News Logo
หน้าแรก
‘ซิน เคอ หยวน’ แจงยิบกมธ.อุตฯ ยันผลิตเหล็กยึดมาตรฐาน-เน้นสิ่งแวดล้อม

‘ซิน เคอ หยวน’ แจงยิบกมธ.อุตฯ ยันผลิตเหล็กยึดมาตรฐาน-เน้นสิ่งแวดล้อม

18 มิ.ย. 2569 13:08
ผู้ชม 34 คน

‘ซิน เคอ หยวน’ ชี้แจงต่อกมธ.อุตฯ ยันควบคุมคุณภาพผลิตเหล็กตามมาตรฐาน เน้นดูแลสิ่งแวดล้อมเข้มข้น

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2569 ว่า บริษัท ซิน เคอ หยวน สตีล จำกัด ทำหนังสือถึงประธานคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของบริษัทฯ ประกอบการเข้าชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร ในประเด็นต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลมาตรฐานการผลิตเหล็ก การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และกากอุตสาหกรรม การบังคับใช้กฎหมาย ตลอดจนแนวทางยกระดับเทคโนโลยีการผลิต มาตรฐานอุตสาหกรรม และกลไกการกำกับดูแล โดยบริษัทฯ ขอเรียนข้อเท็จจริงเพื่อประกอบการพิจารณา ดังนี้

ประการที่ 1 การควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์เหล็กและผลการตรวจสอบมาตรฐานผลิตภัณฑ์

1.1 การบริหารจัดการด้านกระบวนการผลิต บริษัท ฯ จะเน้นตั้งแต่กระบวนการแรกคือการตรวจสอบคุณภาพเศษเหล็กและวัตถุดิบก่อนเข้าสู่กระบวนการหลอม การควบคุมอุณหภูมิและองค์ประกอบทางเคมีของน้ำเหล็กขณะหลอม และตรวจวิเคราะห์ด้วยเครื่อง Spectrometer และก่อนเข้าสู่กระบวนการรีดจะมีการตรวจสอบคุณภาพขเหล็กแท่งอีกครั้ง หลังจากได้ผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นแล้ว ยังคงตรวจสอบทั้งขนาดน้ำหนัก และคุณสมบัติเชิงกล เพื่อให้ได้เหล็กเส้นตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ในทุกขั้นตอนบริษัทฯ จะจัดเก็บผลการตรวจเพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

1.2 การควบคุมภายใน บริษัทฯ ได้กำหนดระบบการควบคุมภายในตลอดกระบวนการผลิตเหล็กตั้งแต่การตรวจสอบวัตถุดิบ การควบคุมการหลอม การควบคุมองค์ประกอบทางเคมี การหล่อเหล็กแท่ง การรีดขึ้นรูป และการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ทุกล็อตเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด

1.3 ประเด็นเรื่องมาตรฐานเหล็ก ในต่างประเทศมิได้กำหนดประเภทเตาหลอมเหล็ก การกำหนดการใช้เตาหลอมเหล็กว่าในกระบวนการผลิตเหล็กต้องใช้เตาปรุง (LF) จากการผลิตเหล็กมาตรฐานดังกล่าว ซึ่งกระบวนการผลิตที่มีความจำเป็นต้องใช้เตา LF นั้นจะต้องใช้ในกระบวนการผลิตเหล็กที่ใช้เตาหลอมเหล็กประเภท EAF ซึ่งเตาชนิดนี้เป็นเตาอาร์คไฟฟ้า เป็นเตาชนิดเก่าแก่ที่ใช้มานานแล้วและปัจจุบันยังมีโรงงานใช้อยู่ ซึ่งระบบของเตา EAF เป็นเตาชนิดที่ต้องใช้เชื้อเพลิงในการให้ความร้อนจากแท่งคาร์บอน (Cathod) เตาชนิดนี้ใช้การอาร์คของแท่งคาร์บอน เมื่อหลอมเหล็กจะมีปริมาณคาร์บอนที่สูงปนกับน้ำเหล็กที่หลอมละลายและยังทำปฏิกิริยากับผนังเตาดึงเอาเศษคอนกรีตผนังเตาออกมาปนกับเนื้อเหล็ก ทำให้การหลอมเหล็กในเตา EAF มีมลทินเจือปนกับน้ำเหล็กสูงมาก เตาชนิดนี้จึงมีความจำเป็นต้องใช้เตาปรุงน้ำเหล็กเพื่อให้มีคุณภาพ จึงจำเป็นต้องติดตั้งเตาปรุง(LF) เพื่อให้น้ำเหล็กมีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐาน ลดการเจือปนของสิ่งสกปรกในน้ำเหล็กกออกไป ประกอบด้วยเตาดังกล่าวไม่มีเทคโนโลยีในกระบวนการผลิตสมัยใหม่ มีภาระค่าใช้จ่ายสูง และเพิ่มคาร์บอนในอากาศมากกว่า 40-60% ทำให้สภาวะโลกร้อน ซึ่งต่อไปโรงงานที่ยังใช้ระบบเดิมอยู่จะต้องเสียค่าคาร์บอนเครดิต ตามอนุสัญญาที่ประเทศไทยได้ตกลงไว้กับนานาชาติ ทำให้ต้นทุนเหล็กแพงขึ้น ประชานชนผู้บริโภคเดือดร้อนมากขึ้น

