News Logo
หน้าแรก
สตง.ยันตรวจ Thai PBS ไร้การเมืองแทรก ปัดเอาคืนปมเล่นข่าวตึกถล่ม

สตง.ยันตรวจ Thai PBS ไร้การเมืองแทรก ปัดเอาคืนปมเล่นข่าวตึกถล่ม

14 ต.ค. 2569 14:02
ผู้ชม 20 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

สตง.แถลงผลสอบไทยพีบีเอส พบใช้งบไร้ประสิทธิภาพ – เบิกจ่ายมิชอบ ยืนยันตรวจสอบครั้งนี้ไม่มีการเมืองแทรกแซง-ไม่ได้เอาคืนปมเสนอข่าวตึก สตง.ถล่ม –พบความเสียหายทำรายการข่าวเจาะ-จ้างพิธีกรรวม 85 ล.จ่อตั้ง กก.สอบข้อเท็จจริงปมเอกสารหลุดสู่สาธารณะก่อนหนังสือทางการ พร้อมให้ไทยพีบีเอสชี้แจงตามกรอบ

เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้มีการแถลงข่าวผลการตรวจสอบการใช้งบประมาณของสถานีโทรทัศน์องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส (Thai PBS) ซึ่งมีข้อครหาการใช้งบทั้งในเรื่องของการจัดซื้อครุภัณฑ์ การจัดซื้อจัดจ้างทำรายการที่ไม่มีการวัดเรตติ้ง และการจ้างผู้ดำเนินรายการซึ่งใช้งบในอัตราที่สูง รายละเอียดการแถลงข่าวมีดังต่อไปนี้

จุดเริ่มต้นของการตรวจสอบและคณะทำงาน

นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และโฆษกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน ได้กล่าวว่า การแถลงข่าวในวันนี้เป็นการนำเสนอผลการตรวจสอบอย่างเป็นทางการของ สตง. ต่อหน่วยรับตรวจ ซึ่งคือไทยพีบีเอส โดยไม่ได้เป็นการแถลงโต้ตอบกับองค์กรใดๆ การตรวจสอบเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายปี 2568 ถึงต้นปี 2569 หลังจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้รับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่ภายในองค์กรไทยพีบีเอส ซึ่งมีเอกสารแนบที่น่าเชื่อว่าเป็นเอกสารภายในที่คนภายนอกไม่น่าจะมี โดยการร้องเรียนดังกล่าวระบุถึงการใช้จ่ายเงินขององค์กรที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือแบบแผนทางราชการ และมีเจตนาทำให้องค์กรเสียหายในหลายประเด็น

ประเด็นหลักที่ถูกร้องเรียน ได้แก่ การจัดหารายการและผลิตข่าว, การที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงใช้ทรัพย์สินขององค์กรไปในทางที่ไม่เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย, และการบริหารงานที่ผ่านมาไม่มีผลสัมฤทธิ์ ไม่มีประสิทธิภาพ

จากเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้เล็งเห็นว่าไทยพีบีเอสเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบ จึงได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อตรวจสอบให้ครบถ้วนตามข้อร้องเรียน โดยคณะทำงานชุดนี้ถูกตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 และเป็นทีมงานบูรณาการจากหลายสำนัก เพื่อให้การตรวจสอบมีความครอบคลุมและละเอียดรอบคอบ

คณะทำงานประกอบด้วย:

นางสาวมธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน (สตภ.2) เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ตรวจสอบเรื่องการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบกพร่องส่วนบุคคล ,นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่ 1 ตรวจสอบการใช้รถของผู้บริหาร และนางสาวสินีนาต โพธิชัย ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3 ตรวจสอบด้านผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพขององค์กร

นายสุทธิพงษ์ ชี้แจงว่า การตรวจสอบใช้เวลานานตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงตุลาคม เนื่องจาก สตง. ต้องการความละเอียดรอบคอบในการรวบรวมข้อมูลข่าวสารข้อเท็จจริงให้มากที่สุด และทราบดีว่าผลการออกรายงานมีผลต่อองค์กรที่ถูกตรวจสอบ จึงได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. มาตรฐานและเปิดโอกาสให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงแสดงเหตุผลในข้อทักท้วงทั้งหมดก่อนการออกรายงาน

ผลการตรวจสอบด้านผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงาน

นางสาวสินีนาต โพธิชัย ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานที่ 3 ได้กล่าวถึงผลการตรวจสอบด้านผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพการดำเนินงานของไทยพีบีเอส เนื่องจากไทยพีบีเอสเป็นสื่อสาธารณะที่ได้รับงบประมาณในการดำเนินการปีละกว่า 2,000 ล้านบาท โดยเกือบ 50% ของงบประมาณเกี่ยวข้องกับการจัดหาและผลิตสื่อเพื่อให้สาธารณะและประชาชนได้รับชม สตง. จึงดำเนินการตรวจสอบเพื่อประเมินความคุ้มค่าของทรัพยากรและผลลัพธ์ในการผลิตจัดหาสื่อให้กับสังคมอย่างแท้จริง

ผลการตรวจสอบพบว่า:

การบรรลุตัวชี้วัดด้านผลสำเร็จและผลสัมฤทธิ์: โดยรวมแล้วผลการดำเนินงานส่วนมากบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัด (KPI) ขององค์กร อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดบางส่วนยังขาดความต่อเนื่อง มีการเปลี่ยนแปลงกลับไปกลับมาบ่อยครั้ง แม้จะอยู่ภายใต้การบริหารของผู้บริหารชุดเดียวกัน เช่น การสลับใช้ตัวชี้วัด PSI ranking กับ PSI market share ซึ่งทำให้องค์กรไม่สามารถสะท้อนความมีประสิทธิภาพ ความก้าวหน้า หรือความคุ้มค่าได้ นอกจากนี้ หน่วยงานภายในที่เกี่ยวกับการผลิตจัดหารายการ เช่น สำนักข่าวและสำนักสร้างสรรค์เนื้อหา ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดได้ตามความมุ่งหวัง สาเหตุมาจากการขาดการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก โครงการส่วนใหญ่ดำเนินการเป็นปีต่อปี หากปีไหนไม่ได้ดำเนินการต่อ ก็ไม่มีการวิเคราะห์หาสาเหตุหรือนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข แต่ใช้วิธีการปรับเปลี่ยนตัวชี้วัดเพื่อเลี่ยงปัญหาแทน แม้ไทยพีบีเอสจะให้ข้อมูลว่ามีการนำข้อมูลพฤติกรรมผู้รับชมมาใช้ แต่ก็ไม่ได้นำมาสู่การวางแผนการผลิตจัดหารายการให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้รับชม เนื่องจากมีข้อจำกัดของชุดข้อมูลในระบบ PSI ที่ไม่สามารถระบุความต้องการและความนิยมของแต่ละบุคคลของผู้รับชมได้

-ข้อเสนอแนะจาก สตง.: ควรวิเคราะห์ทิศทางเป้าหมายขององค์กรเพื่อกำหนดตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับเป้าหมายการถ่ายทอดและถ่ายทอดลงสู่หน่วยงานภายใน โดยให้น้ำหนักตัวชี้วัดแตกต่างกันตามจุดเน้น และกำหนดให้ใช้ตัวชี้วัดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปรียบเทียบวัดประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ นอกจากนี้ ควรเร่งผลักดันให้เกิดการเชื่อมโยงข้อมูลสมาชิก One Thai PBS ซึ่งเคยเป็นเป้าหมายตัวชี้วัดแต่ถูกนำออกไปแล้ว เพื่อรองรับยุคดิจิทัล และนำข้อมูลพฤติกรรมผู้รับชมมาประกอบการวางแผนผลิตและจัดหารายการให้สอดคล้องกับความต้องการ

ระบบบริหารจัดการรายการขาดประสิทธิภาพ: แผนงานหรือ Business Management Plan (BMP) ยังไม่ครบถ้วน ทำให้ไม่สามารถใช้เป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบแผนและผลการดำเนินงานได้อย่างชัดเจน ไม่มีการแสดงผลตัวชี้วัดองค์กรในระบบ ทำให้ผู้บริหารไม่สามารถใช้ข้อมูลในระบบนี้ไปวัดผลการดำเนินงานว่าเป็นไปตามแผนที่เสนอขออนุมัติงบประมาณไปหรือไม่ โดยมุ่งเน้นเพียงการเบิกจ่ายให้ครบเกินกว่า 80% เท่านั้น นอกจากนี้ ระบบจัดเก็บไฟล์รายการแยกกันตามสำนักต่างๆ ไม่เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน และระบบบริหารจัดการการเผยแพร่ Broadcast Management System (BMS) ยังใช้จัดการเฉพาะรายการที่ออกทางโทรทัศน์ ไม่รองรับรายการที่เผยแพร่ทางออนไลน์ รายการออนไลน์เฟิร์สต์ยังไม่ได้รับการประเมินผลการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างเป็นรูปธรรม วัดเพียง Active User ของเว็บไซต์ ซึ่งไม่สะท้อนการเข้าถึงเนื้อหาที่แท้จริงได้ การประเมินคุณภาพรายการที่ผลิตและจัดหาบางส่วนยังไม่รัดกุม การประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ยังไม่มีแนวทางคัดเลือกรายการและผู้ประเมินที่เป็นลายลักษณ์อักษร แต่พิจารณาเป็นรายปี และการสำรวจ Perception Survey ยังไม่มีการสอบถามเชิงลึกในกรณีที่ผู้ตอบแบบสอบถามไม่ได้รับชม เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะในการพัฒนา

-สาเหตุและการเสนอแนะจาก สตง.: ฝ่ายยุทธศาสตร์ขององค์กรยังไม่ได้กำหนดแนวทางหรือกำชับให้หน่วยงานรายงานผลในระบบ BMP ได้อย่างครบถ้วน แต่เน้นติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณเท่านั้น ระบบ BMS ใช้มานานแต่ยังไม่มีการปรับพัฒนาระบบให้ครอบคลุมทุกช่องทางให้เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน ไทยพีบีเอสให้ข้อมูลว่าอยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์จากองค์กรโทรทัศน์สู่ช่องทางออนไลน์ จึงยังไม่ได้กำหนดเป้าหมายความนิยมหรือการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทางออนไลน์ไว้ในตัวชี้วัด สตง. จึงเสนอแนะให้คณะกรรมการนโยบายการกระจายเสียงและแพร่ภาพฯ และผู้บริหารของไทยพีบีเอสพิจารณาเชื่อมโยงการอนุมัติงบประมาณกับผลสัมฤทธิ์ โดยจัดสรรงบประมาณจะต้องอ้างอิงข้อมูลผลผลิตและผลลัพธ์ในระบบ BMP อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ แทนที่จะดูเพียงอัตราการเบิกจ่ายเพียงอย่างเดียว ควรสรุปยกระดับระบบ BMP ให้สามารถเปรียบเทียบแผนผลทั้งในระดับโครงการและตัวชี้วัดองค์กร พร้อมทั้งจัดทำสถาปัตยกรรมองค์กรระบบดิจิทัลและฐานข้อมูลกลาง เพื่อให้เกิดการบูรณาการข้อมูลรายการ การจัดหา การเผยแพร่ และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ของผู้บริหารได้อย่างแม่นยำและครบถ้วน ยกระดับการบริหารการเผยแพร่ครอบคลุมทุกช่องทาง พัฒนากรอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางสังคมและการเข้าถึงผู้รับชมในยุคดิจิทัล รวมถึงปรับปรุงเครื่องมือ Perception Survey ให้สามารถจัดเก็บข้อมูลเชิงลึกจากกลุ่มผู้ที่ไม่ได้รับชมเพื่อพัฒนาเนื้อหาต่อไป

สตง. ย้ำว่า ในฐานะสื่อสาธารณะที่ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากเงินภาษีของประชาชน ไทยพีบีเอสจำเป็นต้องยกระดับระบบบริหารจัดการการวัดผลสัมฤทธิ์และระบบสถาปัตยกรรมข้อมูลองค์กรให้มีความเป็นเอกภาพและโปร่งใส เพื่อให้มีระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีฐานข้อมูลที่ใช้วิเคราะห์และผลิตเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัล และคุ้มค่ากับเงินแผ่นดินที่ได้รับการจัดสรรไป

ผลการตรวจสอบด้านการปฏิบัติตามกฎหมายและการเบิกจ่ายเงิน

นางสาวมธุลีห์ โยคี ผู้ตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค 2 (สตภ.2) ได้กล่าวถึงผลการตรวจสอบเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายในเรื่องการเบิกจ่ายเงิน โดยมีการกำหนดประเด็นการตรวจสอบไว้ 2 ประเด็นตามข้อร้องเรียนที่ได้รับ:

1.การจ้างผลิตรายการข่าวเจาะยอดโลกโดยวิธีเฉพาะเจาะจง: สตง. ตรวจสอบว่าการจ้างผลิตรายการข่าวเจาะยอดโลกโดยวิธีเฉพาะเจาะจงของไทยพีบีเอส เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 56 วงเล็บ 2 วงเล็บคอ หรือไม่ อย่างไร

ผลการตรวจสอบ: พบว่ามีการจ้างผลิตรายการข่าวเจาะยอดโลกกับบริษัทแห่งหนึ่งด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 ถึง 2568 โดยอ้างว่าผ่านกระบวนการคัดเลือกตามระเบียบของไทยพีบีเอสว่าด้วยวิธีการคัดสรรผู้ดำเนินงานผลิตรายการ อย่างไรก็ตาม รายละเอียดขอบเขตของงานในสัญญาผลิตรายการมีลักษณะเป็นงานจ้างที่ใช้เพียงอุปกรณ์และสิ่งสนับสนุนการผลิต เช่น กล้องถ่ายทำ เลนส์กล้อง ไมโครโฟนไร้สาย นอกจากนี้ ไทยพีบีเอสไม่ได้มีการประเมินตัวเรตติ้งของรายการนี้ การจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจขัดต่อพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ในเรื่องหลักการเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรม กรณีการจัดจ้างบริษัทเอกชนผลิตรายการโดยวิธีเฉพาะเจาะจงโดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 56 วงเล็บ 2 วงเล็บคควาย และ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา 48 และก่อให้เกิดความเสียหายแก่ไทยพีบีเอส คิดเป็นมูลค่าประมาณ 15 ล้านบาท

2.การจ่ายค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินการรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการในปีงบประมาณ 2566-2568: สตง. ตรวจสอบว่าการจ่ายค่าตอบแทนดังกล่าวเป็นไปตามพระราชบัญญัติองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2561 มาตรา 28 วงเล็บ 9 ประกอบระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551 (หรือ พ.ศ. 2561, 2567) ข้อ 20, 21, 5, 22 หรือไม่ อย่างไร

ผลการตรวจสอบ: ไทยพีบีเอสมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการเพื่อสนับสนุนการพัฒนาสังคมและผลิตรายการที่มีคุณภาพ สตง. พบว่าในปีงบประมาณ 2566 ถึง 2568 ไทยพีบีเอสมีการจ่ายค่าใช้จ่ายพิธีกรและแขกรับเชิญ โดยไม่ปรากฏว่ามีระเบียบ กฎหมาย หรือข้อบังคับ หรือหลักเกณฑ์ที่ให้อำนาจรองรับการเบิกจ่ายไว้ มีเพียงแนวทางหรือหลักเกณฑ์ที่ใช้ในเชิงบริหารสำหรับหน่วยงานภายใน เช่น แนวทางปฏิบัติสำหรับการจ่ายค่าตอบแทนแหล่งข่าวสำนักข่าว หรือแนวทางการเบิกจ่ายค่าตอบแทนผู้ร่วมรายการและผู้ดำเนินรายการ โดยไม่มีการประกาศใช้ระเบียบเฉพาะเกี่ยวกับการกำหนดอัตราค่าตอบแทนพิธีกรและแขกรับเชิญ แต่อาศัยการอนุมัติทางการเงินภายใต้กรอบวงเงินตามคำสั่งมอบอำนาจเป็นการชั่วคราว ต่อมา ไทยพีบีเอสได้มีการประกาศใช้ระเบียบองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทยว่าด้วยการเงิน การบัญชี และการงบประมาณ พ.ศ. 2567 ซึ่งประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน 2567 และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2567 ทำให้คำสั่งมอบอำนาจ แนวทางหลักเกณฑ์ของส่วนงานภายในทั้งหมดที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ไม่สามารถนำมาใช้เป็นหลักเกณฑ์ในการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนดังกล่าวได้อีก จึงถือได้ว่าการจ่ายเงินค่าตอบแทนพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ แขกรับเชิญ และผู้ร่วมรายการที่เกิดขึ้นในปีงบประมาณ 2568 เป็นการใช้จ่ายเงินโดยไม่มีระเบียบ หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราการจ่ายที่กำหนดไว้ตามระเบียบที่ประกาศใช้ใหม่ อันเป็นการปฏิบัติไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ. 2561 มาตรา 38 คิดเป็นมูลค่าประมาณ 65 ล้านบาท

โดยรวมแล้ว สตง. ได้ระบุว่าความเสียหายจากการปฏิบัติที่มิชอบทั้งสองประเด็นรวมกันอยู่ที่ประมาณ 85 ล้านบาท ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 95 วรรค 3 และมาตรา 85 วรรค 3 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 เสนอให้ดำเนินการกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง

การตรวจสอบการใช้รถของผู้บริหาร

นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายที่ 1 ได้ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจสอบการใช้รถของผู้บริหาร โดยระบุว่าเป็นการตรวจสอบเนื่องจากเรื่องร้องเรียนที่ได้รับ ซึ่งเชื่อว่าเป็นข้อมูลภายในจากพนักงานของไทยพีบีเอสเอง เดิมทีขอบเขตการตรวจสอบจะย้อนหลัง 5 ปี (ปี 2564-2569) อย่างไรก็ดี พบข้อเท็จจริงว่าตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งเป็นปีที่ไทยพีบีเอสควรรู้หรือต้องรู้ว่าต้องมีการออกระเบียบในการใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้รถส่วนกลาง รวมถึงการเบิกจ่ายค่าตอบแทนยานพาหนะของผู้บริหารที่ได้รับ แต่ไม่มีการดำเนินการให้ถูกต้อง

ไทยพีบีเอสเองก็ยอมรับว่าในกรณีของการใช้รถส่วนกลาง รวมถึงการเบิกค่ารถประจำตำแหน่ง มีระเบียบในการเบิกค่าใช้จ่ายประจำตำแหน่ง แต่ไม่มีการออกระเบียบในการใช้รถส่วนกลาง และพบว่ามีผู้บริหารที่ได้รับเงินค่าตอบแทนการใช้รถแล้วยังคงใช้รถส่วนกลางด้วย

นายโสมทัตกล่าวเน้นย้ำถึงหลักการขององค์กรของรัฐ รวมถึงไทยพีบีเอส ว่าจะต้องผูกพันตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 และ พ.ร.บ. จัดซื้อจัดจ้าง พ.ศ. 2560 รวมถึง พ.ร.บ. ของไทยพีบีเอสเอง ซึ่งกำหนดให้มีการออกระเบียบเกี่ยวกับการใช้ทรัพย์สินขององค์กรอย่างชัดเจน และโดยหลักการแล้ว ผู้บริหารที่ได้รับเงินค่าใช้รถประจำตำแหน่งแล้ว จะไม่สามารถนำมาใช้รถส่วนกลางได้หากไม่มีเหตุจำเป็น ทีมตรวจสอบได้ดำเนินการสรุปความเห็นเรียบร้อยแล้ว และคาดว่าจะนำเสนอผู้มีอำนาจ (ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน) พิจารณาลงนามและแจ้งไปยังไทยพีบีเอสภายในสัปดาห์หน้า

ประเด็นข้อซักถามและการชี้แจงจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน

การเปิดเผยรายชื่อและความลับของเอกสาร: นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ ยืนยันว่า สตง. ไม่สามารถระบุชื่อเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต่อสาธารณะได้ตามกฎหมาย รายละเอียดจะอยู่ในหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการที่ส่งถึงหน่วยรับตรวจเท่านั้น ซึ่งถือเป็นหนังสือลับ หากหน่วยงานใดหรือผู้ใดนำหนังสือลับไปเปิดเผย จะถือเป็นความผิด

