‘นภินทร’ สั่งสสว.เคลียร์ด่วนทุกปมกรณีคัด 2 โครงการช่วยเอสเอ็มอี 994 ล้าน ย้ำต้องตรวจสอบได้ทุกมิติ ‘ปณิตา’ ร่อนหนังสือถึง ม.ศิลปากร ขอหลักฐานคนอ้างสนิทผู้บริหาร สสว.ข่มขู่อาจารย์-เรียกรับผลประโยชน์ ลั่นฟ้องคดีอาญา
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เผยแพร่เอกสารข่าวชี้แจงว่า จากกรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับกระบวนการคัดเลือกหน่วยร่วมดำเนินงานในโครงการส่งเสริม SME เข้าสู่ตลาด e-Commerce และ Live-Commerce และโครงการพัฒนาและสร้างระบบนิเวศ e-Commerce ของไทย ของ สสว. วงเงินรวม 994 ล้านบาทนั้น
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแล สสว. มีข้อสั่งการเร่งด่วนกำชับให้ สสว. ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงทุกประเด็นอย่างละเอียด รอบคอบ โปร่งใส และยึดมั่นตามหลักธรรมาภิบาลอย่างเคร่งครัด เพื่อชี้แจงทำความเข้าใจแก่สาธารณชนและพร้อมเปิดกว้างให้ทุกหน่วยงานตรวจสอบ
น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว. เปิดเผยว่า สสว. มิได้นิ่งนอนใจต่อข้อห่วงใยและประเด็นข้อร้องเรียนดังกล่าว และตระหนักถึงความสำคัญในการรักษาความโปร่งใสขององค์กรเป็นอย่างยิ่ง จึงขานรับข้อสั่งการของท่านรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีทันที โดยสั่งการด่วนให้เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงในทุกมิติ
น.ส.ปณิตากล่าวว่า พร้อมขอชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นทางกฎหมายและขั้นตอนการดำเนินงานเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องดังนี้ การดำเนินโครงการประจำปีงบประมาณ 2569 ทั้ง 2 โครงการ ได้แก่
1.โครงการส่งเสริม SME เข้าสู่ตลาด e-Commerce และ Live-Commerce (วงเงิน 495 ล้านบาท) และ2.โครงการพัฒนาและสร้างระบบนิเวศ e-Commerce ของไทย เพื่อ SME ไทย (วงเงิน 499 ล้านบาท) เป็นโครงการอุดหนุนงบประมาณกองทุน สสว. ตาม มาตรา 34(2) แห่ง พ.ร.บ. ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหาร สสว. และคณะกรรมการส่งเสริม SME (ตามมาตรา 20) เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย Quick Win ของรัฐบาล มุ่งช่วยผู้ประกอบการ SME ไม่น้อยกว่า 130,000 ราย แก้ปัญหาต้นทุนค่าธรรมเนียม (GP) แพลตฟอร์มต่างประเทศที่สูงถึง 35-40% และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,000 ล้านบาท โดยต้องอาศัยหน่วยงานที่มีเครือข่ายทั่วประเทศไม่น้อยกว่า 30-50 เครือข่ายในการกระจายความช่วยเหลืออย่างรวดเร็ว
น.ส.ปณิตากล่าวว่า สสว. ขอเรียนว่า การคัดเลือกตาม ระเบียบ สสว. พ.ศ. 2563 (มาตรา 34(2)) และ e-Bidding (พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พ.ศ. 2560) มีวัตถุประสงค์และฐานกฎหมายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดย e-Bidding (พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างฯ 2560) ใช้กับการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้ได้มาซึ่งพัสดุ สินค้า หรือการจ้างทำของมาใช้ในหน่วยงานรัฐ ขณะที่มาตรา 34(2) (พ.ร.บ. สสว. 2543) เป็นกฎหมายเฉพาะที่มีลักษณะเป็นการให้ความช่วยเหลือ อุดหนุน สนับสนุนแก่หน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรเอกชน เพื่อนำไปดำเนินโครงการส่งเสริมผู้ประกอบการ SME ตามแผนปฏิบัติการฯ
น.ส.ปณิตากล่าวว่า การใช้วิธีคัดเลือกหน่วยร่วมดำเนินงานตามระเบียบ สสว. พ.ศ. 2563 จึงเป็นกลไกตามกฎหมายเฉพาะที่ สสว. ใช้ปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องกับหลายโครงการเชิงนโยบายเพื่อความคล่องตัวและตรงตามภารกิจพัฒนา SME โดยมีคณะกรรมการคัดเลือกมากกว่า 10 ท่าน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญอิสระภายนอก ฝ่ายกฎหมาย ฝ่ายจัดซื้อจัดจ้าง และผู้บริหารที่ไม่มีส่วนได้เสีย ร่วมประเมินอย่างเป็นอิสระและใช้มติฉันทามติ
