ศาลนัดสืบพยาน 'กัลฟ์' ฟ้องหมิ่นประมาท 'ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ' 100 ล้าน ต้นเดือน ต.ค. 2569 กรณีแถลงข่าวเรียกร้องรัฐบาลแก้ปัญหาค่าไฟแพง เจ้าตัวเผยไม่ขัด 'กล้าธรรม' เป็นฝ่ายค้านร่วม พร้อมตรวจสอบรัฐบาล เรียกร้อง กกต.โปร่งใส
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดตรวจหลักฐานและสอบคำให้การจำเลยคดีดำ อ.1035/2568 ที่ บริษัท กัลฟ์เจพี เอ็นเอส จำกัดเป็นโจทก์ฟ้อง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) เป็นจำเลยในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาพร้อมเรียกค่าเสียหาย 100 ล้านบาท
จากกรณีที่นายณัฐพงษ์แถลงข่าวเพื่อเรียกร้องรัฐบาลเรื่องการแก้ไขปัญหาค่าไฟแพงในช่วงเดือนตุลาคม 2567 โดยนายณัฐพงษ์ จำเลย ที่ก่อนหน้านี้ได้ประกันตัว เดินทางมาศาล ภายหลังจากสอบคำให้การเสร็จสิ้น ศาลนัดสืบพยาน โจทก์-จำเลย ในวันที่ 6-9 และวันที่ 14 ตุลาคม 2569
ต่อมานายณัฐพงษ์ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า การเดินทางมาวันนี้เป็นไปตามกระบวนการหลังจากได้ยื่นขอประกันตัวไปเมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยมาให้การต่อศาลในฐานะจำเลย ได้ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ยืนยันความบริสุทธิ์ใจในการทำหน้าที่ สส. การแถลงข่าวเมื่อเดือนตุลาคมปี 2567 เป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ผลักดันให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพลังงานไฟฟ้าที่โปร่งใส ค่าไฟฟ้าเป็นธรรมต่อประชาชน ไม่มีการผูกขาดทางพลังงาน หลังจากนี้จะมีการสืบพยานในเดือนตุลาคม 2569
"สำหรับพรรคประชาชน ยืนยันเดินหน้าผลักดันประเด็นค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรมแก่ประชาชน โดยช่วงก่อนการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราได้ตั้งข้อสังเกตกรณีรัฐบาลอนุมัติรับซื้อไฟฟ้าจากนายทุนพลังงานทิ้งทวนก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องใน 3 รัฐบาล ทั้งก่อนการเลือกตั้ง 2562, ก่อนการเลือกตั้ง 2566 และก่อนการเลือกตั้ง 2569 โดยเฉพาะกรณีล่าสุด รัฐบาลอนุทินเปิดรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มอีก 1,500 เมกะวัตต์ ในนาม “โซลาร์ฟาร์มชุมชน” แต่โครงสร้างของโครงการยังเป็นการลงทุนโดยทุนใหญ่เหมือนเดิม อีกทั้งราคารับซื้อไฟฟ้าถูกกำหนดไว้สูงถึง 2.25 บาทต่อหน่วย แพงกว่าโครงการรับซื้อไฟฟ้าที่ผ่านมาเสียอีก ซึ่งทั้งหมดจะกลายเป็นภาระที่ประชาชนทุกคนต้องร่วมกันแบกรับผ่านบิลค่าไฟ ทั้งที่ไฟฟ้าของประเทศมีมากเกินพออยู่แล้ว ดังนั้นพรรคประชาชน ยืนยันที่จะคัดค้านการเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงานและการดำเนินการที่จะทำให้ค่าไฟของประชาชนแพงขึ้นต่อไปอย่างแน่นอน" นายณัฐพงษ์ กล่าว
ส่วนกรณีที่มีผู้ออกมาโพสว่า ผู้สมัครสมาชิกพรรคประชาชนจะมีการเก็บข้อมูลเลขหลังบัตรประชาชนนั้น นายณัฐพงษ์ยืนยันว่าพรรคประชาชนไม่ได้เรียกเก็บข้อมูลที่จะทำให้เกิดความเสี่ยงต่อข้อมูลส่วนบุคคล เราขอเลเซอร์โค้ดมาเป็นไปตามกรมการปกครองเปิดช่องทางให้ยืนยันความถูกต้อง เพราะต้องการแน่ใจว่าการทำธุรกรรมและสมัครสมาชิกเป็นไปตามที่ทาง กกต. กำหนด ว่าเป็นประชาชนตัวจริง เลขหน้าบัตรประชาชนสามารถยืนยันกลับไปที่กรมการปกครองได้
และขอยืนยันว่าไม่มีปัญหาภายหลังอย่างแน่นอน เพราะตรวจสอบกับทางทีมงานหลังบ้านแล้วว่าไม่ได้มีการเก็บข้อมูลส่วนตัวใด ๆ ที่จะมีความเสี่ยงให้ข้อมูลรั่วไหล เลเซอร์โค้ดหลังบัตรใช้ยืนยันกับกรมการปกครอง สามารถสอบถามไปยังที่นั่นได้ผ่านช่องทาง API ที่เปิดให้หน่วยงานต่าง ๆ ตรวจสอบข้อมูล ทางพรรคไม่ได้มีการบันทึกข้อมูลในส่วนนี้ไว้ในฐานข้อมูลของพรรคแต่อย่างใด
