ศาลฯพิพากษาจำคุกผู้บริหารท้องถิ่นและเอกชน สมุทรปราการ ในคดีทุจริตจัดซื้อกล้องวงจรปิดมูลค่า 72 ล้านบาท ชี้กำหนดงบประมาณไม่รอบคอบเอื้อประโยชน์เอกชน ทำราชการเสียหายกว่า 25 ล้านบาท
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 12 ก.พ.2569 สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ออกเอกสารข่าวแจกกรณีที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ได้มีคำพิพากษาในคดีจัดซื้อและติดตั้งระบบกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (CCTV) มูลค่ากว่า 72 ล้านบาท (คดีหมายเลขแดง อท 53/2568) โดยศาลได้สั่งลงโทษจำคุกและปรับผู้บริหารท้องถิ่นและกลุ่มเอกชนในจังหวัดสมุทรปราการ ในข้อหาทุจริตและเสนอราคาโดยมิชอบ แต่มีการลดโทษให้เนื่องจากจำเลยให้การเป็นประโยชน์บางส่วน โดย สตง.ชี้ว่าเป็นบทเรียนสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและการตรวจสอบได้ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
คดีนี้สืบเนื่องมาจากการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินที่พบพฤติการณ์น่าเชื่อว่าเข้าข่ายทุจริตในโครงการจัดซื้อกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของหน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่นแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ และได้ส่งรายงานให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ คำพิพากษาดังกล่าวถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการยกระดับมาตรฐานความโปร่งใสและตรวจสอบได้ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ศาลได้วินิจฉัยถึงปัญหาการกำหนดงบประมาณที่ไม่รอบคอบ ซึ่งอาจส่อไปในทางเอื้อประโยชน์ให้เอกชน โดยระบุว่าการกำหนดวงเงินโครงการสูงถึง 75 ล้านบาท โดยปราศจากข้อมูลประกอบหรือหลักฐานการคำนวณราคาอย่างชัดเจนตั้งแต่ต้นนั้น เป็นพฤติการณ์ที่ส่อให้เห็นถึงการเอื้อประโยชน์และนำไปสู่การทุจริตร่วมกับกลุ่มเอกชน จนก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการกว่า 25 ล้านบาท
นอกจากนี้ ศาลยังมีข้อสังเกตต่อคณะกรรมการกำหนดราคากลาง แม้จะไม่พบพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริต แต่ศาลได้เน้นย้ำถึงบทบาทการทำหน้าที่ของคณะกรรมการว่า “การทำงานในรูปแบบคณะกรรมการที่ประกอบด้วยบุคคลหลายคนนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อคานอำนาจซึ่งกันและกัน โดยการที่จะทำเช่นนั้นได้กรรมการแต่ละคนจะต้องมีข้อมูลของงานที่จะต้องพิจารณาลงมติเท่าที่จะขวนขวายได้เพื่อนำข้อมูลมา กระจายและเปรียบเทียบกันก่อนลงมติ หาใช่ว่ารับฟังแต่ข้อมูลที่ได้รับมาจากกรรมการคนใดคนหนึ่งเพียงทางเดียว เพราะหากทำเช่นนั้นแล้วย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำในรูปแบบของคณะกรรมการ”
สำหรับจำเลยที่เป็นเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติงาน ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะชี้ว่ามีเจตนาทุจริต โดยศาลได้แยกพิจารณาอย่างชัดเจนระหว่าง “การขาดความรอบคอบ” กับ “การทุจริตโดยเจตนา”




