"สิริพงศ์" โต้ปม "หจก.เจริญศรีสะเกษ โยงบ้านใหญ่ รับงานรัฐ ยันบริสุทธิ์ วอนนักวิชาการใช้วิจารณญาณ แจงธุรกิจนี้เป็นของครอบครัวทำมากว่า 40 ปี พร้อมรับตรวจสอบ แต่การกล่าวหาควรมีหลักการ ไม่ใช้อคติ ชี้การเมืองเน้นวิจารณ์แบบนี้ ส่อทำลายล้างมากกว่าสร้างสรรค์ จ่อดำเนินการทางกฎหมายแน่
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ สส.จังหวัดศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย และอดีตโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวที่ จ.บุรีรัมย์ กรณีที่มีนักวิชาการบางส่วนกล่าวหาว่าเครือญาติของตนเองที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับ "บ้านใหญ่" ได้รับงานจากภาครัฐเข้าข่ายการทุจริต โดยนายสิริพงศ์กล่าวย้ำว่าในฐานะนักการเมืองที่เป็นบุคคลสาธารณะ พร้อมรับการตรวจสอบเสมอ แต่ขอให้ผู้ที่ออกมาแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะกลุ่มนักวิชาการ ควรใช้วิจารณญาณและหลักการในการวิเคราะห์วิจารณ์ โดยปราศจากอคติ
นายสิริพงศ์ได้ให้รายละเอียดชี้แจงประเด็นสำคัญดังนี้
ประการแรกคือเรื่องของธุรกิจ ห้างหุ้นส่วนจำกัด "เจริญศรีสะเกษ" นั้น ดำเนินกิจการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2524 หรือกว่า 40 ปีแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่ตนเองยังเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษา และบริษัทดังกล่าวได้เป็นผู้รับเหมาชั้นหนึ่งมายาวนาน การที่บริษัทนี้ได้รับงานจากภาครัฐเป็นจำนวนมากจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด
ประการที่สองคือเรื่องของความเป็นญาติ นายสิริพงศ์ยอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับผู้ถูกกล่าวถึงจริง แต่เป็นญาติผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือ และมีการพบปะกันเพียงในโอกาสสำคัญทางประเพณีเท่านั้น ครอบครัวทั้งสองฝ่ายได้แยกย้ายไปประกอบอาชีพของตนเองนานแล้ว การกล่าวหาว่าการเป็นญาติกันแล้วมีความผิดนั้นไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง เพราะในแวดวงการเมืองก็มีตัวอย่างจำนวนมากที่ใช้นามสกุลเดียวกันแต่อยู่กันคนละฝ่ายทางการเมือง
นายสิริพงศ์กล่าวต่อว่า ส่วนตัวจากเรื่องนี้ทำให้ตนมีความกังวลต่อการกล่าวหาที่เลื่อนลอยและขาดหลักฐาน โดยมองว่าเป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชน และอาจส่งผลให้เกิดความเสื่อมเสีย ซึ่งอาจต้องดำเนินการทางกฎหมายต่อไป พร้อมทั้งเรียกร้องให้นักวิชาการควรตรวจสอบข้อมูลให้ครบถ้วน ไม่ใช่เพียงการอ่านพาดหัวข่าวเท่านั้น
เมื่อถูกถามถึงประเด็นที่ว่านักวิชาการอาจถูกจ้างวานจากฝ่ายค้านมาโจมตี นายสิริพงศ์ไม่ได้ระบุโดยตรง แต่ตั้งข้อสังเกตว่า ในช่วงของการจัดตั้งรัฐบาล มีการใช้ "นักวิชาการเข้ามาในการโจมตีพรรคการเมืองคู่แข่งค่อนข้างเยอะ" และมองว่าพฤติกรรมเช่นนี้ "น่าจะไม่ใช่แนวทางของพรรคที่จะเป็นฝ่ายค้านในเวลานี้" หากยังคงมีการดิสเครดิตกันก่อนที่รัฐบาลชุดใหม่จะเริ่มทำงาน ซึ่งถือเป็นการเมืองแบบโบราณ ไม่ใช่การเมืองที่สร้างสรรค์




