เปิดคำให้การชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลปกครองกลาง คดี "หมอสรณ" ฟ้อง กก.สรรหา กสทช. พยานฝ่ายผู้ถูกฟ้องฯ ยัน "หมอสรณ" ยังไม่พ้นสถานะผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ แม้ลาออกจากรองคณบดี แต่ยังรับค่าตอบแทนจาก รพ. ถือว่า "ไม่ได้ลาออก" ชี้ชะตา 25 ก.ย.นี้
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ศาลปกครองกลางได้ดำเนินการไต่สวนมูลฟ้องคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ยื่นฟ้องคณะกรรมการสรรหา กสทช. เพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ลงวันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ซึ่งระบุว่า นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. มาตั้งแต่ต้น โดยศาลปกครองกลางจะนัดอ่านคำพิพากษาในคดีดังกล่าวในวันที่ 25 กันยายน 2569 นี้
สำนักข่าว Next News จึงได้นำเอาถ้อยคำละเอียดของฝ่าย นพ.สรณ และฝ่ายคณะกรรมการสรรหา รวมไปให้พยานที่มาขึ้นให้การเบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง มีรายละเอียดดังนี้
นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ (ผู้ฟ้องคดี)
นายสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้ให้ถ้อยคำในฐานะผู้ฟ้องคดีว่า ตนเห็นว่าคณะกรรมการสรรหาสิ้นสุดอำนาจไปแล้ว หลังจากที่ได้ดำเนินการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เสร็จสิ้นลง คุณสมบัติของคณะกรรมการสรรหาชุดใหม่ที่มาพิจารณากรณีของตนนั้นไม่ใช่กรรมการสรรหาชุดเดิม ซึ่งชุดเดิมมีกรรมการ 7 คน แต่ชุดใหม่มีเพียง 4 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล มีอายุเกิน 70 ปี ทำให้ไม่สามารถเป็นกรรมการสรรหาได้ และนางยุพินก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุม
ในฐานะแพทย์อายุรศาสตร์โรคหัวใจประจำโรงพยาบาลรามาธิบดี นายสรณกล่าวว่าตนมีความมุ่งมั่นที่จะนำเทคโนโลยีมาใช้กับระบบสาธารณสุข จึงได้สมัครเป็นกรรมการ กสทช. ก่อนการสมัคร ตนได้ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายแล้ว โดยยืนยันว่าตนเป็นแพทย์รายชั่วโมง ประกอบอาชีพอิสระในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ทำการรักษาคนไข้ในวันเสาร์-อาทิตย์ และยังคงประกอบวิชาชีพอิสระเป็นแพทย์รักษาคนไข้ในวันเสาร์-อาทิตย์ ทั้งในโรงพยาบาลเอกชน หลังวันที่ 8 มกราคม 2565

นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล (ผู้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องคดี)
นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล ผู้พิพากษาศาลฎีกา ให้การว่ามีอาชีพรับราชการ และเป็นผู้รับมอบอำนาจจากผู้ถูกฟ้องคดี ได้ให้ถ้อยคำว่า ผู้ถูกฟ้องคดีได้ใช้พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการวินิจฉัยคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้ฟ้องคดี โดยคำวินิจฉัยของผู้ถูกฟ้องคดีนั้นสอดคล้องกับความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา
ในส่วนของอายุกรรมการสรรหา นายเกียรติพงศ์ยืนยันว่าตนยังไม่เกษียณอายุราชการในปี พ.ศ. 2568 เนื่องจากเกิดหลังเดือนตุลาคม และกฎหมายก็ไม่ได้กำหนดอายุของคณะกรรมการสรรหาไว้
สำหรับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นคณะกรรมการสรรหา มีมติ 3 ต่อ 3 ว่ามีคุณสมบัติเป็นกรรมการสรรหาได้ ผู้ถูกฟ้องคดีมีมติเห็นว่า เดิมกรรมการสรรหามีทั้งหมด 7 คน มี 2 คนขาดคุณสมบัติ และนางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ ตัวแทนจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ซึ่งเป็นหนึ่งในกรรมการสรรหาได้ลาประชุม ทำให้มีคณะกรรมการสรรหา 5 คนแต่เมื่อองค์ประชุมมี 4 คน ก็ถือว่ามีจำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งซึ่งครบองค์ประชุมแล้ว
คณะกรรมการสรรหาได้ใช้พยานหลักฐานในการวินิจฉัยว่าผู้ฟ้องคดีเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือราชการส่วนท้องถิ่น โดยผู้ถูกฟ้องคดีได้รวบรวมพยานหลักฐานจากหน่วยงานต่างๆ รวมถึงหนังสือชี้แจงของผู้ฟ้องคดีที่ยอมรับว่าเป็นแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง

นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล
นายประวิทย์ ลีสถาพรวงศา (พยานฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดี)
นายประวิทย์ ลีสถาพรวงศา อดีตกรรมการ กสทช. ให้การว่ามีอาชีพนายแพทย์และเป็นข้าราชการบำนาญ ในฐานะพยานฝ่ายผู้ถูกฟ้องคดี โดยนายประวิทย์ซึ่งเป็นอดีตนายแพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ถ้อยคำว่า ในปี พ.ศ. 2564 ผู้ฟ้องคดีดำรงตำแหน่งรองคณบดี แต่ยังคงได้รับค่าตอบแทนการประกอบวิชาชีพอิสระในฐานะแพทย์ค่าตอบแทนรายชั่วโมง แม้ภายหลังผู้ฟ้องคดีจะลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว แต่ก็ยังคงได้รับค่าตอบแทนจากโรงพยาบาลอยู่
นายประวิทย์กล่าวว่า การที่ยังได้รับค่าตอบแทนนี้ จึงถือได้ว่าผู้ฟ้องคดีมิได้ลาออกจากการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพอิสระตามมาตรา 8 (3) แห่งพระราชบัญญัติองค์การจัดสรรคลื่นความถี่ฯ โดยมองว่าค่าตอบแทนของแพทย์เป็นเพียงประเภทของรายได้เท่านั้น นอกจากนี้ ผู้ฟ้องคดียังสามารถเข้าถึงข้อมูลประวัติในอดีตของผู้ป่วย ซึ่งเป็นข้อมูลข่าวสารของคณะฯ และทางโรงพยาบาลยังมีการกำหนดตารางแพทย์ว่าจะเข้าตรวจเมื่อใด และประกาศให้ผู้รับบริการทราบเป็นการทั่วไป หากมีการงดหรือเลื่อนนัดตรวจ จะต้องแจ้งให้คณะแพทย์ศาสตร์ทราบก่อน มิเช่นนั้นอาจถูกงดการรับปฏิบัติงาน
นายประวิทย์ยังระบุว่า หากผู้ฟ้องคดีกระทำละเมิดต่อผู้รับบริการ ก็จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ ซึ่งมหาวิทยาลัย (ต้นสังกัด) จะเป็นผู้รับผิดชอบ

นายประวิทย์ ลีสถาพรวงศา




