กสทช. ประชุมล่มซ้ำรอย หลัง 2 กรรมการออนไลน์ไม่แสดงตน ขณะ "ไตรรัตน์" ปัดตอบปมเผยแพร่ข่าวศาลปกครองบางส่วน อ้างไม่เก่งกฎหมาย "พิรงรอง" ตอกย้ำเป็น "ปรากฏการณ์โดดเดี่ยวผู้น่ารัก" ย้ำที่นี่คือสำนักงาน กสทช. ไม่ใช่สำนักงาน ปธ.กสทช. หวั่นมีการใช้ทรัพยากรเพื่ออุ้มคนเดียว ย้ำ 'หมอสรณ' หมดอำนาจแล้ว
สืบเนื่องจากที่สำนักงานศาลปกครอง ได้ออกเอกสารข่าวเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ชี้แจง กรณีสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้เผยแพร่ เกี่ยวกับคดี นพ.สรณะ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน โดยนำข้อความบางตอนของคำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 952/2569 ซึ่งศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นให้รับคำฟ้องไว้พิจารณาในคดีที่ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์ สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ผู้ฟ้องคดี) ขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ทั้งนี้ ข้อความที่สำนักงาน กสทช. เผยแพร่นั้นเป็นข้อความที่ไม่ตรงกับความเป็นจริงโดยการนำข้อความเพียงบางส่วนที่ปรากฏในคำสั่งของศาลไปเผยแพร่โดยไม่สมบูรณ์ครบถ้วน ในลักษณะที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคำวินิจฉัยและเหตุผลในการวินิจฉัยของศาล เป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ซึ่งสำนักงานศาลปกครองจะได้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปจึงขอแจ้งให้ทราบโดยทั่วกัน

ศาล ปค.จ่อดำเนินตาม กม.ปมเผยแพร่คำสั่งคดี 'หมอสรณ'ไม่ครบ ทำคนเข้าใจผิด
ศาล ปค.จ่อดำเนินตาม กม.ปมเผยแพร่คำสั่งคดี 'หมอสรณ'ไม่ครบ ทำคนเข้าใจผิด
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2569 นพ.สรณ ได้ประชุม กสทช.อีกครั้ง แต่ การประชุมก็มีอันต้องล่มลง เนื่องจากกรรมการ 2 คน ได้แก่นายต่อพงศ์ เสลานนท์ กรรมการด้านการส่งเสริมสิทธิเสรีภาพของประชาชน และ พล.ต.อ.ณัฐธร เพราะสุนทร กรรมการด้านกฎหมาย ที่ประชุมออนไลน์ไม่แสดงตนเข้าร่วมประชุม ทำให้ ประธาน กสทช. ต้องประกาศนัดประชุมใหม่อีกครั้งในวันที่ 10 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. เพื่อเดินหน้าพิจารณาวาระค้างคา
โดย นพ.สรณ อ้างว่ามีวาระค้างพิจารณาสะสมรวมทั้งสิ้นถึง 193 เรื่อง ซึ่งในจำนวนนี้มีเรื่องระดับเร่งด่วนถึง 82 เรื่อง ที่ยังไม่สามารถหาข้อยุติได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วาระสำคัญหลายเรื่องเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อขออนุมัติอย่างทันท่วงที ประกอบด้วย การประชุมผู้มีอำนาจเต็มของ ITU (International Telecommunication Union) ที่กำลังจะจัดขึ้น ณ ประเทศกาตาร์ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งประเทศไทยจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม. ก่อนการเดินทางไปเข้าร่วม
รวมถึงวาระสิทธิการใช้วงโคจรดาวเทียม ณ ตำแหน่ง 119.5 องศาตะวันออก ของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อให้บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ได้เข้าใช้ประโยชน์ตามกรอบเวลา และวาระการขอใช้งบกลางฉุกเฉิน เพื่อจ่ายชดเชยเยียวยาจำนวน 10 ล้านบาท ให้แก่ผู้ประกอบการค่าย "Index" หรือ บริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทผู้รับจ้างจัดงานและกิจกรรมประชาสัมพันธ์ หลังจากที่สำนักงาน กสทช. แพ้คดีความในชั้นศาล จากข้อพิพาทเรื่องการตรวจรับงานและเบิกจ่ายเงินในอดีต จนศาลมีคำสั่งถึงที่สุดให้ กสทช. ต้องจ่ายเงินชดเชยค่าจ้างคั่งค้างดังกล่าว
หลังจากที่ นพ.สรณ ออกจากที่ประชุม ผู้สื่อข่าวได้สอบถาม นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ กสทช. ถึงประเด็นคำสั่งของศาลปกครอง แต่อื่นนายไตรรัตน์ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเชิงลึก โดยตอบเพียงสั้นๆ ว่า "ผมไม่ได้ทำอะไรผิด ไม่เก่งกฎหมาย ไม่เก่งภาษาไทย"