หนังสือระบุว่า การกำหนดร่างมาตรฐานดังกล่าวไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน และสิ่งที่สำคัญการที่เหล็กจะได้มาตรฐานหรือไม่อย่างไร ไม่ใช่ขึ้นกับเตาหลอมเหล็ก ที่รัฐจะต้องออกระเบียบและข้อกฎหมายบังคับว่าจะต้องใช้เตาชนิดใด หรือจะต้องใช้กระบวนการผลิตอย่างไร ซึ่งในระบบสากลได้กำหนดมาตรฐานไว้ในระบบ ISO แล้ว ซึ่งการกำหนดดังกล่าวเป็นการถอยหลังเข้าคลอง และเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบเหล็ก ถือว่าไม่เป็นการแข่งขันเพื่อพัฒนามาตรฐานให้ทัดเทียมกับอารยประเทศ

หนังสือระบุว่า อีกประการหนึ่ง การผลิตเหล็กด้วยระบบเตาหลอมไฟฟ้า (EAF) มีแนวโน้มเพิ่มการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่บรรยากาศ สูงกว่าเตา IF (Induction Furnace) เนื่องจากกระบวนการ EAF ใช้กระแสไฟฟ้าแรงสูงผ่าน Electrode ทำให้เกิดอุณหภูมิสูงมาก ขณะที่ประเทศไทยประกาศเป้าหมายการเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ.2050

หนังสือระบุอีกว่า 1.4 ภายหลังเหตุเพลิงไหม้ภายในโรงงานเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2567 สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) ได้เข้าตรวจสอบและเก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เหล็กเส้นของบริษัทฯ เพื่อนำไปตรวจวิเคราะห์คุณภาพนั้น กระบวนการเก็บตัวอย่างมิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์มาตราฐาน (มอก.17025) และวิธีการชักเก็บตัวอย่างที่ถูกต้องตามหลักวิชาการและหลักปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับทั่วไปตั้งแต่ต้น ย่อมก่อให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความครบถ้วน ถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของผลการตรวจสอบ อีกทั้งอาจกระทบต่อสิทธิของผู้ประกอบการในการตรวจสอบหรือโต้แย้งผลการทดสอบในภายหลัง

หนังสือระบุว่า ทั้งนี้ หลักเกณฑ์การเก็บตัวอย่างเหล็กเส้นเพื่อการตรวจสอบคุณภาพที่ถูกต้องจำเป็นต้องดำเนินการโดยการ ตัดตัวอย่างจากเหล็กเส้นเดียวกันออกเป็นจำนวน 3 ท่อน โดยหนึ่งท่อนจัดส่งให้หน่วยงานตรวจสอบเพื่อนำไปทดสอบ หนึ่งท่อนเก็บรักษาไว้เป็นตัวอย่างอ้างอิงของหน่วยงานรัฐ และอีกหนึ่งท่อนให้โรงงานผู้ผลิตเก็บรักษาไว้เป็นหลักฐาน เพื่อคุ้มครองความถูกต้องและความเป็นธรรมของกระบวนการตรวจสอบ ซึ่งผลการตรวจสอบครั้งแรกปรากฏว่ามีผลิตภัณฑ์บางชุดตัวอย่างถูกระบุว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ทางบริษัท ฯ จึงขอทดสอบซ้ำเพื่อยืนยันความถูกต้อง ผลการตรวจปรากฏว่าผลทดสอบที่ออกมาก็ตกมาตราฐานเช่นเดิม ตามเกณฑ์ของ สมอ.กำหนดค่าธาตุโบรอนไม่เกิน 0.0008 % กล่าวคือ หากผลการตรวจวัดอยู่ที่ 0.00079 % จะถือว่าผ่านมาตรฐาน แต่หากอยู่ที่ 0.00080 % อาจถูกพิจารณาว่าไม่ผ่านมาตรฐาน ซึ่งแตกต่างกันเพียง 0.00001% เท่านั้น ดังนั้น การทดสอบที่ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินว่าผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐานหรือไม่ จึงจำเป็นต้องมีความถูกต้องและความสามารถในการทำซ้ำในระดับสูงมาก

