6 กสทช. เดินหน้าประชุมนัดพิเศษ ยอมรับ สำนักฯ กสทช.ยังเป็นอุปสรรค จนท.ขาดหายในการให้ข้อมูล เลยทำได้แค่ผ่าน 5 วาระเพื่อทราบ ด้าน 'ศุภัช' เผยบอร์ดเตรียมดันวาระพิจารณาสำคัญทั้งโรดแมป-คดีปกครอง-ITU ยืนยันยึดหลักกฎหมาย-คำสั่งศาล ย้ำปม 'หมอสรณ' ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้แล้ว เตรียมส่งหนังสือถึง "ไตรรัตน์"จัดประชุมครั้งต่อไป 8 ต.ค.
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 6 ตุลาคม 2569 นายศุภัช ศุภชลาศัย, นางพิรงรอง รามสูต และ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ สามกรรมการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวภายหลังจากการประชุมนัดพิเศษ ครั้งที่ 2/2569 ซึ่งจัดขึ้นโดยกรรมการ กสทช. จำนวน 6 คน โดยไม่รวมถึง นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ที่ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ นายศุภัช ศุภชลาศัย ซึ่งได้รับเลือกให้ทำหน้าที่ประธานในการประชุมดังกล่าวเป็นการชั่วคราว ได้เปิดเผยถึงสรุปผลการหารือและสถานการณ์ที่เกิดขึ้น เกี่ยวกับการประชุมครั้งนี้ใน ซึ่งมีประเด็นทั้งเรื่องปัญหาการจัดเตรียมสถานที่และบุคลากรจากสำนักงาน กสทช., มติการประชุมและวาระที่ผ่าน, แผนการจัดประชุมครั้งต่อไปพร้อมวาระสำคัญ, ข้อถกเถียงเรื่องอำนาจและการตีความกฎหมาย และความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ "นิติสงคราม" ที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของ กสทช.ในภาพรวม ขณะที่บุคคลจากสำนักฯ กสทช.ซึ่งเข้าทำหน้าที่เป็นเลขานุการในที่ประชุมได้แก่นายนายเฉลิมชัย ก๊กเกียรติกุล ดำรงตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยเลขาธิการ กสทช. ขณะที่นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ลาปฏิบัติหน้าที่
สถานการณ์การประชุมและอุปสรรคจากสำนักงาน
นายศุภัช ศุภชลาศัย ได้เปิดเผยถึงอุปสรรคที่เกิดขึ้นก่อนการเริ่มต้นการประชุมในวันนี้ โดยระบุว่า เดิมทีกรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คน ได้แจ้งความประสงค์อย่างชัดเจนเพื่อขอใช้ห้องประชุมที่ชั้น 12 ซึ่งเป็นห้องประชุมหลักของสำนักงาน กสทช. อย่างไรก็ตาม ปรากฏว่าไม่มีการจัดเตรียมใดๆ ไว้สำหรับคณะกรรมการในห้องดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถเข้าใช้ห้องประชุมนั้นได้ คณะกรรมการจึงจำเป็นต้องย้ายสถานที่มาจัดประชุมที่ห้องชั้น 2 แทน โดยมีเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาดำเนินการเปิดห้องและจัดการสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นเพื่อรองรับการประชุม อย่างไรก็ตาม การขาดการสนับสนุนจากสำนักงาน กสทช. ยังคงเป็นที่ประจักษ์ จากการที่ไม่มีการจัดทำป้ายประกาศการประชุม ซึ่งโดยหลักการแล้วการประชุมในลักษณะนี้ควรจะต้องมีป้ายประกาศอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นถึงการขาดการสนับสนุนการปฏิบัติงานของกรรมการ กสทช. จากสำนักงาน
นายศุภัช ได้กล่าวเพิ่มเติมว่า อุปสรรคสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อการพิจารณาวาระการประชุมคือการขาดบุคลากรจากสำนักงาน กสทช. เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในวาระต่างๆ ที่จะต้องเข้ามาชี้แจงข้อมูลเชิงลึกในที่ประชุมและตอบคำถามจากกรรมการนั้น ไม่ได้เข้าร่วมการประชุมเพื่อชี้แจงในวันนี้ สถานการณ์เช่นนี้ทำให้คณะกรรมการไม่สามารถพิจารณาวาระที่มีความซับซ้อนและต้องอาศัยข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ได้อย่างครบถ้วนและรอบด้าน ซึ่งเป็นข้อจำกัดที่ส่งผลให้การประชุมไม่สามารถดำเนินไปได้อย่างเต็มศักยภาพ
มติและการเดินหน้าวาระเพื่อทราบ
