News Logo
หน้าแรก
ชงโครงการล่วงหน้า 1.5 พันล. ดูแลผู้ป่วยติดเตียงก่อน ‘ยูโซ’ ปรับคำนิยาม

ชงโครงการล่วงหน้า 1.5 พันล. ดูแลผู้ป่วยติดเตียงก่อน ‘ยูโซ’ ปรับคำนิยาม

19 พ.ค. 2569 08:57
ผู้ชม 121 คน

เอกชนรู้ล่วงหน้า ชงโครงการ 1.5 พันล้าน จัดระบบดูแลผู้ป่วยติดเตียง ก่อน ‘ยูโซ’ ปรับคำนิยาม “บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม” เผยจดหมายอ้างชัดนิยามใหม่ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีข้อสรุป ลุ้น กสทช.เคาะวันนี้

สำนักข่าว Next News รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทำการสอบถามความเห็นเกี่ยวกับกับการปรับคำนิยาม “บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม” ของกองทุนเพื่อการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม หรือ ยูโซ (Universal Service Obligation : USO) โดยมี 3 แนวทาง คือ

1.หมายความว่า "บริการโทรศัพท์ บริการอินเทอร์เน็ตและบริการโทรคมนาคมอื่นใดที่ใช้เทคโนโลยีโทรคมนาคมเป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้ประชาชนผู้ด้อยโอกาสในสังคม คนพิการ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ขาดแคลน รวมถึงสถานศึกษา ศาสนสถาน สถานพยาบาล หน่วยงานด้านความมั่นคงหรือหน่วยงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ และกลุ่มเป้าหมายอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนด สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์บริการโทรคมนาคมของประเทศ” (เป็นนิยามตามประกาศที่บังคับใช้ปัจจุบันและปรับปรุงคำนามชื่อคนชราเป็นผู้อายุ)

2.หมายความว่า "บริการโทรศัพท์ บริการอินเทอร์เน็ต และระบบสื่อสารที่ใช้เทคโนโลยีโทรคมนาคมเป็นส่วนสำคัญ รวมถึงสนับสนุนการจัดให้มีอุปกรณ์ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แทปเล็ต ที่ทำให้ประชาชนผู้ด้อยโอกาสในสังคม คนพิการ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ขาดแคลน รวมถึงสถานศึกษา ศาสนสถาน สถานพยาบาล หน่วยงานด้านความมั่นคงหรือหน่วยงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ และกลุ่มเป้าหมายอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนด สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์บริการโทรคมนาคมได้” (ปรับปรุงเพิ่มเติมรายการ)

3.หมายความว่า "บริการโทรศัพท์ บริการอินเทอร์เน็ต และระบบสื่อสารที่ใช้เทคโนโลยีโทรคมนาคมเป็นส่วนสำคัญ รวมถึงสนับสนุนการจัดให้มีอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์หรือแพลตฟอร์มที่เป็นส่วนประกอบเพื่อให้เกิดบริการโทรคมนาคม เช่น อุปกรณ์ทางการแพทย์สำหรับผู้ป่วยติดเตียง คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล แทปเล็ต หรือแพลตฟอร์มทางการศึกษา, การแพทย์ ความมั่นคงและประโยชน์สาธารณะ เป็นต้น ตลอดจนการจัดให้มีการส่งเสริมและเพิ่มทักษะความรู้แก่กลุ่มเป้าหมายที่เท่าทันต่อเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงความปลอดภัยและการรู้เท่าทันเพื่อป้องกันการหลอกลวง ที่ทำให้ประชาชนผู้ด้อยโอกาสในสังคม คนพิการ เด็ก ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย และผู้อาศัยอยู่ในพื้นที่ขาดแคลน รวมถึงสถานศึกษา ศาสนสถาน สถานพยาบาล หน่วยงานด้านความมั่นคงหรือหน่วยงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ และกลุ่มเป้าหมายอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนด สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์บริการโทรคมนาคมของประเทศ” (ปรับปรุงเพิ่มเติมรายการตัวอย่างอุปกรณ์)

