ปชป.แถลงข้อพิรุธ จัดซื้อจัดจ้าง กทม.ปี 68-69 ชี้มีการจัดซื้อใช้งบประมาณแบบเฉพาะเจาะจงสูงถึงกว่า 90% พบพฤติการณ์ซอยย่อยโครงการมูลค่าน้อยหวังเลี่ยงการประมูลเพียบ กระตุ้นสาธารณะร่วมตรวจสอบ ด้าน 'อนุชา' ยืนยันแถลงข่าวไม่ได้หวังเตะตัดขา แต่แอปฯ ส่องรัฐเพิ่งพัฒนาเสร็จ-กทม.ไม่ได้เผยข้อมูลแบบ Open Data 100%
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2569 นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายอนุชา บูรพชัยศรี แคนดิเดตเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพ พรรคประชาธิปัตย์ได้แถลงถึงความผิดปกติของการจัดการงบประมาณปี 2568-2569 ภายใต้การดำเนินงานของนายชัชชาติ สิทธิพันธ์ อดีตผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
โดยนางการดี กล่าวเริ่มต้นด้วยการอ้างอิงผลสำรวจจากนิด้าโพลเมื่อปลายปี 2566 ที่ระบุว่าการบริหารงบประมาณและความโปร่งใสของกรุงเทพมหานครยังคงเป็นที่สงสัยและทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงขั้นบางสื่อใช้คำว่า "สอบตก" ทีมงานของพรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้แอปพลิเคชัน "ส่องรัฐ" เพื่อตรวจสอบข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. และพบข้อสงสัยหลายประการในโครงการช่วงปี 2568 และ 2569
ข้อสังเกตจากผลสำรวจและข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง
นางการดีกล่าวว่า ได้มีการตั้งคำถามถึงการบริหารงบประมาณและความโปร่งใสของกรุงเทพมหานคร สืบเนื่องจากผลสำรวจของนิด้าโพลเมื่อปลายปี 2566 ซึ่งพบว่าแม้การทำงานด้านอื่นๆ จะเป็นที่น่าพอใจ แต่ในเรื่องของการทุจริตยังคงเป็นที่สงสัยและทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร ถึงขั้นบางสื่อใช้คำว่า "สอบตก" พรรคประชาธิปัตย์ได้ใช้แอปพลิเคชัน "ส่องรัฐ" ในการสืบค้นข้อมูลและพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างในโครงการของกรุงเทพมหานครในช่วงปี 2568 และ 2569
ปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงสูงผิดปกติ
รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์เผยข้อมูลที่สืบค้นได้จากระบบจัดซื้อจัดจ้างของ กทม. และเพจภาษีไปไหนพบว่าจากโครงการทั้งหมด 43,178 โครงการ คิดเป็นงบประมาณรวม 52,380 ล้านบาทนั้น 92.8% เป็นการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งคิดเป็น 40,054 โครงการ ที่ไม่มีการเปิดประมูลและมีผู้เสนอโครงการเพียงเจ้าเดียว โดยมีมูลค่ารวม 13,370 ล้านบาท นางการดีตั้งข้อสังเกตว่าสัดส่วนที่สูงถึง 92.8% นี้เป็นเรื่องผิดปกติอย่างยิ่ง เนื่องจากตามกฎหมาย วิธีเฉพาะเจาะจงควรใช้เฉพาะกรณีที่จำเป็น เร่งด่วน หรือมีความเฉพาะที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้เท่านั้น
การซอยย่อยโครงการขนาดเล็กเพื่อเลี่ยงการแข่งขัน
นางการดีกล่าวต่อไปว่า จากโครงการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงจำนวนมากนั้น พบว่ามี 38,945 โครงการ เป็นโครงการที่มีมูลค่าต่ำกว่า 500,000 บาท ซึ่งทำให้เกิดข้อสงสัยว่าอาจมีการตัดทอนหรือซอยย่อยโครงการใหญ่ๆ ให้เป็นโครงการย่อย เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ต้องมีการเทียบราคาหรือประมูลอย่างเหมาะสม
ด้านนายอนุชากล่าวเสริมว่า สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ มีแนวโน้มที่จะมีการเลือกผู้รับจ้างรายเดิมซ้ำๆ ในโครงการที่ซอยย่อยออกไป ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาที่จัดซื้อสูงกว่าราคาตลาดเนื่องจากไม่มีการแข่งขันหรือการประมูล นอกจากนี้ การแบ่งงานหรือซอยย่อยโครงการที่มีมูลค่าเกิน 500,000 บาทออกเป็นโครงการย่อยๆ ก็อาจเป็นการหลีกเลี่ยงการประมูลเช่นกัน
ตัวอย่างโครงการศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกลาง
นางการดีได้ยกตัวอย่างโครงการประกวดราคาจ้างก่อสร้างศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกลางและอาคารสำนักการแพทย์ ซึ่งมีมูลค่า 4,000 ล้านบาท โดยพบว่าราคาของผู้ชนะโครงการนั้นใกล้เคียงกับราคากลางมาก และมีผู้ยื่นข้อเสนอโครงการเพียง 2 ราย โดยราคาต่างกันเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น
