน ความเสียหายก็จะลุกลามไปถึงขั้นสุดท้ายแล้ว การตรวจสอบทางศาลจะกลายเป็นการตรวจสอบหลังจากเกิดผลกระทบมากกว่าการป้องกันหรือยับยั้งการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย" นอกจากนี้ ศาลปกครองสูงสุดยังระบุว่า "การตีความโดยพิจารณาสิทธิในการฟ้องคดีตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ. ดังกล่าว จึงควรตีความและพิจารณาคำวินิจฉัยซึ่งเป็นต้นเหตุแห่งความเสียหายเป็นสำคัญ มิใช่ตีความโดยเคร่งครัดจำกัดสิทธิโดยพิจารณายึดโยงกับผลที่ตามมาในภายหลังเพียงอย่างเดียว"

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาคุณสมบัติประธาน กสทช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

แฉ ปค.ปราบเจ้าหนี้นอกระบบล่าช้า ส่ง 379 เรื่อง ตร. รับแค่ 15 คดี
แฉ ปค.ปราบเจ้าหนี้นอกระบบล่าช้า ส่ง 379 เรื่อง ตร. รับแค่ 15 คดี