เอกสารปรับปรุงคำนิยาม

เอกสารปรับปรุงคำนิยาม

รายงานข่าวแจ้งว่า คณะกรรมการกสทช.จะมีวาระการประชุมเกี่ยวกับการปรับคำนิยาม“บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม” ของกองทุนยูโซในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ อย่างไรก็ตามระหว่างที่มีการสอบถามการปรับคำนิยามและยังไม่มีการสรุปว่าจะใช้แนวทางไหน แต่ปรากฏว่ามีเอกชนนำเสนอโครงการไปยังหน่วยงานหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับด้านสาธารณสุข เพื่อขอการสนับสนุนและความร่วมมือ โดยอ้างถึงคำนิยาม ตามแนวทางที่ 3 และมีรายงานข่าวว่ามีการขอรับการอุดหนุนจากกองทุนยูโซเป็นเงินกว่า 1.5 พันล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทเอกชนได้ทำหนังสือถึงหน่วยงานดังกล่าว เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา ระบุว่า “เป็นโครงการ ระบบดูแลผู้ป่วยติดเตียงอัจฉริยะแบบครบวงจร เพื่อสังคมสูงวัยไทยที่เท่าเทียมและยั่งยืน ภายใต้แผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม (กองทุน USO) ของสำนักงาน กสทช."

สำหรับรายละเอียดโครงการดังกล่าว มีเป้าหมายในการพัฒนาและติดตั้งระบบ AI / IoT เพื่อดูแลผู้ป่วยติดเตียงในครัวเรือนรายได้น้อยและพื้นที่ห่างไกลไม่น้อยกว่า 50,000 ครัวเรือน ใน 25 จังหวัด ภายในระยะเวลา 24 เดือน โดยระบบจะเชื่อมต่อกับสถานพยาบาล ไม่น้อยกว่า 20 แห่ง ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ.....ในการนี้ บริษัทฯ ใคร่ขอเรียนเชิญ .... พิจารณาให้การสนับสนุน ร่วมมือ และให้ข้อเสนอแนะในฐานะหน่วยงานภาคีด้านการแพทย์และสาธารณสุขของโครงการ โดยมีรายละเอียดของโครงการดังปรากฏในเอกสารแนบ

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา และหากท่านประสงค์จะขอรับข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดหมายการประชุมหารือ กรุณาติดต่อผู้ประสานงานโครงการได้ที่ .....ขอแสดงความนับถือ

(ประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท)

หนังสือเอกชน

หนังสือเอกชน

ข่าวแจ้งว่า สำหรับรายละเอียดโครงการ ระบบดูแลผู้ป่วยติดเตียงอัจฉริยะแบบครบวงจร เพื่อสังคมสูงวัยไทยที่เท่าเทียมและยั่งยืน ระบุว่า 1.ที่มาและความเป็นมาของโครงการประเทศไทยก้าวเข้าสู่ ‘สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์’ (Complete Aged Society) ตั้งแต่ปี 2565 โดยมีประชากรอายุ 60 ปีขึ้นไปเกินร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 28 หรือราว 20 ล้านคน ภายในปี 2573 ซึ่งเร็วกว่าที่ประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่เคยเผชิญ ทั้งนี้ ปัจจุบันมีผู้ป่วยติดเตียงทั่วประเทศประมาณ 4-5 แสนคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 7-8 แสนคน ภายในปี 2573 ในขณะที่อัตราส่วนพยาบาลต่อประชากรในพื้นที่ชนบทอยู่ที่ 1:15 - 1:25 คน ซึ่งไม่เพียงพอต่อการดูแลอย่างมีคุณภาพ

หนังสือยังระบุว่า ครัวเรือนที่มีผู้ป่วยติดเตียงแบกรับค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 1.2-2.5 แสนบาทต่อปี ทั้งค่าอุปกรณ์ทางการแพทย์ ค่าจ้างผู้ดูแล ค่ายา และค่าเดินทางพบแพทย์ นอกจากนี้ยังสูญเสียรายได้จากการที่สมาชิกในครอบครัวต้องลาออกหรือลดชั่วโมงการทำงานอีก 4-8 หมื่นบาทต่อปี ปัญหาที่ร้ายแรงคือ ‘ช่องว่างดิจิทัลด้านสุขภาพ’ เนื่องจากนวัตกรรม Smart Healthcare และ Telehealth กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลไม่สามารถเข้าถึงได้