กรณีเอกสารรายงานผลการตรวจสอบหลุดสู่สื่อสาธารณะก่อนการแจ้งอย่างเป็นทางการ: นายสุทธิพงษ์ ชี้แจงว่า เอกสารที่หลุดออกไปและถูกเผยแพร่ในสื่อต่างๆ เป็นเอกสารที่ยังไม่ถูกประทับรับรองและยังไม่เป็นฉบับสมบูรณ์ เนื่องจากเป็นเอกสารที่อยู่ระหว่างการเตรียมการหลังผู้ว่าฯ ได้อนุมัติ ซึ่งภายหลังมีการแก้ไขข้อความและออกเป็นฉบับจริงในวันที่ 9 ตุลาคม สตง. ถือว่าเอกสารที่หลุดไปนั้นยังไม่ผูกพันกับผลการตรวจสอบของ สตง. อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ได้ถูกปล่อยผ่าน โดยไทยพีบีเอสได้ทำหนังสือถึงประธานคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเพื่อสอบถามเรื่องนี้ และมีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาแล้ว สตง. พร้อมตรวจสอบกระบวนการว่าเอกสารหลุดไปได้อย่างไร แต่เน้นย้ำว่าเอกสารลับที่ถูกนำไปเปิดเผย ผู้ที่นำไปเปิดเผยต้องรับผิดชอบ

ผลการตรวจสอบและการดำเนินการตามกฎหมาย: นายสุทธิพงษ์ อธิบายว่า ผลการตรวจสอบด้านผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพ (Performance Audit) จะไม่มีการดำเนินการทางวินัยหรือเรียกค่าเสียหาย แต่เป็นการให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้หน่วยงานปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น โดยไทยพีบีเอสจะต้องจัดทำแผนพัฒนาส่งกลับมายัง สตง. และ สตง. จะติดตามแผนนั้น

สำหรับผลการตรวจสอบที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย (Compliance Audit) หาก สตง. เห็นว่ามีการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหาย จะแจ้งให้หน่วยงานต้นสังกัดดำเนินการ 2 อย่างคือ: 1) ดำเนินการทางความรับผิดทางละเมิด และ 2) ดำเนินการทางวินัย อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นกระทำด้วยความจงใจหรือเลินเล่ออย่างร้ายแรงจนเกิดความเสียหายหรือไม่ และจะต้องรับผิดชอบความเสียหายอย่างไร ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของหน่วยงานนั้นๆ โดย สตง. มีหน้าที่แจ้งลักษณะความผิดไปให้หน่วยงานดำเนินการ

นายโสมทัต นิธิตรีรัตน์ เสริมว่า หากพบว่ามีความผิดตามมาตรา 95 วรรค 2 ของ พ.ร.บ. สตง. ซึ่งหมายถึงการกระทำที่มีลักษณะเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือรวมถึงการทุจริต สตง. จะส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่ง ป.ป.ช. จะต้องรับเรื่องไว้ไต่สวนโดยพลันและดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี (ขยายได้ไม่เกิน 3 ปี)

ในกรณีที่ สตง. ส่งเรื่องให้ดำเนินการทางวินัยและทางละเมิด หน่วยงานที่ถูกตรวจสอบ (ไทยพีบีเอส) จะต้องไปดำเนินการภายใน 120 วัน หรือขอขยายเวลาได้สูงสุดไม่เกิน 240 วัน หากหัวหน้าส่วนราชการไม่ดำเนินการตามคำแนะนำของ สตง. โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร จะถือเป็นความผิดทางปกครองฐานไม่ปฏิบัติตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง และอาจถูกลงโทษทางปกครองได้ ตั้งแต่การตำหนิโดยเปิดเผย ไปจนถึงการปรับเงินเดือน

