กสม. แถลงชี้ ก.ต. ละเมิดสิทธิผู้พิการทางการเคลื่อนไหว กรณีไม่ให้สอบผู้ช่วยผู้พิพากษาย้ำหลักการความเท่าเทียมและแนะใช้เทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวกในการสอบพร้อมเสนอสำนักงานศาลยุติธรรมทบทวนมติและกำหนดมาตรการช่วยเหลือแก่คนพิการ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 13 ก.พ.2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการ กสม. ได้แถลงข่าวเด่นประจำสัปดาห์ ครั้งที่ 6/2569 ยืนยันว่ากรณีสำนักงานศาลยุติธรรมปฏิเสธไม่ให้ผู้พิการทางการเคลื่อนไหวเข้าสอบผู้ช่วยผู้พิพากษาเป็นการละเมิดสิทธิ พร้อมเสนอให้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกเพื่อให้เกิดความเท่าเทียม นอกจากนี้ กสม. ยังได้ยืนยันผลการพิจารณาเรื่องนักปกป้องสิทธิฯ ที่ถูกคุกคามจากการแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าไม่มีพยานหลักฐานใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงมติเดิม
นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ เปิดเผยถึงกรณีของนายศุภวิชญ์ จันทร์เสถียร ผู้พิการกล้ามเนื้ออ่อนแรงตั้งแต่กำเนิด ซึ่งถูกปฏิเสธไม่ให้เป็นผู้มีสิทธิสอบข้าราชการตุลาการ ตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา ทั้งในปี 2567 และ 2568 ในการสอบปี 2567 นายศุภวิชญ์ได้ขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยเหลือในการเขียนคำตอบตามคำบอก เนื่องจากเขียนหนังสือได้ช้าและไม่ต่อเนื่อง แต่คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) มีมติไม่ให้สิทธิสอบ โดยอ้างถึงรายงานแพทย์ที่ระบุว่านายศุภวิชญ์ป่วยเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงขั้นรุนแรง และกังวลเรื่องการปะปนของคำตอบหากมีผู้ช่วยเขียน
ต่อมาในปี 2568 นายศุภวิชญ์ได้สมัครสอบอีกครั้งโดยประสงค์จะเขียนข้อสอบด้วยตนเอง แต่ ก.ต. ก็ยังคงมีมติตัดสิทธิ โดยพิจารณาจากรายงานแพทย์และลักษณะงานหลักของผู้พิพากษาที่ต้องใช้การเขียนหรือพิมพ์ ตลอดจนการนั่งพิจารณาคดีเป็นเวลานาน ซึ่งเห็นว่าคุณสมบัติไม่สอดคล้องตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 มาตรา 26 (11)
กสม. ได้พิจารณาแล้วเห็นว่า การตัดสิทธิของ ก.ต. ไม่สอดคล้องกับหลักการห้ามการเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งความพิการ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 27 และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิของคนพิการ (CRPD) ได้วางหลักการคุ้มครองไว้
กสม. ชี้ว่าในปัจจุบันมีเทคโนโลยีหลายอย่างที่ช่วยอำนวยความสะดวกได้ เช่น การแปลงเสียงพูดเป็นตัวอักษร ซึ่งสามารถตรวจสอบได้ หรือการให้เจ้าหน้าที่เสมียนหน้าบัลลังก์ช่วยพิมพ์ ซึ่งศาลก็มีระบบบันทึกถ้อยคำที่สามารถตรวจสอบก่อนลงลายมือชื่อได้ กสม. ยังเน้นย้ำว่าลักษณะงานของผู้พิพากษาเป็นงานที่ใช้ความรู้ความสามารถทางกฎหมายเป็นสาระสำคัญมากกว่าความสามารถเชิงกายภาพ อีกทั้งนายศุภวิชญ์ก็ประกอบวิชาชีพทนายความมาหลายปี ซึ่งเป็นวิชาชีพทางกฎหมายเช่นเดียวกับผู้พิพากษา นอกจากนี้ หลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกาและเกาหลีใต้ ก็มีผู้พิพากษาที่เป็นคนพิการหลากหลายประเภท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงระบบที่เปิดโอกาสและอิงหลักความสามารถไม่ใช่รูปลักษณ์ทางกายภาพ
ด้วยเหตุผลเหล่านี้ กสม. จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานศาลยุติธรรม ให้นำความเห็นเสนอต่อ ก.ต. เพื่อพิจารณาทบทวนมติให้คนพิการที่มีลักษณะเช่นเดียวกับนายศุภวิชญ์สามารถเข้ารับการสอบคัดเลือกได้ และให้กำหนดมาตรการหรือแนวทางการช่วยเหลือที่สมเหตุสมผลในระบบการสอบ เพื่อให้เกิดความเสมอภาคอย่างแท้จริงในการเข้าถึงโอกาสทางอาชีพของคนพิการ