ในเวลาต่อมา นางพิรงรอง รามสูต กรรมการด้านกิจการโทรทัศน์, พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการด้านกิจการกระจายเสียง และนายศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้ร่วมกันให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว โดยได้ชี้แจงถึงปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ในวันนี้อย่างละเอียด และเรียกร้องให้มีการปฏิบัติตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม และธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด
"ปรากฏการณ์ใหม่" และการละเมิดกฎหมายการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์
นางพิรงรอง รามสูต ได้เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในการประชุม กสทช. วันนี้ถือเป็น "ปรากฏการณ์ใหม่" ในห้องประชุม กสทช. ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประชุมในรูปแบบออนไลน์ที่กรรมการบางคนไม่ได้แสดงตนเพื่อเข้าร่วมประชุมอย่างถูกต้อง
นางพิรงรองได้อ้างอิงถึงพระราชกำหนดว่าด้วยการประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2563 มาตรา 9 ซึ่งระบุไว้อย่างชัดเจนว่า "ผู้มีหน้าที่จัดการประชุมต้องจัดให้ผู้ร่วมประชุมแสดงตนเพื่อร่วมประชุมผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ก่อนร่วมการประชุม" การที่กรรมการ 2 คนไม่ได้แสดงตัวเพื่อร่วมประชุม จึงเป็นการละเมิดหลักการสำคัญของ พ.ร.ก. ดังกล่าวอย่างโจ่งแจ้ง
นางพิรงรอง ได้เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "ปรากฏการณ์โดดเดี่ยวผู้น่ารัก" เนื่องจากมีเพียงรักษาการเลขาธิการ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล) และประธาน กสทช. (นพ.สรณ) เท่านั้นที่ปรากฏตัวอยู่ในที่ประชุมอย่างเป็นทางการ ขณะที่กรรมการอีก 3 คน ประกอบด้วยตัวนางพิรงรอง , พล.อ.ท.ธนพันธุ์ และนายศุภัช ได้นั่งรออยู่ด้านบนอาคารและได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการเพื่อขอให้สำนักงาน กสทช. โดยอ้างอิงระเบียบข้อบังคับการประชุม กสทช. ที่กำหนดให้ต้องแจ้งนัดประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน และยืนยันว่าจะยึดปฏิทินการประชุมประจำเดือนกันยายนเดิม โดยการประชุมครั้งถัดไปกำหนดไว้วันที่ 9 และ 10 กันยายน 2569 เท่านั้น และหากกรรมการ กสทช. ประสงค์จะขอประชุมนัดพิเศษเพิ่มเติม ขอให้ระบุวันเพื่อส่งเรื่องให้ประธาน กสทช. พิจารณาตามระเบียบต่อไป
คำสั่งศาลปกครองสูงสุด และการปฏิบัติที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
กรรมการทั้งสามได้เน้นย้ำถึงคำสั่งของศาลปกครองสูงสุดที่ออกมาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งได้วินิจฉัยว่า "นพ.สรณ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ กสทช. ต่อไปได้แล้ว" และ "ให้กรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับกิจการด้านการสื่อสารโทรคมนาคม กิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ ไม่ให้เกิดการหยุดชะงัก"
นางพิรงรองกล่าวว่า พวกตนทั้งสามได้ทำหนังสือและอ้างอิงคำสั่งศาลปกครองดังกล่าว เพื่อขอให้สำนักงานจัดการประชุมอย่างเร่งด่วนและถูกต้อง อย่างไรก็ตาม กลับได้รับคำตอบจากสำนักงานว่าไม่สามารถจัดให้ได้ เนื่องจากมีการนัดประชุมล่วงหน้าแล้วโดย นพ.สรณ ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่าการนัดดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่มีคำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดออกมาแล้ว จึงเป็นประเด็นที่ต้องตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการนัดประชุมดังกล่าว