นายอนุชากล่าวเสริมว่า ข้อมูลที่ได้มาจากแพลตฟอร์ม "ส่องรัฐ" นั้น ไม่ได้ได้มาง่ายๆ แม้กรุงเทพมหานครจะอ้างว่ามีการเปิดเผยข้อมูล แต่ก็พบว่ากว่าจะได้ข้อมูลแต่ละชุด ต้องใช้ความพยายามอย่างมาก บางครั้งต้องอาศัยการประสานงานหรือขอความร่วมมือ และบางส่วนอาจไม่ยินยอมให้เปิดเผยด้วยซ้ำ
วอนสังคมมองข้อผิดปกติ
นายอนุชากล่าวว่า การใช้แพลตฟอร์ม "ส่องรัฐ" ในครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะกล่าวหาใคร แต่ต้องการชี้ให้เห็น "เทรนด์" หรือแนวโน้มที่อาจมีอะไรผิดปกติ และต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยเฉพาะแนวโน้มของการมีคนเข้าไปเกี่ยวข้องกับการประมูลจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะที่เป็นระบบ นายอนุชายังย้ำถึงวัตถุประสงค์ว่า ต้องการเห็นสังคมตระหนักและพิจารณาโดยปราศจากอคติส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นความชอบพรรคการเมือง หรือบุคคลใดๆ เพราะหากมีพฤติกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเช่นนี้ ประชาชนคนไทยและคนกรุงเทพฯ จะรับได้หรือไม่ หากไม่ใช่คนที่ท่านชื่นชอบ การเปิดเผยข้อมูลนี้ไม่ใช่การ "แฉ" แต่เป็นการให้ข้อมูลเพื่อให้พี่น้องประชาชนร่วมกันตรวจสอบว่าพฤติกรรมดังกล่าวเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งถือเป็นการปกป้องผลประโยชน์ของผู้เสียภาษีทุกคน
เตรียมยื่นเรื่องตรวจสอบ
นายอนุชากล่าวถึงแนวทางดำเนินการต่อไปว่า หากรายละเอียดที่พบมีแนวโน้มส่อไปในทางที่จะทุจริตอย่างชัดเจน พรรคจะยื่นเรื่องให้หน่วยงานที่รับผิดชอบเข้าตรวจสอบอย่างแน่นอน โดยเชื่อว่าเมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเห็นข้อมูลว่าสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างแบบเฉพาะเจาะจงสูงถึง 92.8% เช่นนี้ ควรต้องเข้าตรวจแล้ว เพราะเป็นระดับที่ผิดปกติอย่างมาก นอกจากนี้ ยังมีการพบว่าบางบริษัทได้รับงานไปกว่า 500 โครงการ ซึ่งกระจายไปทั่วทุกสำนักของกรุงเทพมหานคร
นายอนุชากล่าวทิ้งท้ายว่าการแถลงข่าวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งทางพรรคชี้แจงว่าไม่ใช่การตรวจสอบที่เพิ่งเริ่ม แต่เป็นเพราะแอปพลิเคชัน "ส่องรัฐ" พรรคประชาธิปัตย์ได้พัฒนานั้น เพิ่งสำเร็จในช่วงก่อนหน้านี้ ประกอบกับข้อมูลจากกรุงเทพมหานครที่ไม่ได้เปิดเผยเป็น Open Data 100% อย่างที่อดีตผู้ว่าราชการเคยกล่าวไว้ จึงต้องใช้ AI เข้ามาช่วยในการรวบรวมข้อมูล
ด้านนายสกลธี ภัททิยกุล รองหัวหน้าประชาธิปัตย์ยังได้แจ้งว่า ในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ เวลา 18:00 น. จะมีการจัดกิจกรรมปราศรัยกึ่งเสวนาที่ปาร์คศรีรม โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา อาทิ นางการดี, นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และนายพงศกร ขวัญเมือง หัวหน้าพรรคประชชาธิปัตย์เพื่อพูดคุยและเปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการและการ "ส่องรัฐ" ของ กทม.
เมื่อถามว่าข้อมูลที่บอกว่า กทม. ไม่ได้เปิดเผยนั้นคือข้อมูลอะไรบ้าง? นายสกลธีตอบว่าในส่วนของโปรแกรม "ส่องรัฐ" จะไปกวาดข้อมูลที่เราอยากรู้ ประมาณ 70% ของรายละเอียดไม่สามารถดูได้ ซึ่งเมื่อวาน (16 มิถุนายน)ในการดีเบต นายชัชชาติก็ได้ตอบว่าข้อมูลของ กทม. ในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างได้เปิดเผยและโปร่งใส แต่ในบางส่วนยังไม่สามารถเรียกดูขึ้นมาได้
เมื่อถามว่า พอจะบอกได้ไหมว่ามีผู้เสนอโครงการเพียงรายเดียว พอจะเปิดเผยได้หรือไม่ว่าเป็นบริษัทอะไร? นายสกลธีกล่าวว่ารายชื่อบริษัทคงเปิดเผยไม่ได้ในตอนนี้ แต่ในวันศุกร์ (19 มิถุนายน) อาจจะมีให้เห็นว่ามีหลายบริษัทที่ได้งานเป็นร้อยงาน และเป็นบริษัทเดียว ซึ่งอยากให้ตั้งข้อสังเกตว่าในการเฉพาะเจาะจงนั้น อย่างที่ ดร.การดีได้พูด คือมี 2 แบบ หากงบประมาณไม่เกิน 500,000 บาท ก็จะมีการชี้เป็นผู้รับจ้างได้โดยอัตโนมัติ แต่ถ้าเกิน 500,000 บาท ก็มีได้เช่นกัน แต่ต้องเข้าข้อกำหนดที่เป็นเรื่องเร่งด่วน หรือเรื่องรายละเอียดที่หาผู้รับไม่ได้ แต่ส่วนที่เราเจอคืองานที่ต่ำกว่า 500,000 บาท ซึ่ง ดร.การดี ก็ตั้งข้อสงสัยว่าจะเป็นการซอยงบให้เล็กลงเพื่อหลีกเลี่ยงการทำ e-bidding หรือไม่ โดยพบว่ามีหลายสำนักของกรุงเทพที่มีการจัดซื้อจัดจ้างในลักษณะนี้




