News Logo
หน้าแรก
สอบลึก 3 แอปฯจีนให้บริการเดลิเวอรีในไทย แกะรอยผู้ถือหุ้น-เงินลงทุน

สอบลึก 3 แอปฯจีนให้บริการเดลิเวอรีในไทย แกะรอยผู้ถือหุ้น-เงินลงทุน

23 มิ.ย. 2569 17:54
ผู้ชม 19 คน

พาณิชย์สอบ 3 แอปพลิเคชันสัญชาติจีน Gokoo - Feixiang - E-Gets ให้บริการเดลิเวอรีกับชาวจีนในไทย พบ 2 บริษัทคนไทยถือหุ้นเกิน 51% อีกบริษัทชาวกัมพูชาถือหุ้น 90% แต่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอ และมีหนังสือรับรองการประธุรกิจของคนต่างด้าว คุ้ยต่อเงินลงทุน-อำนาจบริหารจัดการ

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2569 นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏข่าวแพลตฟอร์มสัญชาติจีนที่ให้บริการสั่งอาหารและบริการประเภทอื่นๆ โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นนักท่องเที่ยวหรือชาวจีนที่มาอาศัยในประเทศไทย เนื่องจากประสบข้อจำกัดด้านภาษาในการใช้งานแอปพลิเคชันเดลิเวอรีของไทย บริษัทจีนจึงเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจและเข้ามาเปิดให้บริการแพลตฟอร์มดังกล่าว ได้แก่ Gokoo, Feixiang และ E-Gets กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกของแพลตฟอร์มทั้ง 3 ราย เพื่อพิจารณาว่าการดำเนินธุรกิจเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องหรือไม่

นายพูนพงษ์กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า มีการจดทะเบียนนิติบุคคลในรูปแบบบริษัท โดยมี 2 รายที่มีผู้ถือหุ้นชาวไทยถือหุ้นเกินกึ่งหนึ่ง และอีก 1 ราย มีโครงสร้างการถือหุ้นที่มีต่างชาติถือหุ้นในสัดส่วนเกิน 50% โดยรายละเอียดมีดังนี้ 1) บริษัท โกคูออนไลน์ จำกัด (แอปพลิเคชัน (wukong waimai) : Gokoo) จดทะเบียนนิติบุคคลวันที่ 21 กันยายน 2563 ทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นเป็นไทย 80% มีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย 2) บริษัท เดอะ ฟลาย โฮลดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด (แอปพลิเคชัน : feixiang) จดทะเบียนนิติบุคคลวันที่ 1 กันยายน 2564 ทุนจดทะเบียน 25 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นเป็นคนไทย 51% มีสถานะเป็นนิติบุคคลไทย สำหรับนิติบุคคลทั้ง 2 รายข้างต้น ระบุว่าประกอบธุรกิจให้บริการเป็นตลาดกลางซื้อขายสินค้าหรือบริการโดยวิธีใช้สื่ออิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต จากการตรวจสอบพบผู้ถือหุ้นคนไทยมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลอื่น โดยมีชื่อเป็นกรรมการและผู้ถือหุ้นในบริษัทอีก 4 บริษัท โดยเป็นการร่วมลงทุนกับคนต่างด้าว

นายพูนพงษ์กล่าวว่า 3) บริษัท อี-เก็ตส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด (แอปพลิเคชัน E-Gets) จดทะเบียนนิติบุคคลวันที่ 3 สิงหาคม 2566 ทุนจดทะเบียน 20 ล้านบาท มีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคลสัญชาติกัมพูชา 90% จึงมีสถานะเป็นนิติบุคคลต่างด้าว ตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 โดยประกอบธุรกิจ e-commerce และหรือแพลตฟอร์มดิจิทัลสำหรับบริการสั่งซื้อ ขาย และจัดส่งสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้าที่เกี่ยวข้อง ผลการตรวจสอบพบว่าบริษัท อี-เก็ตส์ เทคโนโลยี (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับบัตรส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) ในธุรกิจบริการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อให้บริการดิจิทัล และได้รับหนังสือรับรองการประธุรกิจของคนต่างด้าวแล้ว

“กรมฯ อยู่ระหว่างประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเกี่ยวกับแหล่งที่มาของเงินลงทุน อำนาจการบริหารจัดการ การลงนามผูกพันบริษัท ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างผู้ถือหุ้น เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) หรือไม่ โดยจะแบ่งการตรวจสอบเป็น 2 กลุ่มตามสถานะของนิติบุคคล คือ 1) นิติบุคคลไทย จะตรวจสอบว่ามีคนไทยให้ความร่วมมือกับชาวต่างชาติใช้ชื่อหรือถือหุ้นแทนเพื่อเป็นนอมินีเลี่ยงการขออนุญาตประกอบธุรกิจหรือไม่ หากมีการกระทำผิดจริงจะได้รับโทษทางกฎหมาย มีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 3 ปี โทษปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 ถึง 50,000 บาท และ 2) นิติบุคคลต่างชาติ จะตรวจสอบว่าขออนุญาตประกอบธุรกิจตามพ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 หรือไม่ หากฝ่าฝืนประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท และปรับรายวันอีกวันละ 10,000 ถึง 50,000 บาท”นายพูนพงษ์กล่าว

นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับแพลตฟอร์มที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบพบว่ามีลักษณะการให้บริการผ่านระบบดิจิทัลที่มุ่งตอบสนองกลุ่มลูกค้าชาวจีนในประเทศไทย ทั้งบริการสั่งอาหาร สินค้าอุปโภคบริโภค และบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยใช้ภาษาจีนเป็นหลัก รวมทั้งมีการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์หลายรูปแบบ ซึ่งกรมฯ จะติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันมิให้เกิดการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และการแข่งขันทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งระหว่างการตรวจสอบต้องถือว่าธุรกิจยังมิได้ดำเนินสิ่งใดที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย จนกว่าจะทราบผลการตรวจสอบ หากพบว่ามีการกระทำที่เข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้คนไทยถือหุ้นแทน การประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือการกระทำความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายผลการตรวจสอบต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

บช.ก.แถลงทลายเครือข่ายค้าข้อมูลคนไทย เสียหาย 2 พัน ล. รวบ 9 ผู้ต้องหา
บช.ก.แถลงทลายเครือข่ายค้าข้อมูลคนไทย เสียหาย 2 พัน ล. รวบ 9 ผู้ต้องหา