นายศุภัช ศุภชลาศัย กรรมการด้านเศรษฐศาสตร์ ได้กล่าวเสริมในประเด็นนี้อย่างชัดเจนว่า คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุดนั้นมีสถานะเป็นกฎหมาย ซึ่งอยู่เหนือระเบียบข้อบังคับการประชุมของ กสทช. ที่กำหนดให้ต้องแจ้งนัดประชุมล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน การที่สำนักงานนำระเบียบข้อบังคับที่อยู่ต่ำกว่าระดับกฎหมายมาอ้างเพื่อปฏิเสธการจัดประชุมตามคำสั่งศาล จึงถือเป็น "คำตอบที่ไม่ใช่คำตอบ" และเป็นการตีความที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคำสั่งศาลปกครองระบุว่าการสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่มีผลตั้งแต่วันที่มีคำวินิจฉัยของศาลปกครองแล้ว เพราะฉะนั้นการนัดของผู้ที่ถูกระบุในคำสั่งศาลปกครองว่าไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้แล้ว จึงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาถึงความชอบธรรมและอาจเข้าข่ายการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาล ซึ่งตรงนี้คงต้องให้ศาลพิจารณาต่อไป
ผลกระทบต่อองค์กร
นางพิรงรอง ยืนยันว่า ตนเองและกรรมการอีก 2 คนพร้อมที่จะเข้าร่วมประชุมตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายศุภัช ศุภัชลาศัย ที่มีสถิติการเข้าประชุม กสทช. ครบถ้วน ไม่เคยขาดประชุมแม้แต่ครั้งเดียว ส่วนพล.อ.ท.ธนพันธุ์ และตนเองก็ขาดประชุมเพียงครั้งเดียวเนื่องจากเหตุผลทางการแพทย์
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการด้านกิจการกระจายเสียง ได้แสดงความรู้สึกเสียใจอย่างสุดซึ้งที่องค์กรกำกับดูแลกิจการสำคัญของประเทศ กลับไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด ซึ่งสิ่งนี้เป็นการ "บั่นทอนความน่าเชื่อถือ" ขององค์กรอย่างร้ายแรงในสายตาของผู้ประกอบการ ประชาชน และที่สำคัญที่สุดคือ "นักลงทุนต่างชาติ" ที่อาจมองว่าหน่วยงานกำกับดูแลของไทยขาดความน่าเชื่อถือและมีความวุ่นวายภายใน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจลงทุนในประเทศ
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ ยืนยันว่าตนและกรรมการอีก 2 คน ต้องการร่วมประชุมด้วยความบริสุทธิ์ใจและยึดมั่นในหลักการ แต่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมที่อาจเข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมายได้
ด้านนางพิรงรองกล่าวว่าสถานที่นี้ ชื่อเต็มคือ "สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ" ซึ่งแปลว่าสำนักงานมีฐานะเป็นฝ่ายธุรการและหน่วยงานปฏิบัติที่ต้องนำนโยบายของ "คณะกรรมการ กสทช. ทุกคน" ไปปฏิบัติและสนับสนุน ไม่ใช่ "สำนักงานของประธาน กสทช." เพียงคนเดียว โดยตนตั้งข้อสังเกตว่าที่ผ่านมามีการใช้ทรัพยากรและชื่อเสียงของ กสทช. เพื่อสนับสนุนบุคคลเพียงคนเดียว ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องมีการทบทวนเพื่อให้สำนักงานกลับมาทำหน้าที่เป็นหน่วยงานธุรการของกรรมการทุกคนอย่างแท้จริง
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ ได้ให้ข้อมูลสนับสนุน โดยกล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีตที่สำนักงานและอดีตประธาน กสทช. มีการตีความกฎหมายในลักษณะที่ดูเหมือนจะเข้าข้างตนเอง เช่น กรณีการสรรหาเลขาธิการ กสทช. ที่เคยเป็นมติของกรรมการ แต่ภายหลังกลับถูกตีความว่าเป็นอำนาจของประธาน หรือกรณีรักษาการเลขาธิการ กสทช. ที่ดำรงตำแหน่งเกิน 180 วัน ทั้งที่มติคณะรัฐมนตรีระบุว่าไม่ควรเกิน แต่สำนักงานกลับอ้างว่า กสทช. เป็นองค์กรอิสระ มติ ครม. ไม่มีผลบังคับใช้ ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาธรรมาภิบาลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายในองค์กรกำกับดูแลที่สำคัญของประเทศ
แนวทางและข้อเรียกร้องต่อไป
นายศุภัช กล่าวทิ้งท้ายว่า ในสถานการณ์พิเศษเช่นนี้ ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับระเบียบการนัดประชุม 7 วัน เพราะคำสั่งศาลปกครองสูงสุดถือเป็นกฎหมายที่อยู่สูงกว่า ซึ่งให้อำนาจกรรมการที่เหลืออยู่ตามมาตรา 20 วรรค 3 กฎหมาย กสทช.สามารถดำเนินการจัดประชุมเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้โดยไม่จำเป็นต้องรอให้สำนักงานเป็นผู้จัดให้ พวกตนทั้งสามคนจะยังคงเดินหน้าทำหนังสือถึงกรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คนอีกครั้ง เพื่อให้ตระหนักถึงความชัดเจนทางกฎหมายและร่วมกันปฏิบัติหน้าที่ให้ถูกต้อง