"กรณีมหาวิทยาลัยศิลปากร ไม่ผ่านการคัดเลือกในโครงการ 499 ล้านบาท เนื่องจากหนังสือมอบอำนาจฉบับลงวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ระบุชื่อผู้รับมอบอำนาจ 3 ท่าน โดยใช้คำสันธาน "และ" เชื่อมรายชื่อตลอดข้อความ และมิได้ระบุให้ผู้รับมอบอำนาจคนใดคนหนึ่งมีอำนาจดำเนินการแทนได้โดยลำพัง ตามหลักการตีความของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา คำว่า "และ" หมายถึงต้องรวมทุกกรณีหรือร่วมกัน ประกอบกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 804 บัญญัติว่า "ถ้าในสัญญาอันเดียวตัวการคนเดียวตั้งตัวแทนหลายคนเพื่อแก่การอันเดียวกันไซร้ ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าตัวแทนจะต่างคนต่างทำการนั้นๆ แยกกันไม่ได้" (สอดคล้องกับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 992/2479) แต่แบบคำขอรับความช่วยเหลือกลับมีผู้ลงนามเพียงคนเดียว จึงไม่ตรงตามขอบเขตแห่งหนังสือมอบอำนาจ ส่วนข้อความวรรคสามในหนังสือมอบอำนาจเรื่องความรับผิดชอบของตัวการ เป็นเพียงการรับรองความรับผิดต่อบุคคลภายนอกตาม ป.พ.พ. มาตรา 820 มิใช่การขยายขอบเขตอำนาจให้ลงนามแยกกันได้"น.ส.ปณิตากล่าว
น.ส.ปณิตากล่าวว่า คณะกรรมการบริหาร สสว. ในการประชุมครั้งที่ 7/2569 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 จึงมีมติยกอุทธรณ์ เนื่องจากเอกสารต้องถูกต้องครบถ้วน ณ วันสิ้นสุดการยื่นข้อเสนอ การรับรองหรือให้สัตยาบันย้อนหลังภายหลังพ้นกำหนดเวลาไม่อาจกระทำได้ เพราะจะกระทบต่อหลักความเสมอภาค โปร่งใส และความเป็นธรรมต่อผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่น
"ส่วนประเด็นที่มีการกล่าวอ้างว่าบุคลากรมหาวิทยาลัยศิลปากร ถูกโทรศัพท์ข่มขู่คุกคามและเรียกรับผลประโยชน์นั้น สสว. ขอปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่า สสว. ในฐานะองค์กรไม่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือมีพฤติกรรมดังกล่าวแต่อย่างใด เพื่อทำความจริงให้ปรากฏตามข้อสั่งการของนายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ทาง สสว. ได้ทำหนังสืออย่างเป็นทางการส่งถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร ขอความร่วมมือในการส่งมอบหลักฐาน รายชื่อบุคคล หรือบันทึกการแจ้งความ ภายใน 7 วัน เพื่อให้ สสว. นำหลักฐานดังกล่าวไปดำเนินคดีอาญาและทางกฎหมายขั้นเด็ดขาดต่อบุคคลที่แอบอ้างหรือกระทำความผิด ซึ่งสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติภูมิของ สสว."น.ส.ปณิตากล่าวและว่า สสว. ขอยืนยันว่าพร้อมให้ความร่วมมือกับการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการและทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้เกิดความชัดเจนและมุ่งหน้าส่งเสริม SME ไทยต่อไป
รายงานข่าวแจ้งว่า น.ส.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สสว.ทำหนังสือเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ถึงอธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร เรื่อง ขอความอนุเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำที่มีลักษณะเป็นการข่มขู่ คุกคาม หรือแอบอ้างชื่อผู้บริหาร ของสำนักงาน สสว.
หนังสือระบุว่า ตามที่ปรากฏข่าวสารทางสื่อมวลชน กรณีมหาวิทยาลัยศิลปากรได้ขอทราบผลคะแนนและ ขออุทธรณ์ผลการพิจารณาโครงการ ต่อมามีบุคคลแอบอ้างว่ามีความใกล้ชิดกับผู้บริหาร สสว. โทรศัพท์ไปข่มขู่อาจารย์ผู้เสนอโครงการของมหาวิทยาลัยศิลปากร ให้ถอนการอุทธรณ์ดังกล่าว ซึ่งผู้ถูกข่มขู่ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลประชาชื่น เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานแล้วนั้น
"สสว. ได้รับทราบข้อร้องเรียนดังกล่าวด้วยความห่วงใยและตระหนักถึงความสำคัญของปัญหา อย่างยิ่ง ขอเรียนยืนยันว่า สสว. ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการกระทำที่มีลักษณะเป็นการข่มขู่ คุกคาม หรือแอบ อ้างชื่อผู้บริหารเพื่อกดดันผู้เสนอโครงการทั้งสิ้น ทั้งนี้ สสว. พร้อมให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่กับพนักงานสอบสวน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบข้อเท็จจริง หากพบว่ามีบุคลากรในสังกัด สสว. หรือบุคคลใดแอบอ้างชื่อ สสว. หรือผู้บริหารไปกระทำการดังกล่าวจริง สสว. จะดำเนินการทางกฎหมายและวินัยอย่างเด็ดขาดโดยไม่มีละเว้น ดังนั้น สสว. จึงขอความอนุเคราะห์จากท่านโปรดนำส่งข้อมูลหรือข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำที่มีลักษณะ เป็นการข่มขู่ คุกคาม หรือการแอบอ้างชื่อผู้บริหารของ สสว. ภายใน 7 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้ เพื่อให้ สสว. ใช้ประกอบการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย จริยธรรม ตลอดจนดำเนินการทางวินัยกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป" หนังสือระบุ