หนังสือระบุว่า อย่างไรก็ตาม ผลการทดสอบตัวอย่างเดียวกันจากสถาบันเหล็ก กลับมีความแตกต่างกันสูงสุดประมาณร้อยละ 60 เป็นความคลาดเคลื่อนในระดับที่สูง ซึ่งเป็นผลทำให้การตัดสินผล ผ่านหรือไม่ผ่าน ขาดความน่าเชื่อถือมาตรฐานอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับในรายงานผลการทดสอบได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าการทดสอบค่าธาตุโบรอนดังกล่าวอยู่นอกขอบข่ายการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 จึงเป็นเหตุอันสมควรให้เกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับความถูกต้องและความน่าเชื่อถือของผลการทดสอบดังกล่าว และควรมีการตรวจสอบยืนยันโดยห้องปฏิบัติการที่มีขอบข่ายการรับรองครอบคลุมรายการทดสอบดังกล่าวโดยเฉพาะต่อไป

หนังสือระบุว่า นอกจากนี้ ภายหลังเหตุการณ์อาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่มจากเหตุแผ่นดินไหวเมื่อปี 2568 บริษัทฯ ถูกกล่าวให้ร้ายโจมตีบริษัท ฯ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในขณะนั้นและส.ส.บางท่านว่าเหล็กของบริษัทฯ อาจเป็นสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้บริษัทฯ ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียงอย่างร้ายแรง ทั้งที่ข้อเท็จจริงยังอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในขณะนั้น ต่อมาภายหลังปรากฏว่าผลการสืบสวนข้อเท็จจริง กรณีตึกสำนักงาน สตง.ถล่ม มีข้อสรุปว่ามีความบกพร่องในเรื่องการออกแบบ วิธีการก่อสร้าง โดยเฉพาะเทคนิคการก่อสร้าง ผนังช่องลิฟต์ บันได ซึ่งทางเทคนิคเรียกว่าผนังรับแรงเฉือน เป็นสิ่งที่เกิดปัญหา ส่วนเรื่องวัสดุ เหล็กเป็นปกติได้มาตรฐานการใช้งานทั่วไป

หนังสือระบุว่า ประการที่ 2 การบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการกากอุตสาหกรรม และการปฏิบัติตามมาตรการ EIA และการป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณธเดียวกันซ้ำอีกในอนาคต บริษัท ฯ ตระหนักดีว่าฝุ่นแดงที่เกิดจากกระบวนการผลิตเหล็กเป็นกากอุตสาหกรรมต้องได้รับการควบคุมและจัดการอย่างเคร่งครัดตามกฎหมาย บริษัทฯ ส่งมอบฝุ่นแดงให้ผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายเท่านั้น โดยทุกครั้งที่มีการเคลื่อนย้ายกากอุตสาหกรรม บริษัทฯจะดำเนินการผ่านระบบที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมกำหนด พร้อมจัดทำเอกสารกำกับการขนส่งและการกำจัดอย่างครบถ้วน เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ทุกขั้นตอน

