News Logo
หน้าแรก
กสม. ยืนยันมติคดีคุกคามนักสิทธิฯ ชี้ไร้หลักฐานใหม่ปมชายแดนเขมร

กสม. ยืนยันมติคดีคุกคามนักสิทธิฯ ชี้ไร้หลักฐานใหม่ปมชายแดนเขมร

13 ก.พ. 2569 17:10
ผู้ชม 65 คน

กสม. ยืนยันมติเดิมกรณีนักปกป้องสิทธิฯ ถูกคุกคามจากการแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ชี้ยังไม่มีพยานหลักฐานใหม่ทำให้ต้องเปลี่ยนมติ และการพิจารณาเป็นไปตามหน้าที่ส่งเสริมคุ้มครองสิทธิ แจงได้ประสานหน่วยงานรัฐคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ-แก้ไขปัญหาการใช้สื่อออนไลน์สร้างความเกลียดชังแล้ว

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 13 ก.พ.2569 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยนางสาวหรรษา หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้แถลงข่าวยืนยันผลการพิจารณาเดิม กรณีภาคประชาสังคมขอให้ทบทวนเรื่องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนถูกคุกคามจากการแสดงความคิดเห็นต่อสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยชี้แจงว่าไม่มีพยานหลักฐานใหม่ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมติ

นางสาวหรรษา เปิดเผยว่า กสม. ได้รับหนังสืออุทธรณ์จากขบวนเคลื่อนไหวผู้หญิงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย และองค์กร Protection International ประเทศไทย เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2569 ให้ทบทวนมติเรื่องร้องเรียนกรณีการคุกคามและสร้างความเกลียดชังต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนสองราย (นางอังคณา นีละไพจิตร และนายสุณัย ผาสุข) ซึ่งก่อนหน้านี้ กสม. ได้มีมติรับเรื่องดังกล่าวไว้เป็นคำร้องประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

จากการพิจารณาของ กสม. สรุปได้ว่า การปฏิบัติหน้าที่ของ กสม. ในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นไปตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดไว้ โดยใช้การประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เพื่อแจ้งหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกรณีเร่งด่วนที่กระทบต่อชีวิตหรือร่างกาย

ประเด็นการข่มขู่คุกคามนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่มาจากการแสดงความคิดเห็นสาธารณะต่อการจัดการปัญหาสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และการสื่อสารสร้างความเกลียดชังในสื่อสังคมออนไลน์ เป็นสิ่งที่ กสม. ได้ติดตามมาอย่างต่อเนื่อง และได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 เพื่อย้ำถึงเสรีภาพทางความคิดและสิทธิในการแสดงความคิดเห็นโดยปราศจากการแทรกแซง และการเคารพสิทธิหรือชื่อเสียงของบุคคลอื่น

กสม. ได้พิจารณามาตรการคุ้มครองความปลอดภัยในชีวิตและร่างกายของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และการแก้ไขปัญหาการใช้สื่อสังคมออนไลน์ข่มขู่คุกคามและสร้างความเกลียดชัง โดยเห็นว่าปัญหาดังกล่าวควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนจากหน่วยงานรัฐที่มีหน้าที่และอำนาจโดยตรง ด้วยเหตุนี้ กสม. จึงมีมติรับไว้ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โดยมอบให้สำนักงาน กสม. ประสานงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เพื่อคุ้มครองนักปกป้องสิทธิฯ และประสานกับสำนักงาน กสทช. และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อแก้ไขปัญหาการแสดงออกที่สร้างความเกลียดชัง ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ในส่วนของการจัดทำรายงานตามมาตรา 40 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ที่ให้ กสม. จัดทำรายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศประจำปี เรื่องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนเป็นประเด็นหนึ่งของการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองอยู่แล้ว กสม. จึงมีมติให้รับไว้เป็นข้อมูลประกอบการจัดทำรายงานฯ

อย่างไรก็ตาม สำหรับมาตรา 44 ที่บัญญัติให้ กสม. ทำหน้าที่ชี้แจงและรายงานข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง หากมีการรายงานสถานการณ์เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นธรรมนั้น เนื่องจากกรณีดังกล่าวปรากฏข้อเท็จจริงว่านักปกป้องสิทธิถูกข่มขู่คุกคามต่อชีวิตและร่างกาย และไม่มีรายงานสถานการณ์ใดที่มีข้อมูลคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง จึงไม่มีลักษณะต้องดำเนินการตามมาตรา 44

ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. พิจารณาแล้วว่ายังไม่มีข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานใหม่ หรือเหตุอื่นใดอันอาจทำให้เรื่องที่พิจารณาและมีมติไปแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ กสม. จึงมีมติยืนยันผลการพิจารณาตามมติเดิม และสำนักงาน กสม. ได้มีหนังสือแจ้งผู้ร้องทั้งสองรายแล้ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯยันสงกรานต์มีน้ำมันพอใช้-เตรียมตั้งศบก.พลัส
นายกฯยันสงกรานต์มีน้ำมันพอใช้-เตรียมตั้งศบก.พลัส