มูลค่าความเสียหาย: นายสุทธิพงษ์ ระบุว่า การไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบในเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างรายการข่าวเจาะยอดโลก มีมูลค่าประมาณ 15 ล้านบาท ส่วนเรื่องการจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรที่ไม่มีระเบียบรองรับ มีมูลค่าประมาณ 65 ล้านบาท รวมเป็นมูลค่าความเสียหายโดยประมาณ 80-85 ล้านบาท

แรงจูงใจและการแทรกแซงทางการเมือง: ต่อข้อคำถามของสื่อมวลชนที่ตั้งข้อสังเกตว่าการตรวจสอบอาจเกี่ยวข้องกับการเมือง การแก้แค้น หรือเป็นเครื่องมือของรัฐบาลหรือไม่ นายสุทธิพงษ์ ยืนยันว่า สตง. ปฏิเสธเรื่องดังกล่าว การตรวจสอบเป็นไปตามหน้าที่ปกติ โดยชุดคณะกรรมการนี้ถูกตั้งขึ้นตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นการเปิดตรวจก่อนที่ข่าวตึกถล่มของ สตง. จะเป็นประเด็นใหญ่ (ประมาณ 20 กุมภาพันธ์ 2569) และเป็นไปตามนโยบายและแผนการตรวจสอบที่คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินกำหนดไว้ล่วงหน้า สตง. ไม่ได้ตรวจตามอำเภอใจหรือเพื่อมุ่งร้ายต่อองค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ตรวจตามข้อร้องเรียนและความเหมาะสมของแผนงาน

นายสุทธิพงษ์ยังกล่าวถึงกรณีที่ สตง. เคยทำหนังสือถึงไทยพีบีเอสเรื่องการกำกับดูแลการรายงานข่าวตึกถล่มของ สตง. ว่า หนังสือฉบับนั้นเป็นเพียงการขอให้ตรวจสอบว่าการแถลงข่าวมีข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือไม่ และขอให้พิจารณาให้มีข้อมูลข้อเท็จจริง โดยไทยพีบีเอสได้ตอบกลับมาว่าได้ตรวจสอบครบถ้วนแล้วและไม่ผิดจรรยาบรรณข่าว สตง. ได้รับทราบและไม่ได้ติดใจดำเนินการใดๆ ต่อไป นายสุทธิพงษ์ ย้ำว่า สตง. ดำเนินการฟ้องร้องผู้ที่บิดเบือนข่าวสารที่เป็นเหตุให้ สตง. เสียหายโดยเงียบๆ ไม่ได้มีการแถลงข่าว และไม่ได้ทำงานเพื่อการแก้แค้น

ความคืบหน้าคดีตึก สตง. ถล่ม: ต่อข้อซักถามถึงความคืบหน้าคดีตึก สตง. ถล่ม นายสุทธิพงษ์ได้ชี้แจงสถานะปัจจุบันว่า:

คดีอาญา: อัยการได้สั่งฟ้องผู้รับจ้าง ผู้ออกแบบ ผู้ควบคุมงาน ผู้ก่อสร้าง ที่ประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้คนเสียชีวิต ศาลกำลังไต่สวน และเจ้าหน้าที่ สตง. บางคนเป็นพยานฝ่ายโจทก์

คดีในกำกับของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI): อยู่ระหว่างการตรวจสอบเรื่องการเสนอราคาที่ไม่เป็นธรรม

คดีในกำกับของ ป.ป.ช.: มีผู้ร้องเรียนว่าเจ้าหน้าที่ สตง. มีส่วนกระทำความผิดทางอาญา ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ รวม 10 คณะ 70 คน ป.ป.ช. รับเรื่องไต่สวนแล้ว และสำนักงาน สตง. พร้อมเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ข้อเท็จจริง

การเรียกค่าเสียหาย: สตง. ได้บอกเลิกสัญญากับผู้รับจ้างทั้งหมด และอยู่ระหว่างการพิจารณาอุทธรณ์เพื่อแจ้งเป็นผู้ทิ้งงาน คณะกรรมการกำลังดำเนินการเพื่อฟ้องร้องคู่สัญญาทั้ง 3 ราย (ผู้รับจ้าง ผู้ควบคุมงาน ผู้ออกแบบ) ที่กระทำผิดสัญญา เพื่อเรียกเงินค่าจ้างคืน สตง. ได้รับเงินคืนในส่วนเงินล่วงหน้าและเงินประกันแล้วกว่า 320 ล้านบาท จากที่จ่ายไปแล้ว 966 ล้านบาท และกำลังเรียกค่าเสียหายส่วนที่เหลืออีกประมาณ 500 ล้านบาท

อาคารสำนักงานใหม่: สตง. ยุติโครงการก่อสร้างอาคารใหม่แล้ว และจะยังคงอยู่ที่สำนักงานปัจจุบัน (พื้นที่เช่าจากการรถไฟฯ) เนื่องจากสัญญาเช่ายังไม่ถูกยุติ และคาดว่าจะสิ้นสุดในปี 2570 สตง. กำลังเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรดิจิทัล โดยจะใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานและให้พนักงานสามารถทำงานจากที่ใดก็ได้

ความเชื่อมั่นในองค์กร สตง.

นายสุทธิพงษ์กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ตรวจสอบทุกคนมีความกังวลและทราบดีว่าประชาชนอาจสูญเสียความเชื่อมั่นหลังจากเหตุการณ์ตึกถล่ม แต่ยืนยันว่า สตง. ยังคงเป็นองค์กรที่ต้องทำหน้าที่ต่อไป ไม่ได้คาดหวังให้ประชาชนเข้าใจในทันที แต่จะมุ่งมั่นทำงานเพื่อพิทักษ์เงินแผ่นดินของประชาชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อหวังว่าสักวันหนึ่งประชาชนและสื่อมวลชนจะกลับมาเชื่อมั่นใน สตง. อีกครั้ง

สื่อข้องใจทำไมถ่ายภาพนักข่าวตั้งคำถาม

สำนักข่าว Next News รายงานว่าในช่วงท้ายของการแถลงข่าว มีประเด็นพิพาทกับผู้สื่อข่าวซึ่งมาทำข่าวเล็กน้อย โดยผู้สื่อข่าวได้ตั้งคำถามกรณี เจ้าหน้าที่ของ สตง. ได้มีการถ่ายภาพผู้สื่อข่าวเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการถ่ายภาพเจาะจงที่ใบหน้าของผู้สื่อข่าวที่ตั้งคำถาม ซึ่งสร้างความไม่สบายใจให้กับผู้ที่มาร่วมทำข่าว

ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงวัตถุประสงค์ของการกระทำดังกล่าว และแสดงความสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องมีการถ่ายภาพเจาะจงเฉพาะบุคคล

นายสุทธิพงษ์ บุญนิธิ โฆษก สตง. ได้ชี้แจงว่า การถ่ายภาพดังกล่าวเป็นการดำเนินการตามปกติเพื่อจัดทำรายงานการแถลงข่าวและบันทึกจำนวนผู้เข้าร่วม ซึ่งตามปกติแล้วการแถลงข่าวของ สตง. ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อมวลชนจำนวนมากเช่นในครั้งนี้ จึงอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด

โฆษก สตง. ได้กล่าวขออภัยหากการกระทำดังกล่าวทำให้สื่อมวลชนรู้สึกไม่สบายใจ โดยยืนยันว่าไม่มีเจตนาที่ไม่ดีแอบแฝง และได้เสนอให้เจ้าหน้าที่ลบภาพถ่ายรายบุคคลได้ หากผู้สื่อข่าวไม่ต้องการให้มีภาพดังกล่าว พร้อมทั้งย้ำเตือนถึงสิทธิส่วนบุคคลและการคุ้มครองข้อมูลตามกฎหมาย โดยระบุว่าหากผู้ใดนำภาพไปเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็จะถือเป็นความผิด ซึ่งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับสื่อมวลชนที่ยังคงติดใจในประเด็นนี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง
สอบใช้งบไทยพีบีเอส
สตง.

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ขุดบ.ปราณบุรีฯ‘จิรัชยา’รองนายกทต.ปราณบุรี ถือหุ้น2ล. คดียื่นบัญชีฯเท็จ
ขุดบ.ปราณบุรีฯ‘จิรัชยา’รองนายกทต.ปราณบุรี ถือหุ้น2ล. คดียื่นบัญชีฯเท็จ