นายศุภัช อธิบายว่า ด้วยเหตุผลของการขาดเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบวาระต่างๆ ที่จะเข้ามาชี้แจง คณะกรรมการจึงไม่สามารถพิจารณาวาระที่มีความซับซ้อนหรือต้องใช้ดุลยพินิจอย่างละเอียดได้ จึงได้ตัดสินใจที่จะพิจารณาและมีมติเฉพาะวาระที่เป็น "วาระเพื่อทราบ" เท่านั้น ในการประชุมวันนี้ คณะกรรมการได้ผ่านวาระเพื่อทราบไปทั้งสิ้น 5 วาระ ทำให้การประชุมในวันนี้ไม่ได้ยืดเยื้อหรือใช้เวลานานมากนัก
นายศุภัชยังระบุด้วยว่า การทำหน้าที่ประธานชั่วคราวในการประชุมครั้งนี้ของตนเองได้สิ้นสุดลงแล้วภายหลังการประชุมนี้ และจะมีการพิจารณาหาประธานสำหรับการประชุมครั้งต่อไปตามกฎเกณฑ์และระเบียบที่กำหนดไว้อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการทั้ง 6 คน ยังคงยืนยันที่จะเดินหน้าทำงานต่อไป และได้มีการกำหนดนัดประชุมครั้งต่อไปในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ เพื่อสานต่อการพิจารณาวาระที่สำคัญ
โดย 5 วาระการประชุมในวันนี้ได้แก่ 1.สรุปผลการประชุมเพื่อระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจการวิทยุสมัครเล่นจากสมาคมวิทยุสมัครเล่นในพื้นที่ภาคเหนือ (คท.2) 2.รายงานการดำเนินการ กรณีแนวปฏิบัติการออกอากาศรายการ กรณีสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา สิ้นพระชนม์ (ผส.) 3.รายงานข้อมูลการใช้และเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม และรายงานข้อมูลการเรียกสำเร็จและความคับคั่ง ณ จุดเชื่อมต่อโครงข่ายโทรคมนาคม ประจำปี 2559 ไตรมาส 1 (ชท.) 4. รายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการด้านกฎหมายและคดี ระหว่างเดือนมกราคม ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2559 (มท.) และ 5. รายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการพิจารณาปรับปรุงระเบียบการบริหารงานภายในของสำนักงาน กสทช. ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ถึงเดือนเมษายน 2559 (นย.)
เตรียมการสำหรับวาระสำคัญในอนาคต
นายศุภัช ได้เปิดเผยถึงแนวทางการทำงานของคณะกรรมการภายหลังการประชุมในวันนี้ โดยระบุว่า คณะกรรมการมีมติที่จะจัดทำหนังสืออย่างเป็นทางการถึง นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. เพื่อให้จัดประชุมอีกครั้งในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ พร้อมกับบรรจุวาระการประชุมที่สำคัญหลายเรื่องที่ได้มีการตกลงกันไว้ ซึ่งรวมถึงวาระที่ได้มีการพูดคุยกันไปบ้างแล้วในวันนี้ วาระสำคัญที่จะมีการหยิบยกขึ้นมาพิจารณาอย่างจริงจัง ประกอบด้วยเรื่องเกี่ยวกับสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ITU), การเจรจาต่างๆ, คดีปกครอง และที่สำคัญอย่างยิ่งคือเรื่องของโรดแมปทีวีดิจิทัล ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญจำนวน 3-4 เรื่องที่จะถูกนำมาพิจารณาจากทั้งหมด 34 วาระที่คณะกรรมการได้ลงมติเห็นชอบไว้ล่วงหน้าแล้ว
นายศุภัช ได้ย้ำว่า การพิจารณาวาระเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบเข้ามาให้ข้อมูลและชี้แจงรายละเอียดต่างๆ ในที่ประชุม เพื่อให้คณะกรรมการสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง รอบคอบ และเป็นประโยชน์สาธารณะ หากไม่มีการชี้แจงข้อมูลที่เพียงพอ การตัดสินใจอาจเกิดความผิดพลาดได้ เนื่องจากเป็นเรื่องใหญ่และมีผลกระทบต่อสาธารณะอย่างกว้างขวาง กรรมการทั้ง 6 คนในที่ประชุมต่างมีเจตนาที่จะประชุมและดำเนินงานให้เดินหน้าต่อไปอย่างเต็มที่ แม้ในวันนี้จะสามารถดำเนินการได้เพียงการผ่านวาระเพื่อทราบ แต่คณะกรรมการก็พร้อมที่จะเดินหน้าพิจารณาวาระสำคัญในครั้งต่อไปอย่างต่อเนื่อง
ข้อถกเถียงเรื่องอำนาจและการตีความกฎหมาย
นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องอำนาจและการตีความกฎหมายซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาหารือในการประชุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รักษาการเลขาธิการ กสทช. ได้ตอบหนังสือกลับมาถึงนายศุภัช อ้างว่า ประธาน กสทช.มีอำนาจกำกับ สำนักงาน กสทช. และประธานมีอำนาจในการเห็นชอบว่าจะให้จัดประชุมหรือไม่ ซึ่งนายศุภัชกล่าวถึงประเด็นนี้ว่า ตนเองจะไม่ตอบกลับหนังสือดังกล่าวอีก เพราะยึดหลักกฎหมายและคำตัดสินของศาลเป็นสำคัญ โดยศาลได้ตัดสินแล้วว่าสถานะของประธาน กสทช. เป็นอย่างไร และคณะกรรมการสรรหาก็ได้ดำเนินการตามกฎหมายมาโดยตลอด ตนเองจึงไม่รู้สึกกังวลกับการไม่ตอบโต้ และมองว่าเป็นการเดินหน้าทำงานตามครรลองของกฎหมายที่ชัดเจน
นางพิรงรอง รามสูต ได้เสริมในประเด็นนี้ว่า องค์ประชุมของ กสทช. คือกรรมการ กสทช. ซึ่งเลขาธิการไม่ได้เป็นกรรมการจึงไม่มีสิทธิ์ในการเปิดประชุม และกรรมการที่มาครบทั้ง 6 คนนั้น ถือเป็นองค์ประชุมที่สมบูรณ์ตามกฎหมายแล้ว ดังนั้น มติที่ออกมาจากการประชุมนี้จึงชอบด้วยกฎหมายทั้งหมด ไม่ว่าจะมีเจ้าหน้าที่มาทำหน้าที่หรือไม่ก็ตาม
ด้านพล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ ได้อ้างถึงความเห็นของ นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาและอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ในเชิงธุรการ สำนักงาน กสทช. ขึ้นตรงกับประธาน กสทช. แต่ในเชิงนโยบาย สำนักงานเป็นหน่วยงานธุรการของคณะกรรมการ กสทช. และที่สำคัญ ณ ปัจจุบัน กสทช. ไม่มีประธาน กสทช. แล้วตามคำสั่งศาลที่ระบุว่า นพ.สรณ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ประธานได้ การที่สำนักงานหรือ นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล ยังคงอ้างอำนาจประธาน กสทช. อยู่ จึงเป็นเรื่องที่แต่ละบุคคลต้องพิจารณาและรับผิดชอบการกระทำของตนเอง
เมื่อถามเรื่องความกังวลเกี่ยวกับ "นิติสงคราม" และแนวทางการทำงาน ในการประชุม คณะกรรมการได้แสดงความกังวลว่าท่าทีของสำนักงาน กสทช. ที่ไม่ให้ความร่วมมือ อาจนำไปสู่เรื่องของการฟ้องร้องในอนาคต หรือที่เรียกว่า "นิติสงคราม" หรือไม่
นายศุภัช กล่าวว่าตนเองไม่รู้สึกกังวลในประเด็นนี้ เพราะทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายที่ชัดเจน และคณะกรรมการทั้ง 6 คน ได้พยายามทำหน้าที่อย่างดีที่สุดแล้ว และจะเดินหน้าทำงานต่อไปอย่างต่อเนื่อง หากวันที่ 8 ตุลาคมนี้ สำนักงานยังคงไม่ให้ความร่วมมือในการจัดประชุมและจัดส่งข้อมูล เจ้าหน้าที่ไม่เข้ามาให้ข้อมูล ก็อาจจะเกิดสถานการณ์เช่นเดิมอีกครั้งได้ คณะกรรมการทั้ง 6 คน ยืนยันว่าทุกคนมีเจตนาที่จะประชุมและทำงานให้เดินหน้า โดยยึดประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้ง แม้จะมีความล่าช้าในการทำงาน แต่ก็มีการ "โปรเกรส" ทุกวัน
พล.อ.ท.ธนพันธุ์ ยังได้กล่าวถึงความกังวลว่า หลายคนรู้สึกไม่สบายใจกับข่าวที่ว่าเป็น "นิติสงคราม" เพราะกรรมการทั้ง 4 คน ที่เข้าร่วมประชุมในวันนี้ก็ถูกฟ้องร้องมาโดยตลอด จึงยืนยันว่านี่ไม่ใช่เรื่องของนิติสงคราม แต่เป็นเรื่องที่กรรมการทุกคนต้องการทำหน้าที่ของตนเองตามกฎหมาย ส่วนใครที่ไม่ยอมทำหน้าที่หรือไม่รับคำสั่งศาล ก็อาจมีผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ตนเองไม่ทราบได้
เกี่ยวกับประเด็นที่ว่าเมื่อใดถึงจะถึงเวลาที่ต้องใช้กฎหมายบังคับให้สำนักงาน กสทช.ปฏิบัติหน้าที่นั้น คณะกรรมการยังคงมีความเห็นว่าไม่ต้องการดำเนินการในขั้นนั้น เพราะไม่ต้องการให้กลายเป็นความขัดแย้งที่รุนแรงและนำไปสู่การฟ้องร้องกันในวงกว้าง อย่างไรก็ตาม นางพิรงรอง ได้ยกตัวอย่างถึงกรณีที่ในวันที่ 7 ตุลาคม คณะกรรมการ 4 คน ต้องเดินทางไปฟังคำพิพากษาในคดีที่ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ฟ้องร้อง สิ่งเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของ กสทช. เพราะทำให้แทนที่จะได้ประชุมทำงานตามปกติ ก็ต้องไปเสียเวลากับเรื่องคดีความ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะของประเทศ






