"...สตง. ได้แนะนำให้พิจารณาจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องของระบบเตือนภัย สำหรับสถานีเตือนภัยล่วงหน้าที่ชำรุดเสียหาย โดยประสานความร่วมมือในการใช้ข้อมูลจากหน่วยงานอื่นในบริเวณใกล้เคียงหรือแหล่งข้อมูลอื่นในการนำมาวิเคราะห์หรือคาดการณ์การเกิดอุทกภัยในพื้นที่ที่สถานีไม่สามารถใช้งานได้ เพื่อให้การเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยยังสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นการลดความเสี่ยง รวมถึงสร้างความน่าเชื่อถือของระบบเตือนภัยในพื้นที่..."
เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสาธารณชน
กรณี สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เผยแพร่ผลการตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานการบริหารจัดการระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) สำหรับพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและดินถล่มของหน่วยรับตรวจแห่งหนึ่ง ซึ่งสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบครั้งนี้ได้เผยให้เห็นข้อตรวจพบสำคัญสองประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประสิทธิภาพในการติดตาม เฝ้าระวัง และเตือนภัยแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงทั่วประเทศ สตง. ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับปรุงระบบดังกล่าว เพื่อยกระดับความปลอดภัยและลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
ขณะที่สำนักข่าว Next News ตรวจสอบยืนยันข้อมูลพบว่า หน่วยงานรับตรวจโครงการฯ นี้ คือ กรมทรัพยากรน้ำ (ทน.) และมีการดำเนินการปรับปรุงและพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System – EWS) สำหรับพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและดินถล่มทั่วประเทศ หลังพบปัญหาและข้อจำกัดสำคัญจากการใช้งาน ทั้งด้านพลังงาน การสื่อสาร และการบำรุงรักษา โดยมีแผนจะนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาใช้ เพื่อให้ระบบสามารถแจ้งเตือนภัยได้อย่างแม่นยำและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน และมีการแจ้งความคืบหน้าการดำเนินงานให้ สตง. รับทราบเป็นทางการไปแล้ว
เพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้มากขึ้น
สำนักข่าว Next News นำข้อมูลประเด็นสำคัญที่สตง.ตรวจสอบพบ และคำชี้แจงของ กรมทรัพยากรน้ำ (ทน.) แบบประเด็นต่อประเด็น มานำเสนอ ณ ที่นี้
@ ความท้าทายในการบริหารจัดการข้อมูลหมู่บ้านเสี่ยงภัย
ในรายงานการตรวจสอบ สตง. กรณีนี้ ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทบทวนและปรับปรุงฐานข้อมูลหมู่บ้านเสี่ยงอุทกภัย-ดินถล่มของกรมทรัพยากรน้ำให้มีความเป็นปัจจุบันและทันต่อสถานการณ์ โดยเสนอให้พิจารณากำหนดรอบระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการทบทวนข้อมูลดังกล่าวเป็นช่วง ๆ เพื่อให้ข้อมูลมีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพของพื้นที่ต่าง ๆ พร้อมทั้งเสนอให้นำข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ มาร่วมพิจารณาในการจัดทำและปรับปรุงฐานข้อมูลนี้ด้วย นอกจากนี้ สตง. ยังได้เสนอให้กรมทรัพยากรน้ำนำข้อมูลหมู่บ้านเสี่ยงอุทกภัย-ดินถล่มที่เคยศึกษาไว้เมื่อปี พ.ศ. 2554 มาจัดทำสรุปข้อมูลเป็นสองประเภทหลัก ได้แก่ ข้อมูลหมู่บ้านที่มีการติดตั้งสถานีเตือนภัยล่วงหน้าแล้วพร้อมรวบรวมปัญหาอุปสรรคจากการใช้งาน และข้อมูลหมู่บ้านที่ยังไม่สามารถติดตั้งสถานีเตือนภัยล่วงหน้าได้พร้อมรวบรวมปัญหาข้อจำกัดของแต่ละพื้นที่ โดยย้ำว่าข้อมูลเหล่านี้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่และการวางนโยบายเพื่อป้องกันความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย
ขณะที่ กรมทรัพยากรน้ำได้ชี้แจงว่า ระบบเตือนภัยล่วงหน้าฯ ของกรมฯ ได้ออกแบบและจัดทำโครงสร้างฐานข้อมูลกลางอยู่แล้ว โดยมีการรวบรวมและจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานต่าง ๆ อาทิ รายละเอียดสถานี พิกัดภูมิศาสตร์ แหล่งที่มา สถานะปัจจุบัน รหัสอุปกรณ์ที่ใช้ รวมถึงเกณฑ์การแจ้งเตือนภัย อย่างไรก็ตาม กรมฯ ยอมรับว่าลักษณะการทำงานที่มีการกระจายการปฏิบัติงานไปในหลายหน่วยงานย่อยในแต่ละพื้นที่รับผิดชอบของสำนักงานในภูมิภาค อาจทำให้เกิดความแตกต่างของการจัดเก็บข้อมูลพื้นฐานหรือการรวบรวมข้อมูลจากภาคสนามได้ รวมถึงปริมาณของข้อมูลการแจ้งเตือนภัยที่มีจำนวนมากและส่งเข้ามาพร้อมกัน อาจทำให้แต่ละหน่วยงานประสบปัญหาในการจัดการข้อมูล
เพื่อแก้ไขปัญหานี้ กรมทรัพยากรน้ำกำลังอยู่ระหว่างการวางแผนและดำเนินการปรับปรุงระบบฐานข้อมูลกลางปัจจุบัน โดยจะพิจารณารูปแบบของระบบร่วมกับแผนการดำเนินงานปี 2548 และ 2554 ตามข้อเสนอแนะของ สตง. ซึ่งจะรวมถึงการเก็บบันทึกข้อมูลให้ครอบคลุมสำหรับการแจ้งเตือนภัย อาทิ ที่มาของสถานี ปัญหาของสถานี สถานการณ์ ความพร้อมของสถานี ประเภทของการเกิดภัยพิบัติ และหลักฐานการเกิด เพื่อให้การจัดเก็บข้อมูลมีความสะดวกยิ่งขึ้น พร้อมทั้งจะจัดทำแบบฟอร์มกลางสำหรับการบันทึกข้อมูลการแจ้งเตือนภัยที่สอดคล้องกับระบบฐานข้อมูล และเผยแพร่ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานหรือหน่วยงานย่อย เช่น ส่วนอุทกวิทยา จำนวน 22 แห่ง เพื่อนำไปปฏิบัติ
@ การยกระดับการวิเคราะห์ข้อมูลและประสิทธิภาพสถานีเตือนภัย
สตง. ได้เสนอแนะให้สำนักที่เกี่ยวข้องร่วมกันวิเคราะห์และประเมินถึงเหตุผล ความจำเป็น และความเป็นไปได้ของการกำหนดแนวทางจัดเก็บข้อมูลสำคัญเพื่อนำมาวิเคราะห์ในเชิงพื้นที่อย่างครอบคลุม โดยให้มีการนำข้อมูลที่วัดค่าได้จากสถานีเตือนภัยล่วงหน้าไปใช้เพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ต่าง ๆ ให้ครบถ้วนตามศักยภาพการทำงานของสถานี เช่น ข้อมูลปริมาณฝนและระดับน้ำ ข้อมูลความชื้นในดิน ข้อมูลการแจ้งเตือนภัยทุกครั้ง ข้อมูลการเกิดสถานการณ์อุทกภัยในแต่ละครั้งและช่วงเวลาการเกิด ข้อมูลเส้นทางน้ำ และข้อมูลภูมิประเทศที่เกี่ยวกับสภาพลุ่มน้ำ ประเภทและชนิดของดิน พืชปกคลุมดิน และการใช้ประโยชน์ที่ดิน เพื่อให้สำนักบริหารทรัพยากรน้ำมีข้อมูลที่ครบถ้วน เพียงพอ สามารถนำมาใช้ในการประเมินการทำงานของสถานีเตือนภัยล่วงหน้ากับความสอดคล้องของสถานการณ์ และนำมาใช้ในการบริหารจัดการเชิงพื้นที่ การพยากรณ์ การคาดการณ์ และการตั้งค่ามาตรฐาน เพื่อให้การแจ้งเตือนภัยมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
ขณะที่ กรมทรัพยากรน้ำได้ชี้แจงว่า มีการจัดการประชุมเพื่อวิเคราะห์และประเมินสภาพปัญหาอุปสรรคการแจ้งเตือนภัยที่ผ่านมาเป็นประจำทุกปี โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดสถานการณ์ภัยพิบัติ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมประชุมได้แก่ เจ้าหน้าที่ของส่วนอุทกวิทยาในส่วนภูมิภาค สังกัดสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1-11 กองวิจัย พัฒนาและอุทกวิทยา และกองวิเคราะห์และประเมินสถานการณ์น้ำ เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานการแจ้งเตือนภัยให้ส่วนอุทกวิทยามีการจัดเก็บและบันทึกข้อมูลให้เป็นมาตรฐาน นอกจากนี้ กรมฯ ยังอยู่ระหว่างการปรับปรุงระบบฐานข้อมูล โดยจัดให้มีการส่งข้อมูลพื้นที่เกิดสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลาก การสรุปสถานการณ์การเกิดภัยพิบัติ รวมถึงให้บันทึกรูปภาพพื้นที่น้ำท่วมฉับพลันน้ำป่าไหลหลากอย่างครบถ้วน เพื่อนำไปใช้ในการวิเคราะห์เชิงพื้นที่ และนำข้อมูลการแจ้งเตือนภัยมาปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการแจ้งเตือนภัยต่อไป
@ แผนรับมือสถานีชำรุดและยกระดับความพร้อมใช้งาน