“บริษัทจึงได้พัฒนาแพลตฟอร์ม ....ที่บูรณาการ 7 ระบบหลัก ได้แก่ ระบบกล้อง AI ตรวจจับการเคลื่อนไหว ระบบเสียงแนะนำอัตโนมัติ โมดูลดนตรีบำบัด โปรแกรมบริหารสมอง ระบบตารางกิจกรรมประจำวัน แดชบอร์ดสำหรับญาติ และระบบแจ้งเตือนฉุกเฉิน ทั้งหมดเชื่อมโยงผ่านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมกับสถานพยาบาล และศูนย์ติดตามกลาง (Regional Monitoring Center)”หนังสือระบุ

หนังสือยังระบุถึงวัตถุประสงค์โครงการว่า 1.พัฒนาและติดตั้งระบบ...ในครัวเรือนรายได้น้อยและพื้นที่ห่างไกลไม่น้อยกว่า 5 หมื่นครัวเรือน ใน 25 จังหวัด ภายใน 24 เดือน

2. ลดอัตราการเกิดแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียงไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม

3.ยกระดับคุณภาพชีวิตด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาของผู้ป่วยด้วยระบบกระตุ้นอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมง

4.ลดภาระผู้ดูแลโดยลดเวลาเฝ้าดูแลโดยตรงลงร้อยละ 30-50 โดยไม่ลดคุณภาพการดูแล

5.เชื่อมต่อระบบ...กับสถานพยาบาลไม่น้อยกว่า 25 แห่ง และจัดตั้งศูนย์ติดตามกลาง 5 ภูมิภาค

6.สร้างต้นแบบ Smart Healthcare ที่ยั่งยืน ขยายผลได้ระดับชาติ และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้หน่วยงานสาธารณสุขของรัฐ

7.พัฒนาทักษะดิจิทัลให้แก่บุคลากรสาธารณสุข อสม. และผู้ดูแลผู้ป่วยไม่น้อยกว่า 1.2 หมื่นคน

หนังสือยังระบุว่า งานหลักที่กำกับดูแลมาตรฐานการรักษาพยาบาลและสถานพยาบาลทั่วประเทศ โครงการนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับพันธกิจของกรมในหลายมิติ ดังนี้

1.การเชื่อมต่อข้อมูลผู้ป่วย ระบบ SmartCare จะเชื่อมต่อกับระบบ HIS (Hospital Information System) ของสถานพยาบาลผ่านมาตรฐาน FHIR API เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขสามารถติดตามสัญญาณชีพและอาการของผู้ป่วยได้แบบ Real-time

2.การลดภาระสถานพยาบาล ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติและ Telemedicine จะลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเดินทางมาโรงพยาบาล โดยไม่จำเป็น ทำให้บุคลากรสามารถดูแลผู้ป่วยที่มีความจำเป็นเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3.มาตรฐานทางการแพทย์ โครงการขอรับการรับรองโปรโตคอลการดูแลผู้ป่วยติดเตียงจาก.... เพื่อให้ระบบ AI ปฏิบัติตามแนวทางเวชปฏิบัติที่ได้มาตรฐาน

4.ศูนย์ติดตามกลาง Regional Monitoring Center ทั้ง 5 ภูมิภาค จะประสานงานกับหน่วยงานใน... เพื่อส่งต่อผู้ป่วยฉุกเฉินได้ทันเวลา

5.งานวิจัยและนวัตกรรม ผลข้อมูลจากโครงการจะเป็นฐานความรู้สำหรับการพัฒนานโยบายการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงในระดับชาติ

หนังสือของบริษัทดังกล่าวระบุอีกว่า ผลที่คาดว่าจะได้รับ คาดว่าจะสร้างผลประโยชน์ทางการแพทย์และเศรษฐกิจดังต่อไปนี้

1.ประหยัดค่ารักษาแผลกดทับ 2,100-7,500 ล้านบาท/ปี (สำหรับผู้ป่วย 50,000 ราย) 2.ลดค่า Rehospitalization 600-2,400 ล้านบาท/ปี จากการดูแลต่อเนื่องผ่านระบบ 3.เพิ่มจีดีพี จากผู้ดูแลกลับสู่ตลาดแรงงาน 2,000-4,000 ล้านบาท/ปี 4.ลดภาระงบประมาณ สปสช./สวัสดิการสังคม 500-1,500 ล้านบาท/ปี 5.รวมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจประมาณการต่ำสุด 5,575-16,400 ล้านบาท/ปี

รายงานข่าวแจ้งว่า กอองทุนยูโซ เป็นภารกิจของ กสทช. ตามมาตรา 17 ของ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม ในการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคมเพื่อ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล (Zone C/C+) หรือพื้นที่ชายขอบบริการ: ศูนย์ USO Net, อินเทอร์เน็ตฟรีในหมู่บ้าน, บริการสำหรับโรงเรียนและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)

“มีการตั้งข้อสังเกตว่า บริษัทผู้เสนอโครงการไปยังหน่วยงานรัฐโดยอ้างถึงยูโซ ในช่วงเวลาเดียวกับที่ทางสำนักงานกสทช. เสนอให้ปรับเปลี่ยนนิยาม“บริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม” โดยเฉพาะในแนวทางที่ 3 ที่มีการรองรับสาระสำคัญของโครงการนี้อย่างชัดเจน ทั้งๆ ที่ กสทช.ยังไม่มีมติว่าจะปรับเปลี่ยนคำนิยามนี้อย่างไร”รายงานข่าวระบุ

ทั้งนี้ พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม 2544 มาตรา 17 ระบุว่า ให้คณะกรรมการกำหนดแผนการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึง และให้มีอำนาจกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีบริการโทรคมนาคมดังต่อไปนี้ด้วย

(1)จัดให้มีบริการโทรคมนาคมในพื้นที่ชนบท หรือพื้นที่ที่มีผลตอบแทนการลงทุนต่ำ หรือท้องที่หนึ่งท้องที่ใดที่ยังไม่มีผู้ให้บริการหรือมีแต่ไม่ทั่วถึงหรือไม่เพียงพอแก่ความต้องการของผู้ใช้บริการในท้องที่นั้น

(2) จัดให้มีบริการโทรคมนาคมสำหรับสถานศึกษา ศาสนสถาน สถานพยาบาล และหน่วยงานอื่นที่ให้ความช่วยเหลือแก่สังคม

(3) จัดให้มีบริการโทรคมนาคมสาธารณะในบางลักษณะหรือบางประเภทตามที่คณะกรรมการกำหนดแก่ผู้มีรายได้น้อย

(4) จัดให้มีการให้บริการอำนวยความสะดวกในการใช้บริการโทรคมนาคมสาธารณะสำหรับคนพิการ เด็ก คนชรา และผู้ด้อยโอกาสในสังคม

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีบริการโทรคมนาคมตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด

ให้คณะกรรมการจัดให้มีการประกาศตามวรรคสองไว้เป็นการล่วงหน้าเพื่อให้ผู้ประสงค์จะขอรับใบอนุญาตได้ทราบขอบเขตการจัดให้มีบริการโทรคมนาคมตามวรรคหนึ่งก่อนการยื่นคำขออนุญาตด้วย

การกำหนดให้ผู้รับใบอนุญาตจัดให้มีบริการโทรคมนาคมตามมาตรานี้ต้องไม่ทำให้เกิดภาระเกินสมควรแก่การลงทุนของผู้รับใบอนุญาต และต้องให้มีการปฏิบัติโดยเท่าเทียมกันในระหว่างผู้รับใบอนุญาตที่ประกอบกิจการโทรคมนาคมในลักษณะและประเภทเดียวกัน

