องค์กรนักวิทยาศาสตร์นานาชาติประกาศขยับ “นาฬิกาวันสิ้นโลก” เร็วขึ้นอีก 4 วินาที เหลือเพียง 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน สะท้อนความเสี่ยงจากอาวุธนิวเคลียร์ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยี AI และภัยชีวภาพที่ทวีความรุนแรงขึ้นพร้อมกัน
องค์กร Bulletin of the Atomic Scientists ประกาศ ณ วันที่ 27 มกราคม 2026 ว่า “นาฬิกาวันสิ้นโลก” (Doomsday Clock) ถูกขยับมาอยู่ที่ 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน เร็วขึ้นจากปีก่อนหน้าอีก 4 วินาที และถือเป็นตำแหน่งที่เข้าใกล้ “หายนะระดับโลก” มากที่สุดตั้งแต่มีการสร้างนาฬิกานี้ขึ้นมา
นาฬิกาวันสิ้นโลกไม่ใช่นาฬิกาจับเวลาจริง แต่เป็น สัญลักษณ์เชิงวิทยาศาสตร์และการเมืองโลก ที่ใช้สื่อสารว่ามนุษยชาติเข้าใกล้ความพินาศจากฝีมือมนุษย์มากเพียงใด โดย “เที่ยงคืน” หมายถึงจุดเกิดหายนะระดับโลก เช่น สงครามนิวเคลียร์หรือวิกฤตที่คุกคามการดำรงอยู่ของมนุษย์โดยรวม
การตั้งเวลาของนาฬิกานี้ทำโดย คณะกรรมการวิทยาศาสตร์และความมั่นคง (Science and Security Board - SASB) ของ Bulletin of the Atomic Scientists ร่วมกับคณะผู้สนับสนุน ซึ่งมีนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกและผู้ได้รับรางวัลโนเบลรวมอยู่ด้วย โดยจะประเมินสถานการณ์โลกปีละครั้งจากปัจจัยหลักหลายด้าน ไม่ได้อิงสูตรคณิตศาสตร์ตายตัว แต่ใช้ฉันทามติของผู้เชี่ยวชาญ
สำหรับปี 2026 นี้ ปัจจัยหลักที่ทำให้นาฬิกาถูกขยับเข้าใกล้เที่ยงคืนมากขึ้น ได้แก่ ความเสี่ยงด้านอาวุธนิวเคลียร์ที่เพิ่มสูงขึ้น การหมดอายุของสนธิสัญญา New START ระหว่างสหรัฐฯ และรัสเซีย วิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทำสถิติรุนแรงต่อเนื่อง เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ขาดกติกาควบคุม และภัยคุกคามทางชีวภาพรูปแบบใหม่
รายงานระบุว่าในปีที่ผ่านมา โลกเผชิญความตึงเครียดทางทหารในหลายภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับประเทศครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ ขณะเดียวกัน อุณหภูมิเฉลี่ยโลกและระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้เกิดภัยพิบัติรุนแรง ทั้งคลื่นความร้อน น้ำท่วม และภัยแล้งในหลายทวีป
คณะกรรมการยังเตือนถึง การผสานกันของ AI กับชีววิทยา ซึ่งอาจเปิดช่องให้เกิดการออกแบบเชื้อโรคหรือภัยชีวภาพรูปแบบใหม่ รวมถึงความเสี่ยงจากงานวิจัย “สิ่งมีชีวิตกระจกเงา” (Mirror Life) ที่นักวิทยาศาสตร์บางกลุ่มมองว่าอาจเป็นภัยต่อระบบนิเวศและมนุษยชาติ หากไร้กลไกกำกับดูแลระดับนานาชาติ
นาฬิกาวันสิ้นโลกถูกสร้างขึ้นครั้งแรกในปี 1947 หลังสงครามโลกครั้งที่สองไม่นาน โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ที่เคยมีส่วนในโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของสหรัฐฯ เพื่อเตือนสังคมถึงอันตรายจากเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง นับแต่นั้นมา เวลาบนนาฬิกาถูกขยับไปมาแล้วหลายครั้งตามสถานการณ์โลก
สถิติที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า นาฬิกาเคยอยู่ห่างเที่ยงคืนมากที่สุดในปี 1991 หลังสงครามเย็นคลี่คลาย แต่ในช่วงทศวรรษหลัง เวลากลับขยับเข้าใกล้เที่ยงคืนอย่างต่อเนื่อง ย้อนกลับไปในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เผยให้เห็น แนวโน้มอันตรายที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2022 ที่นาฬิกาอยู่ที่ 100 วินาทีก่อนเที่ยงคืน ซึ่งสะท้อนว่าภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีเสี่ยงต่างๆ ยังคงสูงต่อเนื่อง แม้จะไม่มีการเปลี่ยนตำแหน่งมากนัก แต่ก็อยู่ใกล้กับหายนะมากกว่าปีอื่นในช่วงทศวรรษก่อนหน้า
ต่อมาในปี 2023 และ 2024 คณะกรรมการปรับเวลาลงมาอยู่ที่ 90 วินาทีก่อนเที่ยงคืน เท่ากันทั้งสองปี เพื่อสะท้อนสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างมหาอำนาจและปัจจัยเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศและเทคโนโลยีที่ยังไม่มีแนวทางจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
เข้าสู่ปี 2025 ที่ผ่านมา เวลาได้ขยับเข้าใกล้เที่ยงคืนเพิ่มขึ้นเป็น 89 วินาทีก่อนเที่ยงคืน ก่อนจะถูกปรับอีกครั้งในปี 2026 เหลือเพียง 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน ซึ่งถือเป็นการเข้าใกล้ “โลกาวินาศ” มากที่สุดตั้งแต่มีการประกาศนาฬิกานี้ถูกสร้างขึ้น
การเปลี่ยนแปลงของตัวเลขในแต่ละปีจึงทำให้เห็นภาพชัดว่า แม้จะไม่มีเหตุการณ์หายนะระดับโลกเกิดขึ้นจริง แต่ “ความเสี่ยงเชิงระบบ” ที่เกิดจากความตึงเครียดระหว่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีใหม่ๆ ยังคงผลักให้โลกดูเหมือนเดินเข้าใกล้หายนะมากขึ้นทุกปี ซึ่งเป็นเหตุผลที่คณะกรรมการต้องขยับเข็มนาฬิกาให้ใกล้เที่ยงคืนยิ่งขึ้นในทุกครั้งที่มีการประเมินสถานการณ์โลก
Bulletin of the Atomic Scientists ย้ำว่า นาฬิกาวันสิ้นโลกไม่ได้มีไว้เพื่อสร้างความตื่นตระหนก แต่เพื่อเตือนผู้นำและสังคมโลกว่า มนุษยชาติยังมีเวลาในการลดระดับความเสี่ยงและหลีกเลี่ยงหายนะระดับโลก หากมีความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างจริงจัง ทั้งด้านการควบคุมอาวุธ การรับมือโลกร้อน การกำกับเทคโนโลยีใหม่ และการเสริมความมั่นคงด้านสาธารณสุข ก่อนที่เข็มนาฬิกาจะเดินไปถึงเที่ยงคืน ซึ่งหมายถึงจุดเกิดหายนะระดับโลก