ในรายงานการตรวจสอบเรื่องนี้ สตง. ยังได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นและความน่าเชื่อถือของระบบเตือนภัย โดยเสนอให้จัดทำฐานข้อมูลสถานีเตือนภัยล่วงหน้าที่ชำรุดเสียหายทั้งหมด เพื่อนำมาจัดลำดับความสำคัญในการซ่อมแซมบำรุงรักษาให้สถานีมีความพร้อมใช้งาน โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยสูงในช่วงฤดูฝน นอกจากนี้ยังเสนอให้จัดทำมาตรฐานกลางในการจัดเก็บและรวบรวมข้อมูลการบำรุงรักษา ทั้งในรูปแบบเอกสารและ Google Form
พร้อมกันนี้ สตง. ได้แนะนำให้พิจารณาจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องของระบบเตือนภัย สำหรับสถานีเตือนภัยล่วงหน้าที่ชำรุดเสียหาย โดยประสานความร่วมมือในการใช้ข้อมูลจากหน่วยงานอื่นในบริเวณใกล้เคียงหรือแหล่งข้อมูลอื่นในการนำมาวิเคราะห์หรือคาดการณ์การเกิดอุทกภัยในพื้นที่ที่สถานีไม่สามารถใช้งานได้ เพื่อให้การเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัยยังสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง และเป็นการลดความเสี่ยง รวมถึงสร้างความน่าเชื่อถือของระบบเตือนภัยในพื้นที่
ที่สำคัญ สตง. ยังได้เสนอให้พิจารณาทบทวนว่า กรมทรัพยากรน้ำควรมีการตั้งค่าเป้าหมายตัวชี้วัดเรื่องความพร้อมใช้งานของสถานีเตือนภัยล่วงหน้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน เพื่อให้มีความท้าทายในการปฏิบัติภารกิจเพิ่มขึ้น ทั้งในเชิงจำนวนสถานีที่พร้อมใช้งาน และระยะเวลาการซ่อมแซมสถานีหรืออุปกรณ์ในกรณีต่าง ๆ อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งจะช่วยสะท้อนถึงศักยภาพและประสิทธิภาพในการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าครอบคลุมพื้นที่เสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัย และเพิ่มความท้าทายในการปฏิบัติงานเพื่อให้เจ้าหน้าที่เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
เบื้องต้น กรมทรัพยากรน้ำได้ตอบรับข้อเสนอแนะเหล่านี้ โดยมีกิจกรรมที่วางแผนจะดำเนินการดังนี้
1. การจัดการสถานีชำรุด: จะมีหนังสือสั่งการให้สำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 1 - 11 โดยส่วนอุทกวิทยา จัดเก็บข้อมูลสถานีเตือนภัยล่วงหน้าที่ชำรุดเสียหายในรูปแบบตารางฐานข้อมูลเดียวกัน เพื่อนำมาจัดลำดับความสำคัญในการซ่อมแซมบำรุงรักษา โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินการในเดือนพฤศจิกายน 2568
2. แผนบริหารความต่อเนื่อง: จะจัดทำแผนบริหารความต่อเนื่องของระบบเตือนภัยล่วงหน้า ทั้งในช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุภัยพิบัติ โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคม 2568 และแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2569
3. ทบทวนตัวชี้วัด: จะทบทวนค่าเป้าหมายตัวชี้วัดเรื่องความพร้อมใช้งานของสถานีเตือนภัยล่วงหน้าให้สอดคล้องกับสถานการณ์ภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้นในปัจจุบัน โดยมีกำหนดเริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคม 2568 และแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2569
@ กรมฯน้ำแจงยันระบบเตือนภัยมีประสิทธิภาพ ปรับข้อมูลพื้นที่เสี่ยง พร้อมนำ AI มาช่วยวิเคราะห์

พงศ์พัฒน์ เสมอคำ
ด้านนายพงศ์พัฒน์ เสมอคำ รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ ให้สัมภาษณ์ยืนยันสำนักข่าว Next News ว่า กรณีนี้ สตง.ได้เข้ามาตรวจสอบเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งกรมทรัพยากรน้ำได้รับทราบข้อสรุปและกำลังดำเนินการแก้ไขตามข้อเสนอแนะอย่างเร่งด่วน
"การตรวจสอบของ สตง. ในครั้งนั้นเกี่ยวข้องกับระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งกรมได้รับทราบข้อสรุปและได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานงานกับ สตง. เพื่อชี้แจงและส่งมอบข้อมูล โดยตั้งเป้าหมายที่จะตอบคำถามให้แล้วเสร็จภายในเดือนมีนาคม 2569" นายพงศ์พัฒน์ระบุ
ในส่วนของระบบการเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning) นายพงศ์พัฒน์ อธิบายว่า ระบบนี้ถูกออกแบบมาสำหรับพื้นที่ราบเชิงเขา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความชันค่อนข้างมาก เพื่อป้องกันและแจ้งเตือนภัยจากน้ำหลากและดินสไลด์ โดยจะพิจารณาจากปริมาณน้ำฝนสะสมภายใน 12 ชั่วโมง เมื่อปริมาณน้ำฝนถึงเกณฑ์ที่กำหนด จะมีการแจ้งเตือนไปยังพื้นที่เสี่ยง โดยในแต่ละพื้นที่เสี่ยงจะมี "ผู้รู้ประจำหมู่บ้าน" ที่ทำหน้าที่แจ้งเตือนประชาชนให้เตรียมการอพยพและวางแผนจุดอพยพที่ชัดเจน การเตือนภัยนี้ใช้ปริมาณน้ำฝนเป็นตัวชี้วัดหลัก
นายพงศ์พัฒน์ ยังชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำนิยามที่ปรากฏในรายงานว่า กรมทรัพยากรน้ำไม่สามารถประกาศเป็น "ภัยพิบัติ" ได้ แต่สามารถระบุได้ว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำหลากหรือดินถล่มได้ การประกาศภัยพิบัติแห่งชาติเป็นอำนาจของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะต้องพิจารณาระดับความรุนแรงของภัยพิบัติด้วย สำหรับประเด็นเรื่องสถานีเตือนภัยที่ชำรุด ทางกรมได้ของบประมาณและกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขให้สามารถใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยมีเป้าหมายให้ใช้งานได้เกินกว่าร้อยละ 85 ตามตัวชี้วัดของกระทรวง ขณะนี้กำลังรอการสรุปตัวเลขที่แม่นยำจากหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการแก้ไขสถานีที่ชำรุด ซึ่งทราบเบื้องต้นว่ามีจำนวนกว่า 200 สถานีที่กำลังเร่งดำเนินการแก้ไข
นายพงศ์พัฒน์ยังกล่าวถึงการปรับปรุงฐานข้อมูลหมู่บ้านเสี่ยงภัยน้ำท่วมว่า กรมฯ กำลังดำเนินการปรับปรุง โดยจะพิจารณาถึงลักษณะภูมิประเทศและความเสี่ยงเฉพาะพื้นที่เป็นสำคัญ เพื่อให้การวิเคราะห์และคาดการณ์มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น รองอธิบดีฯ ยอมรับว่าการใช้ปริมาณน้ำฝนเป็นเกณฑ์เพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถคาดการณ์ได้ 100% จึงกำลังพัฒนาระบบโดยนำปัจจัยอื่นๆ เช่น ความชื้นในดิน และการวิเคราะห์จากเหตุการณ์ในอดีต (Case Study) มาประกอบการตัดสินใจ รวมถึงการปรับเกณฑ์ให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศแต่ละพื้นที่
รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำยังได้กล่าวถึงแนวทางการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยในการวิเคราะห์ โดยจะพิจารณาปัจจัยต่างๆ เช่น ความชื้นในดินที่สะสม และการวิเคราะห์จากเหตุการณ์ในอดีต (Case Study) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแจ้งเตือนให้มากที่สุด และจะมีการปรับเกณฑ์การเตือนภัยให้เหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่
ทั้งนี้ กรมทรัพยากรน้ำได้ติดตั้งระบบเตือนภัยไปแล้วประมาณ 2,275 สถานีในพื้นที่ราบเชิงเขา โดยเน้นการติดตั้งในพื้นที่ที่มีชุมชนอาศัยอยู่เป็นหลัก และมีการสร้างเครือข่าย "ผู้รู้ประจำหมู่บ้าน" เพื่อช่วยในการแจ้งเตือนและช่วยเหลือประชาชน
นายพงศ์พัฒน์ เน้นย้ำว่า การทำงานของกรมจะเน้นในพื้นที่ที่มีชุมชนเป็นหลัก และมี "ผู้รู้ประจำหมู่บ้าน" เป็นเครือข่ายสำคัญในการแจ้งเตือนและช่วยเหลือประชาชน เพื่อให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด
.......................
ทั้งหมดนี่ เป็นข้อมูลเชิงลึกและคำชี้แจงจากหน่วยงานผู้รับผิดชอบการดำเนินงานการบริหารจัดการระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) สำหรับพื้นที่เสี่ยงอุทกภัยและดินถล่ม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีความสำคัญของประชาชน
ผลการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ จะเป็นอย่างไร นับจากนี้ ต้องคอยติดตามดูกันต่อไป