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าได้พูดคุยกับ นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ อดีตสส.กทม. ของพรรคหรือไม่ หลังจากที่เจ้าตัวออกมาโจมตีพรรค นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีตัวแทนของพรรคไปพูดคุยแล้ว แต่ส่วนตัวยังไม่ได้พูดคุยกับนางสาวธิษะณา เพราะเชื่อว่าสิ่งที่ตนเองได้สื่อออกไปผ่านทางหน้าสื่อเป็นการบอกว่าทางพวกเราไม่ได้จะทำร้ายเจ้าตัวแต่อย่างใด แต่ในขณะเดียวกันนางสาวธิษะณาก็สามารถยืนยันในสิ่งที่สามารถพูดได้ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง แต่ตนคิดว่าอยากให้มองทั้งสองด้านว่าสิ่งที่แต่ละฝ่ายออกมาแสดงความเห็นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร และหลายอย่างที่ นางสาวธิษะณาออกมาพูดก็ไม่ใช่ข้อเท็จจริงอย่าง IO ส้ม ทางพรรคประชาชนไม่เคยมีปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารแบบนั้น แต่ทางพรรคมีทีมโซเซียลในการติดตามความเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ ไม่ได้มีทีมเฉพาะกิจที่ตั้งขึ้นมาชี้นำข้อมูลข่าวสารหรือบิดเบือนสังคมในการตอบคอมเมนท์ต่าง ๆ
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าในการจัดตั้งรัฐบาลเหมือนจะมีการบีบพรรคกล้าธรรมให้มาเป็นฝ่ายค้าน จะสามารถร่วมงานกันได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การร่วมงานในฐานะฝ่ายค้านไม่น่าจะติดขัดอะไร ที่ผ่านมาในอดีตพรรคฝ่ายค้านก็ไม่จำเป็นที่ต้องทำงานร่วมกันอย่างมีเอกภาพ เพราะมีกลไกสภาอย่างวิปฝ่ายค้านอยู่แล้ว การที่พรรคใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคกล้าธรรมหรือพรรคอื่น ๆ ก็ไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงจุดยืนที่เหมือนหรือต่างพรรคประชาชนอย่างไร แต่ขอให้ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มแข็งเท่านั้นก็เพียงพอแล้ว
เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นล่าสุด กกต. เรียกสอบ กปน. เกี่ยวกับการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งติดบาร์โค้ดมองเรื่องนี้อย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ถ้าเป็นการเรียกสอบโดยสุจริตว่า กปน.ทำตามระเบียบหรือไม่อย่างไร ก็สามารถทำได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ สังคมก็กำลังตั้งคำถามที่กกต.จะฟ้อง พรบ.คอมพิวเตอร์กับประชาชนทั่วไปหรือเจ้าหน้าที่กปน.ที่ทำหน้าที่โดยสุจริต ตามระเบียบแล้วการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง หรือหลังคูหา อันนั้นผิดแน่นอน แต่การถ่ายภาพขั้นตอนก่อนลงคะแนนไม่ได้ผิดอะไร การพุ่งเป้าไปเรียกสอบเจ้าหน้าที่กปน.ส่วนนั้น ก็ต้องดูว่าทำผิดระเบียบหรือไม่ หรือพยายามจะเรียกสอบเจ้าหน้าที่ที่จะทำให้ทางกกต.มีความสุ่มเสี่ยง เพราะบาร์โค้ดที่อยู่ในนั้นไม่ได้เป็นการทำให้การลงคะแนนเป็นการลงคะแนนลับ อยากให้ทุกคนช่วยกันเรียกร้องให้กกต.ทำงานแบบตรงไปตรงมา ไม่อยากให้ใช้อำนาจตัวเองปิดปากผู้อื่น
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สำหรับกรณีที่ประชาชนร่วมลงชื่อถอดถอนกกต.จำนวนมาก ทางพรรคทำในสิ่งที่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ไม่ว่าการดำเนินคดีอาญามาตรา 157 เเละ172 ตัวแทนของพรรคก็ได้ดำเนินการโดยตรงไปแล้ว และมีภาคประชาชนเข้าไปยื่นที่ผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ และที่ศาลปกครอง ทางพรรคจะไม่เข้าไปยื่นซ้ำซ้อน แต่จะติดตามเรื่องนี้และเรียกร้องให้ทาง กกต. ออกมาเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างให้โปร่งใสมากที่สุด
ส่วนประเด็นการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่ อาจเป็นอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานอื่น ทั้งศาลปกครอง และศาลรัฐธรรมนูญในการที่จะพิจารณาเรื่องนี้ หลายคนอาจจะมองว่าเรามีผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากเป็นคู่แข่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ คนก็อาจจะมองว่าเราแพ้การเลือกตั้งแล้วออกมาเรียกร้องหรือไม่ สิ่งที่เราเรียกร้องได้คือ การเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการจัดการเลือกตั้งให้มีความโปร่งใสยุติธรรม ปกป้องสิทธิ์ของประชาชนให้ถึงที่สุด ขณะนี้บัตรเลือกตั้งมีปัญหา กกต.ต้องพยามดำเนินการอย่างเต็มที่ดีที่สุด ให้เก็บรักษามีความลับ ดีที่สุดคือต้องเร่งทำลายบัตรให้เร็วที่สุด ส่วนจะนำไปสู่การเลือกตั้งเป็นโมฆะหรือไม่ ตนเองอยู่ในฐานะที่ไม่เหมาะสมที่จะพูดต้องให้หน่วยงานอื่น ๆ เป็นผู้ตัดสินแทน