หนังสือระบุว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญต่อการปฏิบัติตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและเงื่อนไขตาม EIA อย่างเคร่งครัดมาโดยตลอด บริษัทฯ ว่าจ้างหน่วยงานภายนอกที่ได้รับการรับรองให้ดำเนินการตรวจวัดคุณภาพอากาศและมลพิษทางอากาศจากแหล่งกำเนิด ได้แก่ ปล่องระบายอากาศ DC-1 และ DC-2 เป็นประจำทุก 6 เดือน ตั้งแต่ปี 2563-2567 ซึ่งรายงานผลการตรวจคุณภาพอากาศจากปล่องระบายอากาศดังกล่าวมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 6.9 mg/Nm³ ผ่านเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด หากแต่เมื่อวันที่ 15-19 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้รับอนุญาตให้เปิดทำการทดลองเดินเครื่องจักรที่ชั่วคราวไม่เกิน 5 วัน เพื่อให้สามารถตรวจสอบเกี่ยวกับมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม(เหล็กเส้น) และเก็บตัวอย่างมลพิษอากาศที่ปล่องระบายมลพิษไปทำการตรวจวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการของกรมโรงงานอุตสาหกรรมนั้น ผลการตรวจวัดดังกล่าวนั้นพบว่าได้ค่าฝุ่นละอองในปล่องระบาย 57 mg/Nm³ ซึ่งเกินค่ามาตรฐานที่กำหนดไว้ที่ 50 mg/Nm³ นั้น ทางบริษัท ฯ ได้มีหนังสือชี้แจงถึงกรมโรงงานอุตสาหกรรมว่าเหตุที่ค่าฝุ่นละอองในปล่องอากาศที่เกินมาตรฐานนั้น สาเหตุเป็นเพราะว่าทางบริษัทฯ ได้รับคำสั่งให้หยุดประกอบกิจการกว่า 1 ปี ทำให้มีฝุ่นละอองเกาะติดบริเวณปล่องหนามาก ประกอบกับระยะเวลาที่กรมโรงงานอุตสาหกรรมที่อนุญาตให้เปิดทดลองเดินเครื่องจักรนั้นมีระยะเวลาน้อยเกินไป โดยบริษัทฯ เปิดทดลองเครื่องจักรเพียง 2 วันเท่านั้นทางกรมโรงงานอุตสาหกรรมก็เข้ามาเพื่อเก็บตัวอย่างฝุ่นละอองไปตรวจแล้ว ซึ่งบริษัทฯ มีเวลาเตรียมความพร้อมของเครื่องจักรและการบำรุงรักษาไม่เพียงพอ บริษัทฯ จึงทำหนังสือเพื่อขอนุญาตเปิดทดลองเครื่องจักรอีกครั้ง โดยได้รับอนุญาตให้เปิดทดลองเครื่องจักรอีกครั้งเมื่อวันที่ 29 มีนาคม ถึงวันที่ 10 เมษายน 2569 ทำให้บริษัทฯ มีเวลาเพียงพอที่จะเตรียมความพร้อมของเครื่องจักรมากขึ้น อีกทั้งบริษัทฯ ยังได้มีการว่าจ้างบริษัทภายนอกให้มาร่วมตรวจด้วยอีกฝ่าย ซึ่งผลการตรวจวัดค่าฝุ่นละอองก็ผ่านตามเกณฑ์มาตรฐาน โดยได้ค่าฝุ่นละอองในปล่องระบายเพียง 4.9 mg/Nm³

หนังสือระบุว่า ประการที่ 3 ความพร้อมและมาตรการภายหลังการแก้ไขปรับปรุง บริษัทฯ กำหนดให้ความปลอดภัยในการทำงานและการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมเป็นนโยบายสำคัญสูงสุดขององค์กร โดยจัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลคุณภาพผลิตภัณฑ์ระดับผู้บริหาร ใช้ระบบการตรวจสอบย้อนกลับได้ในทุกขั้นตอนของกระบวนการผลิต ตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีทุก Heat สอบเทียบ ตรวจติดตามรายเดือน เปิดเผยข้อมูลต่อหน่วยงานที่กำกับดูแล และรับการตรวจประเมินจากหน่วยงานภายนอก

หนังสือระบุว่า บริษัทฯ ขอเรียนยืนยันต่อคณะกรรมาธิการว่า บริษัทพร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานของรัฐในการตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกประการ และพร้อมดำเนินการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การ ประกอบกิจการเป็นไปตามกฎหมาย มาตรฐานอุตสาหกรรม หลักความปลอดภัย และการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน

1000021651

ซินเคอหยวน

1000021650

ซินเคอหยวน

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'รักชนก' อ้างข่าว Next News ชี้ 'พาขวัญ-บ.ฮิวแมน' โยงแพลนบี รับงาน AI
'รักชนก' อ้างข่าว Next News ชี้ 'พาขวัญ-บ.ฮิวแมน' โยงแพลนบี รับงาน AI