รายงานข่าวแจ้งว่า น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน(ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊กถึงเรื่องดังกล่าวเช่นกัน โดยระบุว่า “กลับมาอีกครั้งกับวีรกรรมที่ต้องตั้งคำถามของ USO ภายใต้ กสทช. ลับลวงพรางไม่แผ่ว ท้าวความกันสั้นๆ USO (Universal Service Obligation) หรือ "การจัดให้มีบริการโทรคมนาคมพื้นฐานโดยทั่วถึงและบริการเพื่อสังคม" คือ ภารกิจของ กสทช. ที่มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อให้คนไทยทุกคน ทุกพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตห่างไกลหรือชายขอบ สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและบริการสื่อสารโทรคมนาคมได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม

แต่ล่าสุด มีความพยามผลักดันให้ปรับเปลี่ยนนิยามในแผน USO ฉบับที่ 4 ซึ่งมีการขยายขอบเขตเวลาออกไปอีกสองปี และเพิ่งมีการจัดpublic hearing ไปเมื่อวันที่ 29 เม.ย. ที่ผ่านมา โดยมีการแบ่งนิยามของ USO ออกเป็น 3แนวทาง

แนวทางที่ 1. (เป็นนิยามตามประกาศที่บังคับใช้ปัจจุบันและปรับปรุงเพียงเปลี่ยนจาก คนชราเป็น ผู้สูงอายุ)

แนวทางที่ 2 (ปรับปรุงเพิ่มเติมรายการเฉพาะที่เกี่ยวกับการบริการโทรคมนาคม)

แนวทางที่ 3 (ปรับปรุงเพิ่มเติมรายการอุปกรณ์รายการที่เกี่ยวกับการบริการโทรคมนาคมและอื่นๆ ด้วย)”

“สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือ แนวทางที่ 3 มีการลงรายละเอียด โดยเฉพาะการลงรายละเอียดไปถึง"อุปกรณ์สำหรับผู้ป่วยติดเตียงซึ่งน่าจะเกินกว่าข้อกฎหมายที่ให้อำนาจหน้าที่ของ กสทช.ในการให้เกิดบริการโทรคมนาคมเท่านั้น และทราบมาว่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกันช่วงต้นเดือนพฤษภาคมมีบริษัทเอกชนรายหนึ่งทำหนังสือไปที่หน่วยงานหนึ่งของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเสนอโครงการแพลตฟอร์มที่มีอุปกรณ์รองรับผู้ป่วยติดเตียงให้ 50,000 ครัวเรือน ใน 24 จังหวัด มูลค่ารวมประมาณ 1.5 พันล้านโดยอ้างว่าเป็นโครงการภายใต้แผน USO และเชิญชวนให้หน่วยงานนี้ในกระทรวงสาธารณสุขเป็นหน่วยงานภาคีทางการแพทย์ร่วมกัน”

“คำถาม คือ บริษัทเอกชนรู้ได้อย่างไรว่ามีการเพิ่มนิยามที่เฉพาะเจาะจงส่วนนี้เข้ามา นอกเหนือจากการให้บริการโทรคมนาคม คำถามต่อมา คือ กสทช. กำลังพยายามแก้นิยามหรือระเบียบเพื่อเอื้อบริษัทเอกชนที่ทำแพลตฟอร์มที่มีอุปกรณ์รองรับผู้ป่วยติดเตียงที่มีมูลค่าถึง 1 พันห้าร้อยล้านหรือไม่ บังเอิญหรือรับลูกกันแน่ ที่หน่วยงานรัฐที่มีงบประมาณใช้จ่ายแบบที่ไม่มีใครตรวจสอบได้ป้อนนิยามที่ให้เอกชนจัดซื้อจัดจ้างได้ตรงสเปคเหมือนล็อคกันมา”น.ส.ภคมนระบุ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
จัดซื้อจัดจ้าง
ผู้ป่วยติดเตียงก่อน
ยูโซ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'สามี’คนจีน สาววัย 24 ปี นั่งกก.26 บริษัท ยันทำธุรกิจจริงไม่ใช่นอมินี
'สามี’คนจีน สาววัย 24 ปี นั่งกก.26 บริษัท ยันทำธุรกิจจริงไม่ใช่นอมินี