สตง.เปิดแผลโครงการ Digital Wallet ยุครัฐบาลเพื่อไทย สรุปผลสอบพบ 4 ปมบกพร่องสำคัญ จัดซื้อคลาวด์ไม่คุ้มค่า-ใช้วิธีเฉพาะเจาะจงจำกัดการแข่งขัน เผยสืบราคากลางผู้ประกอบการ 3 เจ้า แต่เชิญชวนเสนอราคารายเดียว จี้หน่วยงานเกี่ยวข้องกำกับดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นงบประมาณรัฐในอนาคต
สำนักข่าว Next News รายงานว่า ในช่วงปี 2568 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้เข้าตรวจสอบการบริหารจัดการโครงการ Digital Wallet โดยตรวจสอบการจัดหาทรัพย์สินและการบริหารทรัพย์สินของรัฐ เพื่อประเมินว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ มติคณะรัฐมนตรี และหลักเกณฑ์การใช้จ่ายงบประมาณหรือไม่
ผลการตรวจสอบพบว่า พบข้อบกพร่อง ในการดำเนินงาน อาทิ สัญญาใช้บริการระบบคลาวด์รองรับโครงการเติมเงิน 10,000 บาทผ่าน Digital Wallet สัญญาพัฒนาแพลตฟอร์มการชำระเงิน สัญญาจ้างบุคลากรพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลกลาง และสัญญาจ้างบริการส่งข้อความสั้น (SMS) สำหรับระบบพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล 4 ประเด็น ได้แก่
ประเด็นแรก การจัดหาบริการระบบคลาวด์ไม่เป็นไปตามหลักความคุ้มค่า โดยพบว่าในช่วงที่เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิโครงการระหว่างวันที่ 1 สิงหาคม-15 กันยายน 2567 หน่วยงานยังอยู่ระหว่างการจัดทำสัญญาและยังไม่ได้ลงนาม ขณะที่สามารถใช้ระบบคลาวด์เดิมบนแพลตฟอร์มกลางได้โดยไม่จำเป็นต้องจัดหาบริการเพิ่มเติม อีกทั้งในช่วงเวลาตามสัญญาไม่มีการเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนเพิ่มเติม จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ระบบคลาวด์ที่รองรับการขยายหรือปรับลดทรัพยากรแบบยืดหยุ่น ส่งผลให้การจัดหาดังกล่าวไม่ตอบโจทย์การใช้งานจริงและไม่คุ้มค่ากับงบประมาณของรัฐ
ประเด็นที่สอง การจัดทำเอกสารสัญญาและเอกสารแนบท้ายไม่ครบถ้วนและไม่ถูกต้องตามระเบียบ โดยพบว่าไม่ได้กำหนดให้ใบเสนอราคาที่แสดงรายละเอียดค่าจ้างบุคลากรเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา อีกทั้งเอกสารผลการเจรจาต่อรองราคาบางส่วนไม่มีลายมือชื่อผู้มีอำนาจและตราประทับของบริษัทผู้ได้รับการคัดเลือก ทำให้เอกสารขาดความน่าเชื่อถือและไม่เป็นไปตามข้อกำหนดของกฎหมาย
ประเด็นที่สาม การกำหนดราคากลางไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ เนื่องจากงานดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์ประเภทโปรแกรมประยุกต์ (Application Software) ซึ่งต้องอ้างอิงราคามาตรฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ICT) ตามที่กฎหมายกำหนด แต่คณะกรรมการกลับใช้วิธีสืบราคาจากท้องตลาดเป็นหลัก ทำให้การกำหนดราคากลางไม่สอดคล้องกับลักษณะของงานและหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560
ประเด็นที่สี่ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างไม่เป็นไปตามกฎหมายและหลักการแข่งขันอย่างเป็นธรรม โดยพบว่าหน่วยงานเลือกใช้วิธีเฉพาะเจาะจงกับผู้ให้บริการรายเดิม โดยอ้างเหตุผลด้านความพร้อมทางเทคนิค ทั้งที่มีผู้ประกอบการรายอื่นในตลาดที่สามารถให้บริการได้ นอกจากนี้ หน่วยงานสืบราคาจากผู้ประกอบการ 3 รายเพื่อกำหนดราคากลาง แต่กลับเชิญชวนให้เสนอราคาเพียงรายเดียว ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดด้านการแข่งขัน และรัฐอาจเสียโอกาสได้รับราคาที่เหมาะสมที่สุด อีกทั้งยังไม่ได้เจรจาปรับลดราคาหรือปรับปรุงเงื่อนไขสัญญาเดิมเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาครัฐ
จากผลการตรวจสอบดังกล่าว สตง. ได้มีข้อเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำชับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานและผู้รับผิดชอบทุกระดับ ให้พิจารณาความจำเป็นในการจัดหาพัสดุโดยยึดหลักความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล พร้อมทั้งกำกับดูแลกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับงบประมาณของรัฐในอนาคต
สำหรับ โครงการเติมเงินผ่านกระเป๋าเงินดิจิทัล 10,000 บาท เป็นนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วนของรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ที่พรรคเพื่อไทยใช้เป็นนโยบายหลักในการเลือกตั้งปี 2566 โดยมีเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการแจกเงิน 10,000 บาทให้ประชาชนไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป ที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์รายได้และเงินฝาก เพื่อนำไปใช้จ่ายภายในพื้นที่ที่กำหนดภายใน 6 เดือน
ต่อมาในสมัยรัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร โครงการถูกปรับรูปแบบและเปลี่ยนชื่อเป็น "โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ พ.ศ. 2567" พร้อมแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 5 ระยะ ได้แก่
ระยะที่ 1 แจกเงินสดให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและผู้พิการ
ระยะที่ 2 แจกเงินสดให้ผู้สูงอายุที่ลงทะเบียนผ่านแอปฯ ทางรัฐ
ระยะที่ 3 แจกเงินดิจิทัลให้ผู้มีอายุ 16–20 ปี
ระยะที่ 4 แจกเงินดิจิทัลให้ผู้มีอายุ 21–59 ปี
ระยะที่ 5 แจกเงินให้ผู้ไม่มีสมาร์ทโฟนผ่านธนาคารของรัฐ
อย่างไรก็ตาม โครงการเผชิญกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดหลายครั้ง ทั้งแหล่งเงิน เทคโนโลยี รูปแบบการจ่ายเงิน กลุ่มผู้ได้รับสิทธิ และกำหนดเวลาเริ่มโครงการ อีกทั้งยังถูกตั้งข้อสังเกตเรื่องการกู้เงินเพื่อดำเนินโครงการว่าอาจขัดต่อกฎหมายและวินัยการคลัง จนมีความกังวลว่าโครงการอาจไม่สามารถดำเนินการได้ตามแผนเดิม ก่อนที่จะมีการชะลอโครงการออกไปในเวลาต่อมา




